ปรมัตถธรรม ๔ - ทบทวน พุทธศาสนาคืออะไร
ท่านอาจารย์ อยากจะให้เราทุกคนได้เข้าใจธรรมจริงๆ พร้อมๆ กันไป และก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไปเร็วๆ ไปช้าๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ขอทบทวนสำหรับคนที่ใหม่มาก คือว่าอาจจะเพิ่งมาเป็นวันแรก ก็ได้ทราบว่ามีหลายท่านเหมือนกัน และถ้าใครมีปัญหาอะไรจะถามก็ขอเชิญภายหลัง แต่ว่าตอนนี้ขอทบทวนสำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเลย คนเก่าคงลำบากหน่อย เพราะว่าจะต้องฟังซ้ำ แต่ว่าขอทบทวนจริงๆ ให้เข้าใจ เพราะเหตุว่าธรรมเป็นเรื่องที่เราจะศึกษาแบบเผินๆ ก็ได้ หรือว่าจะศึกษาแบบลึกๆ ให้เข้าใจชัดๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ ขอถามบ้าง สำหรับความคิดเห็นที่จะมี เช่น เวลาที่เราจะศึกษาอะไรก็ตาม ก่อนอื่นถ้าจะให้เราเข้าใจสิ่งนั้นจริงๆ ดิฉันคิดว่าคงจะต้องเริ่มจากคำว่า คืออะไร อย่างที่เรากำลังฟังเดี๋ยวนี้ เรากำลังฟังพระธรรมหรือว่าศึกษาพระพุทธศาสนา เพียงเท่านี้สำหรับคนที่ใหม่มาก ก็ควรที่จะมีคำถามว่า พระพุทธศาสนาคืออะไร ดูเหมือนกับเป็นคำที่ไม่ยากเลย แต่ขอเชิญคุณนิภัทรให้ความหมายของคำว่า พุทธ กับ ศาสนา ด้วย จากภาษาบาลี
อ.นิภัทร พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ตามศัพท์แปลว่า ผู้รู้ ผู้รู้หรือผู้ตรัสรู้ ศาสนา ก็แปลว่า คำสั่งสอน รวมเป็น พุทธศาสนา ก็แปลว่า คำสั่งสอนของผู้รู้ หรือของผู้ตรัสรู้แล้ว คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นเอง
ท่านอาจารย์ พุทธะ นี้เป็นภาษาบาลี แล้วศาสนาเป็นภาษาบาลี ด้วยหรือเปล่า
อ.นิภัทร เป็นภาษาบาลี
ท่านอาจารย์ ใช้ตรงตัวว่าศาสนา หรือว่ามีคำอื่นอีก
อ.นิภัทร ภาษาบาลีมีคำว่า ศาสน (สา-สะ-นะ) เป็นนปุงสกลิงค์ โดยมากก็เป็น สาสนัง ที่ใช้ว่า คำสั่งสอน อย่าง เอตัง พุทธานะ สาสะนัง อย่างในโอวาทปาติโมกข์ ลงท้ายว่า เอตัง พุทธานะ สาสะนัง แปลว่านี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หรือของท่านผู้รู้ทั้งหลาย
ท่านอาจารย์ โดยมากภาษาไทยเราจะใช้คำภาษาบาลี ซึ่งไม่มีคำประกอบข้างหน้าข้างหลังเลย เราใช้โดดๆ แล้วก็ตามความคิดของเราด้วย อย่างคำว่าพุทธศาสนา ต้นคำจริงๆ จะเป็น สาสนัง หรือจะเป็นอะไรนั้น เราก็ไม่ทราบ นอกจากเป็นผู้รู้ แต่ให้ทราบว่าเป็น คำสอนของผู้รู้ คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า ถ้าเราไม่มีการศึกษา เราไม่รู้ใช่ไหม หรือว่ามีใครรู้ ถ้าไม่ศึกษาคำสอนนี้เลย จะมีใครรู้ไหม ก็ต้องแสดงว่า เมื่อเป็นคำสอนของผู้รู้ ผู้ที่ยังไม่ได้ศึกษาเลย ทั้งหมดต้องเป็นผู้ไม่รู้ มีใครคิดบ้างไหมว่า เป็นผู้ที่ไม่รู้ ก่อนได้ฟังพระธรรม หรือว่าเมื่อฟังพระธรรมแล้ว ถึงจะรู้ว่าตัวเองนี้ไม่รู้ คือธรรมนี้เราจะไม่คิดก็ได้ ยอมรับไปเฉยๆ ว่าผู้รู้ แต่ถ้าเราจะคิดว่าถ้าอย่างนั้นหมายความว่า ผู้อื่นไม่รู้ นอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่เป็นผู้รู้ จึงได้ใช้คำว่า พุทธะ สำหรับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายความว่าก่อนศึกษาธรรมหรือก่อนฟังพระธรรม เราไม่มีความรู้ เพราะเหตุว่าเราไม่ใช่พุทธะ แต่ว่าเมื่อเราได้ฟังคำสอนแล้ว ถึงจะรู้ว่าเราไม่รู้ เพราะฉะนั้นคำถามซึ่งอยากจะถามนิดหนึ่ง คือว่าถ้าอย่างนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้อะไร
ผู้ฟัง สภาวธรรมตาม ภูมิ จิต ...
