ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๒๖๓
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  4 ก.ย. 2559
หัวข้อหมายเลข  28165
อ่าน  1,382

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

    

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)   ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง  แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง  ดังนี้


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๒๖๓

 

 

~ผู้ที่ยังไม่สามารถจะตัดขาดสละความยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย)ได้ ย่อมมีการแสวงหารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่พอใจ ตามความพอใจ ซึ่งก็จะต้องอาศัยเงินและทองเป็นปัจจัยในการที่จะแสวงหารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เห็นโทษของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และสามารถที่จะสละชีวิตของคฤหัสถ์ไปสู่ชีวิตของบรรพชิต ก็ย่อมจะต้องไม่ยินดีในการรับเงินและทองด้วย เพราะเมื่อต้องการจะสละรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็จะต้องสละเงินและทอง ปัจจัยที่จะให้ได้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะด้วย

~ผ้าเหลือง ไม่ได้เป็นพระภิกษุ  ผ้าเหลืองไม่ทำให้ใครเป็นพระภิกษุด้วย แต่พระธรรมวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้วต่างหากที่ทำให้บุคคลผู้รักษาพระธรรมวินัย เป็นพระภิกษุ

~ภิกษุใด ที่ไม่ศึกษาธรรมและไม่ประพฤติตามพระวินัย  ผู้นั้น ไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย,  ให้พุทธบริษัททั้งหลายได้รู้ความจริงเพื่อที่จะได้ไม่หลงเข้าใจผิดแล้วก็ควรจะรู้ในความจริง ในเหตุผลในสิ่งซึ่งไม่มีในพระธรรมเช่น ผ้ายันต์ ไม่มี ตะกรุด ไม่มี  อิทธิปาฏิหาริย์หลอกลวงคน ไม่มี   เพราะเหตุว่าต้องเป็นผู้ที่ตรงต่อความเป็นจริง ว่าธรรมต้องเป็นเหตุและเป็นผล  อยู่ดีๆ ผ้าผืนหนึ่งจะกลายเป็นผ้าวิเศษไปได้อย่างไรใครสามารถจะไปบันดาลให้ผ้านั้นวิเศษได้ เพราะฉะนั้น ไม่เป็นไปตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทำทำไม จุดประสงค์ที่ทำเพื่ออะไร? ไม่เป็นการขัดเกลากิเลสเพราะฉะนั้น ผู้นั้น ไม่ใช่พระภิกษุในพระธรรมวินัย

~การเป็นผู้ตรงต่อสภาพของการเป็นภิกษุ จะต้องเป็นไปตามลักษณะของสมณเพศ  แต่ถ้าเกิดคิดที่จะทำหน้าที่ของพวกคฤหัสถ์ เช่น ช่วยกันนำข่าวสารอันเป็นหน้าที่ทูต หรือว่ากระทำกิจการงานต่างๆ (ของคฤหัสถ์)  นั่น ไม่ใช่ลักษณะของบรรพชิตแล้ว เพราะฉะนั้น  นั่น ก็ไม่ใช่เป็นผู้ที่ตรงต่อสมณวิสัย(ความเป็นบุคคลผู้สงบ)

~ภิกษุ มีกิจ คือ การศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม เผยแพร่ธรรมที่เป็นประโยชน์เพื่อการขัดเกลา เพื่อการดับกิเลส

~บรรพชิตต่างกับฆราวาส เมื่อมีเจตนาที่จะขัดเกลากิเลสในเพศของบรรพชิต ก็จะต้องมีการประพฤติปฏิบัติที่เหมาะสม  ควรแก่เพศบรรพชิตด้วย

~พระวินัยแต่ละข้อๆ เป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสอย่างยิ่งกิจใดที่ภิกษุทำไม่ได้ ต้องไม่ทำแต่ถ้าทำ หมายความว่าไม่เคารพในพระศาสดาและกล้าที่จะทำในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะว่า บวชทำไม? เพื่อศึกษาพระธรรม  ของใคร? ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นว่าความประพฤติทางกาย ทางวาจาอย่างไรเป็นการขัดเกลากิเลส  ก็ตรงกับความประสงค์ของผู้ที่บวช เพื่อขัดเกลากิเลสเพราะฉะนั้น ต้องมีความเคารพในพระวินัยด้วย

~เป็นพระ แล้วไม่ศึกษาธรรม ไม่รักษาพระวินัย แล้วเป็นพระได้อย่างไร?

