ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๒๖๕
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๒๖๕

~
การพูดความจริงที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่ด้วยความหวังดีหรือ?
ใครจะรักใครจะชัง ไม่ได้สำคัญเลย
แต่ใจของผู้ที่อนุเคราะห์คนอื่นให้เข้าใจถูกในพระธรรมวินัย
เป็นความดี ซึ่งบังคับไม่ได้ที่จะไม่ให้เขาทำ ถ้าเป็นกุศลแล้ว ทำ
กุศลทุกชนิด กล้าที่จะทำกุศล
~ พระภิกษุไม่ได้มีชีวิตอย่างคฤหัสถ์ ชัดๆ
มีรถยนต์ มีเงินทอง มีที่ดิน มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ นั่นคือ คฤหัสถ์
ไม่ใช่พระภิกษุ แล้วจะไปไหน ถ้าไม่เป็นผู้ตรง เพราะว่า
เพศเป็นพระภิกษุ แต่ความประพฤติทุกวัน ไม่ใช่พระภิกษุ ด้วยเหตุนี้
เป็นการถูกต้องไหม
ที่จะให้พุทธบริษัทได้เข้าใจถูกต้องในพระธรรมวินัย
ด้วยความหวังดีต่อบุคคลนั้นๆ ด้วย
และด้วยความหวังดีที่จะให้พระธรรมวินัยมั่นคงสืบต่อไปด้วย
~
พระภิกษุที่ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย
พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า โมฆบุรุษ
(ว่างเปล่าจากคุณความดี)
~
ที่เป็นพระภิกษุเพื่อต้องการพ้นจากภาระของคฤหัสถ์
และสละชีวิตเพื่อศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ
เพราะเห็นประโยชน์สูงสุดว่าการที่จะเป็นผู้ที่ขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ก็คือ
ประพฤติปฏิบัติต่างจากคฤหัสถ์โดยสิ้นเชิง ตามพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้น
ก็ต้องสำนึกแล้วก็รู้ตัวว่าเป็นพระภิกษุทำไม?
~
ถ้าไม่มีพระภิกษุที่ศึกษาพระธรรมวินัย ก็ต้องไม่มี จะบอกว่า มี
ได้อย่างไร ไม่มี ก็คือ ไม่มี แล้วยังคิดว่ายังมีหรือ เพราะฉะนั้น
ความจริงต้องเป็นความจริง และต้องเป็นผู้ตรง
มิฉะนั้นจะไม่ได้สาระจากพระธรรม
~ เรื่องของความตายก็เป็นเรื่องธรรมดา
เรื่องของความเจ็บไข้ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้น
ผู้ที่เห็นความเป็นธรรมดาอย่างนี้ ก็จะคลายความกลัวตาย
เป็นบุคคลที่ไม่กลัวที่จะตายจริงๆ
เพราะว่าเป็นบุคคลที่อบรมเจริญกุศลธรรมพอที่จะไม่หวั่นไหวในเรื่องของความตาย
แล้วก็รู้ความจริงของสภาพนามธรรมและรูปธรรมว่า ตายแล้วก็ต้องเกิดอีก
แล้วแต่ว่าจะเกิดในภพใดภูมิใด ก็เป็นไปตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว
เมื่อเป็นผู้ที่อบรมเจริญกุศลอยู่
ก็ย่อมจะเป็นผู้ที่ไม่หวั่นไหว
~ ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ ก็เป็นเหตุให้ประพฤติอกุศลกรรม แต่ผู้ที่เห็นโทษนี้ก็ยังมีเจตนาที่จะวิรัติ (งดเว้น) เท่าที่สามารถจะกระทำได้
~
การดื่มสุราที่เป็นเหตุให้ก่อการทะเลาะวิวาทก็เป็นได้
เพราะเหตุว่าผู้ที่ยังไม่ได้ดื่มสุรากับผู้ที่ดื่มสุรามากๆ
จนกระทั่งมึนเมาแล้ว ก็คงมีลักษณะอาการที่ต่างกันไป คือ
ผู้ที่ก่อนจะดื่มสุราก็อาจจะไม่ทำอะไรหลายอย่างที่น่าละอาย
แต่ว่าผู้ที่ดื่มสุราแล้วก็สามารถที่จะกระทำกรรมต่างๆ ได้
แม้แต่การฆ่ามารดา การฆ่าบิดา
หรือพูดคำซึ่งเมื่อไม่ได้ดื่มสุราก็คงจะพูดไม่ได้
แต่ว่าเมื่อดื่มสุราแล้ว
ก็พูดคำที่ไม่สามารถจะพูดได้นั้น
~
เราจากโลกก่อนมา โดยไม่รู้เลยว่าเราจะมาเป็นอย่างนี้ในโลกนี้ ฉันใด
ถึงเวลาที่จะจากโลกนี้ไปก็ธรรมดา เพราะฉะนั้น
ก็สะสมความดีสะสมปัญญาความเห็นถูกเพราะเหตุว่า
ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรม
ความดีก็แสนยากที่จะมากขึ้นเจริญขึ้นได้
~ แม้ว่าพระธรรมจะได้ทรงแสดงให้ละกิเลส