ท่านอาจารย์ นี้สำหรับคนที่ฟังแล้ว ทีนี้คนที่ยังไม่เคยฟังเลย อนุบาลจริงๆ ใหม่จริงๆ ถ้าถามว่าถ้าอย่างนั้นพระพุทธเจ้าทรงรู้อะไร จะมีคำตอบไหม
ผู้ฟัง รู้สิ่งที่มีจริงในโลกนี้
ท่านอาจารย์ อันนี้ก็หมายความว่าทราบแล้วใช่ไหม คือเคยฟังมาบ้างแล้ว ทีนี้ถ้าไม่เคยฟังเลยอย่างนี้ ก็คำตอบไม่ผิดเลยสักคน ถูก แต่ว่าถูกเพราะว่าเคยคิด หรือว่าเคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว แต่ทีนี้ถ้าจะตอบสำหรับคนที่ พุทธะ แปลว่าผู้รู้ เพราะฉะนั้นผู้อื่นต้องไม่รู้ เพราะเหตุว่าผู้อื่นไม่ใช่พุทธะ เพราะฉะนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้อะไร
ผู้ฟัง รู้สภาพธรรมตามความจริง
ท่านอาจารย์ คำตอบเหมือนกันทุกคนเลย คือรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ต้องหมายความว่า รู้ เคยได้ยินได้ฟังคำว่าสภาพ ต้องเคยได้ยินได้ฟังคำว่าธรรม ต้องเคยได้ยินตามความเป็นจริงด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับคนใหม่ๆ ที่ไม่เคยฟังเลย แล้วก็พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ คนอื่นไม่รู้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทรงรู้อะไร
ผู้ฟัง ทรงรู้อริยสัจจธรรม
ท่านอาจารย์ ต้องเคยได้ยินคำว่า อริยสัจจธรรม ใช่ไหม ถึงได้ตอบอย่างนี้ แต่ถ้าไม่เคยได้ยินเลย จะตอบว่าอย่างไร แน่นอน หมายความว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ เพียงเท่านี้เราจะเห็นเลยว่าคนอื่นๆ ทั้งหมด ไม่รู้สิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้ นี่คือความเป็นพุทธะ หมายความว่าทรงเป็นผู้รู้ นอกจากนั้นภาษาบาลียังแปลเป็นอย่างอื่น ขยายความได้ใช่ไหมอาจารย์ นอกจากคำว่า ผู้รู้ สำหรับพุทธะ นอกจากผู้รู้ แปลเป็นอย่างอื่นได้อีกไหม หรือขยายความ
อ. สมพร ขยายได้ว่า เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ท่านอาจารย์ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ๓ คำนี้แสดงให้เห็นว่าเราเริ่มที่จะเข้าใจว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ ซึ่งบุคคลอื่นทั้งหมดไม่รู้ในสิ่งที่พระองค์รู้ เเล้วก็เป็นผู้ตื่น แม้แต่ศัพท์ในภาษาบาลี เราก็ควรจะได้เข้าใจความหมายว่า ทำไมใช้คำนี้ ทำไมใช้คำว่าผู้รู้ แล้วยังใช้คำว่าผู้ตื่นอีก หมายความว่าทุกคนขณะที่ไม่ได้ฟังพระธรรมเลย ไม่ได้ตื่น หรือว่าตื่น
ผู้ฟัง ก็ต้องถือว่าหลับ
ท่านอาจารย์ ก็ต้องถือว่าหลับ เพราะเหตุว่า ทำไมว่าหลับ ก็น่าจะมีคำถามต่อไปเรื่อยๆ
ผู้ฟัง เพราะว่ายังไม่ตื่น
ท่านอาจารย์ ที่ว่าหลับอยู่ เพราะว่าทุกคนนั้น ถึงแม้ว่าจะเหมือนกับว่าเราเข้าใจว่าขณะนี้เราตื่นอยู่ แต่ความจริงแล้วเหมือนหลับ เพราะเหตุว่าเหมือนฝัน ที่ว่าเหมือนฝันก็เพราะเหตุว่าเราคิดว่าในฝันเรามีอะไรตั้งหลายอย่าง ในฝันมีทุกอย่าง มีเพื่อน มีบ้าน มีสถานที่ต่างๆ มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ เหมือนที่เรากำลังคิดเดี๋ยวนี้ว่าเรามี ทุกอย่าง เเต่นี่แสดงว่าไม่ใช่ผู้ตื่น ยังเป็นผู้หลับ เพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริงว่า ทุกอย่างในชีวิตขณะนี้ไม่ต่างกับฝัน