~พระวินัยบัญญัติทั้งหมด เป็นคำของใคร? เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   แล้วการกล่าวคำตามพระวินัยและพระธรรม  ว่าร้ายใครหรือเปล่า? หรือว่าเป็นการประกาศความจริงให้รู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาแสดงธรรมและการขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตโดยต้องประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยด้วย

~เมื่อมีอัธยาศัยใหญ่สามารถที่จะสละเพศคฤหัสถ์ได้ ก็ต้องมุ่งหน้าต่อการที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต  นอกจากเพื่อประโยชน์ของตนเองแล้ว ยังเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น  ซึ่งเขาแม้จะถวาย(ให้)สิ่งของที่เหมาะควรแก่เพศบรรพชิต  ยังต้องกราบไหว้บูชาคุณความดี  ที่สามารถที่จะสละกิจของคฤหัสถ์ทั้งหมดแล้วทำกิจที่ใหญ่กว่านั้น  เป็นประโยชน์กว่านั้น คือ ศึกษาพระธรรมวินัย ซึ่งยาก ละเอียด ลึกซึ้งเพื่อใคร? เพื่อตนเองและสงเคราะห์บุคคลอื่นซึ่งไม่มีเวลาที่จะเป็นกุศลตั้งแต่ตื่นจนหลับเหมือนอย่างบรรพชิตต้องมีความสำนึกอย่างนี้   จึงสมควรแก่การกราบไหว้ของผู้ที่เป็นคฤหัสถ์ทั้งหลาย

~สิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็แก้ไขได้  ดีกว่าทิ้งไว้

~ถ้าไม่เข้าใจธรรมจะประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลสได้อย่างไร

~ความเข้าใจของเราแต่ละคน ก็เป็นส่วนที่จะทำให้พระธรรมวินัย  ดำรงไป เท่าที่ยังมีคนศึกษาและเข้าใจพระธรรม

~ประเทศใดก็ตาม มีทรัพย์สินเงินทอง มั่งคั่ง มีวัตถุอะไรต่างๆ ก็ตาม  แต่เป็นคนเลวทั้งประเทศ  ดีไหม? ไม่ดี    แล้วทำอย่างไร  คนที่เลว คนที่ทุจริต จะดีขึ้น   ถ้าไม่ได้รู้ความจริงว่า เลว คือ เลว   ปัญญา(ความเข้าใจถูกเห็นถูก)เท่านั้น ที่จะเห็นว่า  ไม่ควรทำ   เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี นำโทษมาให้

~ถ้าเข้าใจธรรมแล้ว มีหรือที่บุญกุศลจะไม่เกิดเพิ่มขึ้น

~กิเลสทั้งหลาย เป็นภัยที่ยิ่งใหญ่ โดยเหตุที่ว่าอยู่ภายในตัวเอง ไม่ได้อยู่ไกลเลย เป็นสิ่งไม่ดีที่มีอยู่ในจิตใจ เป็นเหตุให้กระทำอกุศลกรรมต่างๆ และก็จะเป็นผู้ได้รับผลของอกุศลกรรมนั้นๆเอง

~ตัณหา (ความอยาก ความต้องการ) นี้   มีมาก ตลอดเวลา ตั้งแต่ลืมตา ตัณหาก็ไหลไปตามอารมณ์ที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

~เรียนหนังสือเก่ง แต่ไม่รู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน   นั่น  ไม่ชื่อว่าปัญญาเลย