ให้เห็นโทษของอกุศล เช่น โทสะ
แต่ว่าผู้นั้นก็ยังคงจะพอใจที่จะโกรธต่อไป ที่จะผูกโกรธต่อไป
ที่จะไม่อภัยต่อไป ที่จะเป็นผู้ที่ละอกุศล นั่นคือผู้ว่ายาก
เพราะฉะนั้นผู้ว่าง่ายไม่ใช่ผู้เชื่อง่าย ในเรื่องของความเชื่อ
ในเรื่องของความเห็น ต้องเป็นผู้ที่พิจารณาความถูกต้อง ความผิด
และความถูกว่าสิ่งใดผิดก็ผิด สิ่งใดถูกก็ถูก อย่างอกุศล
ต้องเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่งาม นี่ถูกขั้นหนึ่ง แต่ทั้งๆ
ที่เห็นว่าไม่ดีไม่งาม แต่ยังอยากจะมีหรือยังคงมีต่อไป นี่ผิด
นี่คือผู้ว่ายาก
~
ยิ่งเป็นผู้มีความรู้ในทางธรรม ยิ่งต้องเป็นผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน
นี่เป็นสิ่งที่จะต้องคู่กัน เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดก็ตามเป็นผู้ฟังมาก
มีความรู้ความเข้าใจธรรม แต่ไม่ใช่ผู้อ่อนน้อมถ่อมตน
ไม่ใช่ผู้ที่ปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นธรรมที่ได้ฟัง
ไม่ได้เป็นประโยชน์ นอกจากจะทำให้เกิด อกุศลประเภทอื่น เช่น
ความสำคัญตน
~ เรื่องโกรธเป็นเรื่องธรรมดา
ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกประหลาด แต่ว่าอย่าผูกโกรธ
เรื่องไม่ชอบเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ชอบอย่างนั้น ไม่ชอบอย่างนี้
ไม่ชอบการกระทำหรือคำพูดอย่างนั้นอย่างนี้ แต่อย่าให้ถึงกับเกลียด
เพราะเหตุว่านั่นเป็นความลึกของกิเลสซึ่งสะสมมากทีเดียวที่แสดงออก
เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้จักตัวเองตามความเป็นจริง
ไม่มีเหตุการณ์ที่จะทำให้ลักษณะอาการของอกุศลขั้นต่างๆ นั้นปรากฏ
ก็ย่อมจะไม่รู้จักตัวเองว่า มีอกุศลมากมายหนาแน่นแค่ไหน
แต่ถ้าเป็นผู้ที่โกรธ แต่ไม่พยาบาท อภัยได้ และไม่ผูกโกรธ
ก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องของผู้ว่ายาก
ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ยอมจะอภัย และยังพอใจที่ยังโกรธอยู่
เป็นผู้ไม่น้อมที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม
นั่นคือผู้ที่ว่ายาก
~
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องของความไม่โกรธ
ทุกคนที่ยังโกรธอยู่ คิดอย่างไร? ยังจะเป็นผู้ว่ายาก
คือว่าอยากจะโกรธต่อไปอีก หรือว่าเป็นผู้น้อมไปที่จะไม่โกรธ
เพราะเหตุว่าจะไม่โกรธทันที เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
แต่แม้กระนั้นพระธรรมที่ได้ฟังก็ทำให้จิตอ่อนโยน
แล้วก็มีศรัทธาที่จะน้อมไปที่จะประพฤติปฏิบัติตาม ที่ใช้คำว่า
“น้อมประพฤติปฏิบัติตาม”
เพราะเหตุว่าทุกคนยังปฏิบัติตามทันทีไม่ได้ตรงตามที่ได้เข้าใจ
เช่นเข้าใจว่า โลภะไม่ดี โทสะไม่ดี โมหะไม่ดี แต่ว่าใครจะละโลภะ
โทสะ โมหะ
ได้ในเมื่อปัญญายังไม่เจริญขึ้นถึงขั้นที่จะละได้
~
การที่จะรักษาพระศาสนาไว้ได้
ต้องเริ่มจากบุคคลซึ่งเป็นผู้ฟังพระธรรม
คนที่ไม่เข้าใจพระธรรมหรือไม่ฟังพระธรรม
ไม่ใช่ผู้ที่จะดำรงพระศาสนา
~ ทุกคนฟังพระธรรมเพื่อเข้าใจในเหตุในผล
อกุศลเป็นอกุศล เป็นโทษ กุศลเป็นกุศล ไม่เป็นโทษ
ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้วก็น้อมไปที่จะละอกุศล และเจริญกุศลยิ่งขึ้น
ไม่ใช่ยังเป็นผู้ที่แข็งกระด้าง ว่ายาก ไม่ว่าพระธรรมจะว่าอย่างไร
แต่ใจยังต้องการที่จะเป็นอกุศลต่อไปอีก
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากการฟังพระธรรม
เพราะฉะนั้นผู้ที่ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมก็ตั้งแต่ในขั้นต้นจนถึงขั้นสุดท้าย