เพราะเหตุว่าเวลาฝันแล้วตื่นขึ้น ไม่มีอะไรเหลือเลย ใช่ไหม ที่ฝันเมื่อคืนนี้ ใครจะฝันว่าอะไรก็ตามเเต่ เรารู้ว่าเพียงฝัน จริงๆ แล้วไม่มี ฉันใด ขณะนี้ผู้ตื่น ก็รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังมีในขณะนี้ ไม่ต่างกับความฝันเลย เพราะเหตุว่ามีเพียงชั่วขณะสั้นๆ แล้วก็หมดไป มีใครคิดว่ามีอะไรที่ยั่งยืนบ้าง นี้คือธรรมที่เราจะต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ พิจารณา เพื่อที่จะได้เข้าใจคำสอนที่ลึกกว่านี้อีก แต่ว่าต้องเริ่มจากการที่จะเข้าใจว่า คำที่เราใช้อยู่แม้แต่คำว่า พุทธะ เราก็จะต้องเข้าใจจริงๆ ว่าต่างกับ ผู้อื่นทั้งหมด ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้รู้ ก็ยังเป็นผู้ตื่น เพราะเหตุว่ารู้ความจริงว่าทุกอย่างไม่เที่ยง มีชั่วขณะที่ปรากฏแล้วหมดไป พิสูจน์ได้ไหม ใครจะพิสูจน์ความจริงข้อนี้บ้างว่า ทุกอย่างที่ปรากฏเพียงชั่วขณะสั้นๆ แล้วหมดไป แล้วไม่เหลือเลย
ผู้ฟัง ก็ตามที่เข้าใจว่าพิสูจน์ได้ เพราะว่าเราเห็น กับได้ยิน พร้อมกัน แล้ว เราฟังว่า ขณะหนึ่ง นี้เราก็พิสูจน์ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ พอเข้าใจ
ท่านอาจารย์ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ศึกษาว่าไม่พร้อม แต่ทุกคนก็มีความสุขบ้าง มีความทุกข์บ้าง มีความโกรธบ้าง มีความพอใจบ้าง ซึ่งเป็นชีวิตประจำวันซึ่งทุกคนเห็นว่าไม่เที่ยงเลย ทุกอย่างมีชั่วขณะที่ปรากฏแล้วก็หมดไป แต่การหมดไปนั้น จริงๆ แล้วผู้ที่รู้ความจริง รู้ว่าหมดเลย ไม่กลับมาอีกเลย นี่จึงจะเป็นผู้ตื่น แต่ถ้าเรายังฝังใจ หรือยังจำไว้ หรือยังคิดว่าสิ่งนั้นยังมีอยู่ ก็ยังไม่ใช่ผู้ที่ตื่น
เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่า ตื่น ก็ต้องรู้ด้วยว่าจริงๆ แล้วนั้น ทุกชีวิตในโลกนี้เหมือนหลับ แล้วก็ฝันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีผู้รู้ที่ทรงแสดงความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วสภาพธรรมจริงๆ เป็นอย่างไร คือมีแต่สิ่งที่ปรากฏเพียงชั่วขณะที่ปรากฏแล้วหมดไป ที่เราเคยได้ยินจนชินหู อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชาวพุทธทุกคนก็คงจะคุ้นเคยกับคำนี้ อนิจจังคือไม่เที่ยง ทุกข์ขัง สภาพที่ไม่เที่ยง เกิดแล้วดับไป ไม่ใช่ความสุขจริงๆ หรือว่าไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเห็นว่าเป็นสุข อะไรก็ตามที่ปรากฏเพียงนิดเดียวแล้วหมด หมดเลยจริงๆ ไม่ใช่สภาพธรรมที่จะถือหรือจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นความสุขจริงๆ ได้ และนอกจากนั้นก็คือ ไม่ใช่ตัวตน ซึ่งนี่ต้องเป็นผู้ที่ตื่น จึงจะมีความเห็นต่างกับผู้ที่ยังไม่ตื่น เพราะว่าผู้ที่ยังไม่ตื่นก็มีความเป็นเรา มีความเป็นตัวตน ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ผู้ที่ตื่นแล้วก็เห็นความจริงว่า สภาพธรรมทั้งหมดที่เกิดปรากฏนั้นสั้นมาก แล้วก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วย
มีอีกคำหนึ่งคือคำว่า ผู้เบิกบาน มีใครพอจะให้ความหมายอันนี้ได้ไหม เคยเบิกบานไหมในชีวิต