~ผรุสวาจา(คำพูดที่หยาบคาย)นั้น  เป็นคำพูดที่ไม่มีประโยชน์เลย ถ้าเว้น ไม่พูดเสีย ก็จะมีประโยชน์กว่ามากมายทีเดียว เพราะเหตุว่าไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น หรือว่าเกิดขึ้นแล้ว ก็เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้ามีเมตตา หรือใช้คำพูดที่เหมาะที่ควร ที่จะไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนใจ โทมนัสเสียใจ

~บุคคลโกรธตอบบุคคลผู้โกรธ ชื่อว่า เป็นคนเลวกว่าบุคคลผู้โกรธ(ก่อน)    เพราะเหตุว่าคนผู้โกรธเป็นคนเลว เพราะมีอกุศลจิตเกิดขึ้น   แต่บุคคลผู้โกรธตอบ ก็เป็นผู้ที่ทั้งๆที่เห็นว่าเป็นอกุศล    ก็ยังมีอกุศลจิตเกิดด้วย

~สำหรับเรื่องการบริสุทธิ์จากกิเลส หรือว่าการที่จะขัดเกลากิเลส ไม่ใช่อาศัยการปรากฏภายนอก เพราะเหตุว่าบางท่านมักจะตัดสินจากอาการที่ปรากฏทางภายนอก แต่เรื่องของปัญญาที่จะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เท่านั้น ที่จะทำให้ละคลายความไม่รู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ   และสามารถที่จะละคลายขัดเกลากิเลส

~ท่านที่ทราบว่า มีกิเลสมาก   การที่จะขัดเกลา ละคลายจนถึงดับกิเลสได้ ต้องอาศัยการอบรมเจริญกุศลมากมายหลายประการ  แต่ละท่านก็ต่างอัธยาศัยตามการสะสม เพราะฉะนั้น ท่านที่ขวนขวายในการที่จะขัดเกลาละคลายดับกิเลส ท่านก็พากเพียรที่จะเจริญกุศลเท่าที่ท่านสามารถจะกระทำได้

~ก่อนฟังธรรม ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสภาพธรรมตามความเป็นจริง เวลาที่เริ่มฟังใหม่ๆ ก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจนักในเรื่องของสภาพธรรม แต่พอฟังนานๆเข้า มีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น

 

~คนที่เห็นโทษของอกุศล   เห็นประโยชน์ของบุญ คือ การชำระล้างอกุศล จึงทำแต่สิ่งที่ดี   ถ้าเข้าใจถูกต้อง ก็จะทำให้มีการชำระล้างจิตใจที่ไม่สะอาดจริงๆ   แต่ไม่ใช่ต้องการอะไร เพราะถ้าต้องการ ก็เป็นการสะสมอกุศลต่อไปอีก ซึ่งไม่มีทางเลยที่จะเอาอกุศลนั้นๆออกไปได้ นอกจากความเห็นถูก ความเข้าใจถูก 

~ทุกวันนี้  ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม เราบอกว่า เราเป็นชาวพุทธ    แต่ชาวพุทธ คือ ผู้ที่รู้จักพระพุทธเจ้า   ถ้าไม่รู้จักพระพุทธเจ้า เป็นชาวพุทธได้อย่างไร

~ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยไหน    พระธรรม ไม่เปลี่ยน

~ถ้าไม่เข้าใจและไม่เห็นโทษภัย   ความติดข้องก็สามารถทำให้เกิดทุจริต

~ในขณะที่พูดก็มีเมตตาจิต คือ มีความเป็นเพื่อน หวังดี คำพูดนั้นๆทำให้ผู้ได้ฟังรู้สึกอย่างไร ถ้าคนพูด พูดด้วยความหวังดีจริงๆ  พูดด้วยความเมตตา ความเป็นเพื่อน รู้สึกสบายใจ  ผู้นี้เป็นมิตรแน่นอน  ไม่เป็นศัตรูเลย  เพราะฉะนั้น  แต่ละคำของเขาก็เต็มไปด้วยความหวังดีกับคนอื่น  ซึ่งผู้ได้รับฟังคำพูดอย่างนั้นก็ต้องรู้สึก  ไม่ได้ทำร้าย ไม่ได้ทำลาย ไม่ได้เป็นโทษใดๆเลยทั้งสิ้น  แต่ด้วยความหวังดี  พูดคำจริงซึ่งเป็นประโยชน์ด้วย    อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ  พูดน่าฟัง แม้เป็นคำจริง ถ้าพูดไม่น่าฟัง  บางคนก็ไม่อยากฟัง