คือ ปฏิบัติธรรมในขั้นที่ทำให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้
~ ถ้าไม่เข้าใจแล้ว จะทำให้ปฏิบัติธรรมที่ทำให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ก็ไม่ได้ ถ้ายังเป็นผู้ที่ว่ายาก ไม่อดทน มักโกรธ ก็ไม่สามารถที่จะเห็นประโยชน์ของการเป็นผู้ว่าง่าย อดทน และน้อมไปที่จะเจริญกุศลยิ่งขึ้น


~
ถ้าใครที่ยังคงไม่คิดที่จะเป็นผู้ที่มีเมตตาเพิ่มขึ้นๆ
ก็ไม่มีทางที่จะถึงฝั่ง คือ พระนิพพานได้ เพราะฉะนั้น จะขาดบารมี
(คุณความดีที่ทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส)
ข้อหนึ่งข้อใดก็ไม่ได้
~
พระธรรมเริ่มจะส่องเป็นกระจกอย่างดีที่จะเห็นทุกซอกมุมของจิตใจของตนเองว่า
เป็นบุคคลประเภทใด แต่ต้องเป็นผู้ตรงด้วย
~ ธรรมเป็นเรื่องของตัวเองทั้งหมด
ตั้งแต่ตื่นจนหลับ ตั้งแต่เกิดจนตาย
พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจริงๆ
เรื่องของการเห็น แล้วก็ชอบใจ ไม่ชอบใจ เกิดการกระทำทางกาย
ทางวาจาที่เป็นด้วยกุศลจิตบ้าง อกุศลจิตบ้าง นี่ก็เป็นชีวิตประจำวัน
เพราะฉะนั้นเมื่อได้ศึกษาพระธรรมแล้ว
ก็ย่อมเป็นผู้ที่เข้าใจสภาพธรรมที่ตัวเองชัดเจนถูกต้อง
ถ้าเป็นการศึกษาเพื่อที่จะขัดเกลากิเลส
เพราะฉะนั้นลืมจุดประสงค์ของการศึกษาพระธรรมไม่ได้เลย
มิฉะนั้นแล้วการศึกษานั้นจะเป็นการศึกษาแบบจับงูพิษที่หาง
และงูพิษนั้นก็จะกัด เพราะเหตุว่าเมื่อมีความรู้มากขึ้น
ก็มีความสำคัญตน มีความทะนงตน
แต่ว่าไม่ได้น้อมที่จะเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมด้วยการขัดเกลากิเลส
~
ทุกท่านมีความรักตนเป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้น
สิ่งใดก็ตามที่จะทำให้ตนเองได้ดี มีสุข แต่ไม่ประกอบด้วยเหตุผล
ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง
ขณะนั้นเป็นมงคลตื่นข่าว
~ การที่จะเป็นพุทธศาสนิกชนจริงๆ
ก็จะต้องพิจารณาให้รู้ว่า
ธรรมใดเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถ้าไม่พิจารณาจริงๆ ก็จะไม่พ้นไปจากความเห็นผิด หรือมงคลตื่นข่าว
ซึ่งถ้ามีความสนใจนิดหนึ่ง ก็จะพาไปสู่ความสนใจ
และความขวนขวายยิ่งขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
จนในที่สุดก็จะไม่แสวงหาพระธรรมที่แท้จริง
และจะไม่พิจารณาเหตุผลโดยละเอียด
~ ผู้ที่เป็นชาวพุทธ จะไม่มีการพึ่งวัดหนึ่งวัดใดทั้งสิ้น แต่พึ่งพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พึ่งพระรัตนตรัย
~ พระภิกษุ คือ ผู้ที่เห็นภัยในสังสารวัฏฏ์
ใครก็ตามที่ไม่เห็นโทษเห็นภัยของสังสารวัฏฏ์ แล้วจัดให้มีการบวช
นั่นบวชเป็นพระภิกษุหรือ? เพราะไม่ได้มีความเข้าใจอะไรเลย
ไม่ได้เห็นโทษเห็นภัยของสังสารวัฏฏ์เลย
~ ศาสนทายาท ไม่ใช่อยู่ที่ผู้ไม่ศึกษาพระธรรม
ไม่ใช่อยู่ที่ผู้ไม่ได้น้อมประพฤติตามพระธรรมวินัย
~ บังคับให้มีการบวชได้หรือเปล่า ในโอกาสนั้น
โอกาสนี้ มีในพระไตรปิฎกหรือเปล่า
ความเป็นอนัตตาอยู่ที่ไหน?
~ ไม่ศึกษาพระธรรมวินัย
จะเป็นพระภิกษุได้อย่างไร?
~
การทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ไปสวรรค์
แต่ไปนรก
~
พระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อพุทธบริษัทศึกษาพระธรรม เข้าใจ
และประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลสตามเพศบรรพชิต และ
คฤหัสถ์
ขอเชิญผู้ศึกษาพระธรรมร่วมกัน (สหายธรรม) ร่วมแบ่งปันธรรมด้วยครับ
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๒๖๔

...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ ...