ผู้ฟัง อันนั้นเป็นเบิกบานในโลภะ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าคำทุกคำนั้น มีความหมาย อย่างเราอาจจะบอกว่าเราเคยสดชื่น รื่นเริง เบิกบาน สนุกสนานเป็นเด็ก ถึงเดี๋ยวนี้ก็อาจจะยังเบิกบานอยู่ มีการหัวเราะ มีการสนุกสนานแต่ให้ทราบว่า เบิกบานอย่างนั้นไม่ใช่เบิกบานจริงๆ เพราะเหตุว่ายังเป็นทาสของความต้องการความเบิกบานชนิดนั้นอยู่ เวลาที่เราได้สิ่งที่เราพอใจนั้น อยากได้ พอได้มาแล้วก็ดีใจ เบิกบาน ขณะนั้นคิดว่าเบิกบาน แต่ความจริงแล้วขณะนั้นไม่ได้เบิกบานเลย เพราะเหตุว่ายังเป็นทาสของสิ่งที่ต้องการอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ผู้ที่เบิกบานเลยจริงๆ จนกว่าจะเป็นผู้ที่รู้ เป็นผู้ที่เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริงเมื่อไหร่ เมื่อเห็นความจริง แล้วก็ละความไม่รู้ในสภาพธรรม จนกระทั่งสามารถที่จะเป็นผู้ที่เบิกบานอย่างแท้จริง คือไม่เป็นทาสของอะไรทั้งสิ้น คือไม่มีความต้องการในการที่จะได้สิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือว่าต้องการที่จะรื่นเริงแบบที่เคยเบิกบานมาแล้ว ก็รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วขณะนั้น หลงว่าเบิกบาน แต่ความจริงแล้วเป็นทาสของความต้องการ เมื่อได้มาจึงคิดว่าเบิกบานแล้ว
เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า เรื่องของธรรมนี้เป็นเรื่องที่ถ้าเราจะคิดพิจารณาจริงๆ แต่ละคำ ก็จะทำให้เราเข้าใจความหมายของพระพุทธศาสนา ว่าเป็นศาสนาของผู้ที่เป็นผู้รู้ เป็นผู้ที่ตื่น เป็นผู้ที่เบิกบาน แล้วก็รู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ด้วย เพราะเหตุว่าถ้ายังรู้เหมือนที่คนอื่นรู้ ก็ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ต้องรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ และเมื่อรู้แล้วก็ได้ทรงแสดงธรรมให้คนอื่นที่ยังหลับ ยังไม่เบิกบาน หรือว่ายังไม่ตื่น ได้ค่อยๆ รู้ความจริงขึ้น
อันนี้ก็คงจะเข้าใจว่า ที่เรากำลังฟังอยู่นี้ก็เป็นคำสอนของผู้ที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ มีคำถามอะไรไหมตอนนี้ ทบทวน ก่อนที่จะถึงเรื่องอื่นทั้งหมด หมายความว่าขณะนี้เรากำลังตั้งใจฟังสิ่งซึ่งเราไม่เคยได้ฟังมาก่อน และก็เป็นการฟังธรรมของผู้ที่ได้ตรัสรู้ เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบานจริงๆ ให้เราเข้าใจถูกว่า ก่อนฟังนี้เราไม่รู้อะไร เพื่อที่ว่าเมื่อฟังแล้วนั้นเราจะได้ค่อยๆ รู้ขึ้นค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะเหตุว่าพระพุทธรูปเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ พระพุทธรูปไม่เป็นแน่นอน แล้วเรากราบไหว้หรือเปล่า
ผู้ฟัง กราบ
ท่านอาจารย์ กราบไหว้พระพุทธรูป หรือกราบไหว้อะไร
ผู้ฟัง กราบไหว้พระธรรม
ท่านอาจารย์ จริงๆ หรือ เข้าใจพระธรรม แล้วก็กราบไหว้พระธรรม หรืออย่างไรกัน
ผู้ฟัง กราบไหว้พระคุณของพระพุทธเจ้า