~ถ้ายังไม่หมดกิเลส  ยังมีเหตุที่จะทำให้คำร้ายๆเกิด

~ฟังธรรม  เพื่อเข้าใจธรรม  

~สำหรับการพูดเท็จ ท่านจะเห็นได้ว่า ถ้าไม่ขัดเกลา ไม่บรรเทา ไม่เห็นว่าเป็นโทษ ไม่เห็นว่าเป็นอกุศลธรรมที่น่ารังเกียจ   ก็ย่อมนำมาซึ่งทุจริตกรรมทุกประการได้ เวลาที่คิดทุจริต แม้แต่ก่อนที่จะกระทำ ก็ต้องอำพราง ต้องปกปิด ต้องพูดเท็จ เพื่อจะกระทำทุจริตกรรมนั้นให้สำเร็จลงไปได้  แม้ว่ากระทำแล้ว ก็ยังไม่ปรารถนาที่จะให้บุคคลอื่นเห็นรู้ว่าเป็นทุจริต ก็ยังต้องพูดเท็จ อำพราง ปกปิดต่อไปอีก

~ถ้ายังเห็นว่ามุสาวาทเป็นเรื่องธรรมดา  ไม่เพียรละ  ไม่เพียรขัดเกลาแล้วละก็ ย่อมนำมาซึ่งทุจริตกรรมได้ทุกประการ

~ถ้าเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแล้วเป็นเรื่องของความเข้าใจถูกต้องทั้งหมด ไม่มีเรื่องอื่นเลย ต้องเป็นเหตุเป็นผล สามารถที่จะตอบได้ ในเหตุและในผล

~ความเข้าใจพระธรรมเท่านั้น ที่จะทำให้ทำในสิ่งที่ถูกที่ควร

~นับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องศึกษาธรรมให้เข้าใจ ถ้าไม่ศึกษาธรรมให้เข้าใจและไม่ประพฤติตาม คือ ไม่ขัดเกลากิเลส ก็ไม่ชื่อว่า นับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~เกิดมาแล้วต้องตาย ละจากโลกนี้ไป จะเป็นคนที่ดี  จากไป  หรือ   จะเป็นคนที่ชั่ว จากไป?.

 

ขอเชิญผู้ศึกษาพระธรรมร่วมกัน(สหายธรรม) ร่วมแบ่งปันธรรมด้วยครับ 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๒๖๒

 

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...  

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 4 ก.ย. 2559 20:28 น.

    ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิต ของ อ.คำปั่น เป็นอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
peem
วันที่ 5 ก.ย. 2559 08:32 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Noparat
วันที่ 5 ก.ย. 2559 11:26 น.

~ความเข้าใจพระธรรมเท่านั้น ที่จะทำให้ ทำในสิ่งที่ถูกที่ควร

    ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
jaturong
วันที่ 5 ก.ย. 2559 12:43 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 5 ก.ย. 2559 12:55 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
rrebs10576
วันที่ 5 ก.ย. 2559 16:08 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
มานิสาโข่งเขียว
วันที่ 5 ก.ย. 2559 19:55 น.

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
จิรัฎฐ์
จิรัฎฐ์
วันที่ 5 ก.ย. 2559 20:12 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Boonyavee
วันที่ 5 ก.ย. 2559 23:06 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
siraya
วันที่ 6 ก.ย. 2559 07:20 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 8 ก.ย. 2559 19:54 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
ปาริชาตะ
วันที่ 8 ก.ย. 2559 20:02 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
thilda
thilda
วันที่ 9 ก.ย. 2559 00:02 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 9 ก.ย. 2559 08:35 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
แสดงความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