ท่านอาจารย์ อันนี้ต้องแน่นอนสำหรับผู้ที่รู้ว่าพุทธะคืออะไร แต่ถ้ายังไม่ได้ศึกษาจริงๆ ก็เกือบจะไม่เข้าใจเลย ว่าพระคุณนั้นคืออะไรบ้าง ใช่ไหม เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจจริงๆ ว่าพระพุทธรูปเป็นเพียงเครื่องหมายเตือนให้ระลึกถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นการแสดงความนอบน้อม แสดงต่อพระคุณ ทั้ง ๓ ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทุกคนรู้จักดีแน่นอนเพราะว่าสวดกันเสมอ นี่ต้องเป็นการฟังใช่ไหม
ผู้ฟัง ทีนี้ว่ามันมีสิ่งที่น่าจะได้มีการสังเกตอยู่ว่า ตลอดเวลาที่ท่านอาจารย์พูดมา ก็เป็นเรื่องของสิ่งที่ควรจะต้องรู้ คือสิ่งที่ปรากฏ ถ้าไม่ปรากฏก็ไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏเป็นชีวิตประจำวันของทุกคน คือทางตา ทางหู ทางจมูกทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นี้ทางตา มาพูดเรื่องการรู้ ก็คงจะต้องมีหลายท่านมีความสงสัยว่า ทางตาจะรู้อะไร ที่จะเป็นความรู้จริงๆ
ท่านอาจารย์ ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ ที่จะต้องเข้าใจจริงๆ ว่าพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม คือสิ่งที่มีจริงๆ ให้เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงว่า ปรากฏเล็กน้อย นี้ยอมรับไหม คือธรรมทุกอย่างนี้ค่อยๆ ไปทีละก้าว แม้แต่คำที่เราบอกว่า พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้สิ่งที่คนอื่นไม่รู้ คือรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังมีในขณะนี้ ปรากฏเพียงชั่วขณะสั้นๆ แล้วหมดไปเลย แค่นี้ ให้เราทุกคนพิจารณา รับรอง คัดค้าน หรือไม่เห็นด้วย เพราะเหตุว่าธรรมเป็นเรื่องที่ไตร่ตรอง ไม่ใช่ฟังเผินๆ แล้วก็เผินไปทั้งวัน แต่ว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งคิด ยิ่งไตร่ตรอง ก็จะยิ่งเข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นเพียงสั้นๆ แค่นี้ เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ว่าสิ่งที่มี ที่เราผ่านมาในชีวิตทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นปรากฏชั่วขณะที่มี แล้วก็หมดไป แต่ว่าการหมดไปนี้ หมดไปอย่างเร็วมาก เเล้วก็ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ แค่นี้รับรองไหม เห็นด้วยหรือยัง ยังไม่ไปถึงอะไรเลย
ผู้ฟัง ก็ต้องเห็นด้วย เพราะว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่มีอะไรจะไปคัดค้าน หรือว่ายังมีความคิดอะไรที่แตกแยกออกไป
ท่านอาจารย์ ก็เป็นการเห็นด้วยขั้นการฟัง แล้วสามารถที่จะประจักษ์แจ้งอย่างนี้ได้ไหม ในเมื่อเป็นความจริงหรือเป็นของจริง ทุกสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เกิดขึ้นจึงได้ปรากฏ แล้วดับไปอย่างรวดเร็ว นี่คือความหมายอันแท้จริงของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ สามารถที่จะประจักษ์แจ้งได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ทราบสำหรับท่านอื่นจะมีความเห็นอย่างไร ก็ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
อ. สมพร ผมก็มีความเห็นอย่างหนึ่งเหมือนกัน ที่อาจารย์พูดบอกว่าผู้หลับ พวกเรานี้ก็หลับด้วยอำนาจกิเลส อาจารย์ก็ปลุก วิธีปลุกก็คือ ให้ฟัง ที่ว่าปกติเรานี่หลับ หลับคือการไม่รู้ พระองค์เปรียบเหมือนว่าคนหลับ แต่พระองค์ตื่นแล้ว ตื่นจากกิเลส เพราะไม่มีกิเลส เมื่อตื่นแล้วจึงเบิกบาน เพราะว่าคนไม่มีกิเลส จิตใจก็ผ่องแผ้ว เบิกบาน อย่างพวกเรานี้ปกติก็หลับอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่ตื่นอยู่นี้ ก็ถือว่าหลับแล้ว หลับด้วยอำนาจกิเลสคือ ไม่รู้ เรียกว่าหลับ ทีนี้ที่ถามว่ามีวิธีอะไร อาจารย์ก็ตอบตรงจุด คือ ปลุก หรือว่าการฟังนั่นเอง เสมือนหนึ่งคนปลุกคนหลับอยู่ให้ตื่น
ผู้ฟัง กระผมจำได้ท่านอาจารย์เคยพูดว่า ทุกคนตื่นอยู่ตลอดเวลา แต่ตื่นในที่ๆ ท่านอาจารย์อธิบายว่า ตื่นเพราะกิเลสตื่น ไม่ได้ตื่นเพื่อที่จะรู้ความจริง
ท่านอาจารย์ อันนั้นหมายความว่าในขณะที่กำลังหลับนั้น ไม่มีอะไรเลย แต่เวลาตื่น อย่าลืมว่าที่ตื่นนั่นคือกิเลสตื่นด้วย ไม่ใช่ว่ามีแต่เพียงเห็น เพียงได้ยิน แต่ต้องมีกิเลสตื่น นี่คนละระดับ คนละขั้น นี้เรากำลังจะถึงเพียงขั้นต้นที่ว่า เมื่อธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง แล้วก็ปรากฏชั่วขณะสั้นๆ แล้วก็ดับไป ถ้าความจริงเป็นอย่างนี้ เราสามารถที่จะพิสูจน์ได้ไหม
ผู้ฟัง เวลานี้ก็ไม่มีข้อสงสัย เชื่อในสิ่งที่ท่านอาจารย์ได้อธิบายมาทั้งหมด
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เชื่อในสิ่งที่ดิฉันอธิบาย คือธรรมนั้นเป็นเรื่องจริง แล้วไม่เป็นของใครเลย เพราะฉะนั้นคนฟังมีสิทธิ์ที่ฟังแล้ว คิด ไตร่ตรอง พิจารณา เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างไร เพราะฉะนั้นคำถามตอนนี้มีเพียงว่า เมื่อสิ่งที่ปรากฏในขณะนี้ ผู้รู้รู้ว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏชั่วระยะสั้นมาก คือปรากฏแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว มีใครไม่เห็นด้วยบ้าง แต่ทุกคนในที่นี้ก็บอกว่าเห็นด้วยเเล้วใช่ไหม ทีนี้ ก็มาถึงปัญหาที่ว่า เมื่อเห็นด้วยอย่างนี้แล้ว สามารถที่จะประจักษ์ความจริงนี้ได้ไหม ในเมื่อเป็นความจริง
ผู้ฟัง ก็คงจะต้องกลับไปสู่ข้อประพฤติปฏิบัติที่มีการอบรมเจริญสติ และปัญญา เพราะเวลานี้แม้สิ่งที่กำลังปรากฏ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่สงสัย แต่พอถามถึงสิ่งที่มันเป็นปรมัตถธรรม ก็ต้องมีความคิด และลังเลต่อไปอีก
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ถามปรมัตถธรรมด้วย ถามว่าขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ และทุกคนยอมรับว่าสิ่งนี้การปรากฏ แล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อทุกคนยอมรับว่าเป็นจริงอย่างนี้ขั้นฟัง เห็นด้วย สามารถที่จะประจักษ์ความจริงนี้ได้ไหม ในเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้
ผู้ฟัง ตอนนี้ก็ต้องตอบว่า ได้
ท่านอาจารย์ ทำไมตอนนี้ แล้วตอนหลังจะไม่ตอบอย่างนี้หรืออย่างไร
ผู้ฟัง นี้เป็นการตอบอย่างยังไม่ใช่เป็นการประจักษ์สภาพธรรม
ท่านอาจารย์ โดยเหตุผล ผู้ศึกษาจะต้องมีเหตุผล การศึกษาพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องเชื่อ แต่เป็นเรื่องคิด เรื่องพิจารณา เรื่องไตร่ตรอง จนกระทั่งมีความเห็นอย่างนั้นจริงๆ แม้ว่าจะเป็นความเห็นในขั้นของการฟังก็ตาม โดยเหตุผลที่ว่า เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ นี่คือความจริง สามารถจะประจักษ์ความจริงอย่างนี้ ได้ไหม
ผู้ฟัง ทุกๆ คนต้องตอบว่า ได้ เพราะเคยมีคนประจักษ์แล้ว
ผู้ฟัง ก็คงเป็นการพูดตามอีก
ผู้ฟัง ต้องเข้าใจด้วย
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ต้องคิด ต้องคิด เวลานี้ไม่ต้องตามใครเลย ไม่ต้องตามใครเลย ทุกคนฟัง ทุกคนคิด ว่าความจริงคือขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏ ปรากฏแล้วก็หมดไป อย่างเร็วมากด้วย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นปรากฏเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยอมรับความจริงข้อนี้ไหม คือคนที่จะนับถือพุทธศาสนาต้องเป็นคนที่มีเหตุผล และก็พระธรรมที่ได้ฟัง จะทำให้คนนั้นเกิดปัญญาของตัวเอง ไม่ใช่ว่าต้องไปพึ่งปัญญาของใครอีก แต่ว่าต้องเกิดจากการพิจารณาไตร่ตรองของตนเองจริงๆ เพราะฉะนั้นในเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแน่นอน สิ่งใดที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นดับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สามารถที่จะประจักษ์ความจริงนี้ได้ไหม
ผู้ฟัง ตอนนี้ยังไม่กล้า
ท่านอาจารย์ ทำไมเป็นเช่นนั้น เรามีสิทธิ์ที่จะฟังธรรมเเล้วพิจารณา และก็ไตร่ตรองเป็นความคิดของเราเอง ทำไมเราจะว่ามีสิทธิ์ หรือไม่มีสิทธิ์ หรือไม่กล้า ในเมื่อเราคิดได้ ได้ฟังมาแล้วว่านี่คือความจริง ทุกอย่างที่เกิด ปรากฏ เพราะเกิดจึงได้ปรากฏแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว สามารถจะประจักษ์ความจริงนี้ได้ไหม
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ คือไม่ได้ถามว่าใครจะได้ ใครจะไม่ได้ แต่ตามความเป็นจริง เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ และก็สามารถจะประจักษ์ความจริงอย่างนี้ได้ไหม ถ้าไม่ได้ ไม่มีประโยชน์เลยในการฟังพระธรรม ในเมื่อความจริง มีก็จริง แต่ประจักษ์ไม่ได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไร แต่เพราะเหตุว่าเป็นจริง และก็สามารถที่จะอบรมเจริญปัญญา จนกระทั่งประจักษ์แจ้งได้ นี่คือประโยชน์ของการฟังในวันนี้ ซึ่งใครจะประจักษ์แจ้งเมื่อไหร่นั้น ไม่มีคำถามเลยว่า ใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ และก็ไม่ได้ถามว่าคุณศุกลจะประจักษ์แจ้งได้ไหม เพียงแต่ถามว่าเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้แล้วประจักษ์แจ้งความจริงนี้ได้ไหม ในเมื่อเป็นความจริง
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ ได้ เมื่อไหร่
ผู้ฟัง เรื่องเวลานี้ คงยังตอบไม่ได้ แล้วแต่เหตุ แล้วแต่ปัจจัย
ท่านอาจารย์ แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ฟัง เชื่อตามๆ กัน ไร้เหตุผล ใครบอกว่าอย่างไรก็ได้ นั่นไม่ใช่ แต่ต้องเป็นเรื่องที่ฟังแล้วพิจารณาจริงๆ แล้วก็เข้าใจจริงๆ ด้วย ด้วยเหตุนี้บุคคลในครั้งพุทธกาลเมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วจากพระผู้มีพระภาคโดยตรง และท่านเป็นผู้ที่ได้อบรมบารมีมาพอที่จะเข้าใจธรรมได้ ที่ทุกท่านกล่าวก็คือว่า พระธรรมที่ทรงแสดงนั้นแจ่มแจ้ง เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่กล่าวถึงสภาพธรรมที่มีอยู่จริงๆ ให้เห็นเดี๋ยวนี้ แล้วก็สามารถที่จะพิจารณาเข้าใจได้ ตามระดับขั้นของปัญญา แล้วก็สามารถที่จะรู้แจ้งในอริยสัจจธรรม คือความจริงของสภาพธรรมนั้นด้วย แต่ต้องขึ้นอยู่กับบุคคลผู้ฟัง ว่าความแจ่มแจ้งนั้นจะมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไปเร็ว แต่ว่าให้มีความเข้าใจของตัวเองจริงๆ ว่า พระธรรมที่ทรงแสดงนี้ แจ่มแจ้งเพราะอะไร เพราะเหตุว่าเป็นสภาพธรรมที่กำลังมีในขณะนี้ ที่พิสูจน์ได้ นี่คือความแจ่มแจ้ง ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วเราก็ต้องไปเที่ยวค้นหาในตำรับตำรา อยู่ที่ไหน ตรงไหนใช่ไหม แต่นี่ไม่ใช่ กำลังฟังเดี๋ยวนี้ ถ้าฟังต่อไปก็จะรู้ว่าเป็นเรื่องของสภาพธรรมที่แจ่มแจ้ง เพราะกำลังปรากฏ กำลังมีอยู่จริงๆ
ทุกคนก็คงจะเห็นด้วยกับพระธรรมที่เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ แสดงให้เห็นว่าก่อนที่จะมีการฟังพระธรรม คว่ำหมดทุกอย่าง แม้แต่สภาพธรรมที่กำลังมีอยู่ในขณะนี้ ก็ไม่หงาย คือไม่ปรากฏออกมาให้เห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร เพราะว่าทุกอย่าง ถ้าคว่ำไว้แล้วเราจะมองเห็นได้ไหม ว่ามีอะไรอยู่ที่นั่น แม้แต่นาฬิกานี้ คว่ำไว้ก็ไม่เห็นอะไร ถ้วยจานลายดอกไม้อะไรๆ นั่น ก็ไม่เห็นหมด เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่คว่ำไว้ ก็ทำให้เราไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ แต่พระธรรมที่ทรงแสดง สิ่งที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันทั้งหมด สามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมนั้นตามความเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ฟังแล้วเข้าใจ ก็จะมีความรู้สึกเหมือนกับว่าพระองค์ได้หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด นี้ก็โดยนัยเดียวกัน ทุกอย่างที่ปกปิดไว้ ไม่ว่าจะเอาอะไรปิดไว้ก็ตาม เราไม่สามารถจะเห็นว่าข้างในนั้นมีอะไร แต่ว่าเมื่อใดที่เปิดขึ้น เราก็จะเห็น เพราะฉะนั้นที่ตัวเรานั้น คว่ำไว้ ปิดไว้ คนที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรมนั้น ไม่เห็นอะไรเลย ว่ามีอะไรบ้าง แต่ว่าถ้าศึกษาพระธรรมแล้วจะเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงว่า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดๆ ก็ตาม พระธรรมที่ทรงแสดงเกิดจากการตรัสรู้สภาพความจริงของสิ่งนั้น จึงได้ทรงแสดงโดยละเอียด ให้เข้าใจได้ชัดเจน เหมือนกับเปิดของที่ปิด อีกข้อหนึ่งก็คือ บอกทางแก่คนหลง เวลานี้หลงทางหรือเปล่า
ผู้ฟัง หลงแน่นอน
ท่านอาจารย์ ก่อนฟัง ทุกคนเกิดมา ทำทุกอย่างในชีวิต หมดไป ไม่มีจุดหมายในชีวิตเลย จุดหมายเพียงแค่เกิดมา แล้วก็มีความสุขเท่าที่จะมีได้ ไม่รู้จะไปทางไหนจริงๆ ไม่รู้แม้แต่ทิศทางที่จะไป เหมือนกับคนที่หลงกันอยู่ในสังสารวัฏ ไม่มีใครที่จะจูงออกไปสู่หนทางที่จะได้เห็นความจริงว่า นี่คือทางออก มิฉะนั้นแล้วไม่มีทางที่จะออกไปจากสังสารวัฏได้
