Print 
(เกือบ) ถอดใจ ... ที่อินเดีย5
 
kanchana.c
kanchana.c
วันที่  29 ต.ค. 2557
หมายเลข  25704
อ่าน  1,293

นั่งรถบนทางเกวียนสู่ลุมพินี

วันนี้ฝนไม่ตกแล้ว พยากรณ์อากาศของอินเดียไม่แม่นยำเท่าไร เห็นบอกว่าฝนจะตกติดต่อกัน

5 วัน แค่วันเดียวก็หยุดแล้ว ไม่แน่จริงนี่นะ แต่ก็ดีทำให้ได้เที่ยวชมสถานที่ต่างๆในพระเชตวัน

และบริเวณใกล้เคียงอย่างสะดวกสบาย อากาศก็สะอาด ไม่มีฝุ่น และไม่ร้อนมาก เที่ยวชม

อย่างรวดเร็วแล้วก็รีบไปร่วมสนทนาธรรมกับท่านอาจารย์ที่โรงแรมปาวันพาเลซ นั่งฟังไม่ทัน

ได้รู้เรื่อง ก็ถูกต้อนกลับไปรับประทานอาหารกลางวันเวลา 11 โมงเช้า เพื่อออกจากสาวัตถี

เที่ยงตรง มาคราวนี้จัดให้รับประทานอาหารที่โรงแรมทุกมื้อ ไม่เหมือนคราวก่อนๆ ที่นำอาหาร

กล่องไปรับประทานกลางทาน จะได้ไม่ถึงที่หมายดึกเกินไป แต่ก็มีปัญหาเรื่องสุขอนามัยของ

ร้านข้างทางที่หยุดแวะทานอาหาร เพราะบางแห่งไม่สะอาดเลย ห้องน้ำก็ไม่เพียงพอสำหรับ

คนจำนวนมาก จึงจัดการให้เรียบร้อยก่อนเที่ยง และเดินทางหลังเที่ยง แต่ก็มีข้อเสียที่ทำให้

ถึงที่หมายดึกทุกวัน เราเลยอ่อนเพลียเมื่อยล้า ถอดใจทุกวันว่า จะไม่มาอินเดียอีกแล้ว ครั้งนี้

คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

ก่อนออกจากเมืองสาวัตถี วิทยากรที่นั่งติดกันเล่าเรื่องอานนทเศรษฐี ที่อาศัยอยู่ในเมืองสา

วัตถี ท่านมีสมบัติ 80 โกฏิ แต่เป็นคนตระหนี่มาก ไม่เคยให้ทรัพย์แก่ใครๆเลย และสอนบุตร

ของตนที่ชื่อว่า มูลสิริ วันละ 3 เวลาว่า อย่าคิดว่ามีเงินมาก ไม่ควรใช้ทรัพย์ที่มีอยู่ ควรหา

ทรัพย์ให้เพิ่มขึ้นทุกวัน เศรษฐีสอนบุตรชายว่า “บุคคลผู้ฉลาดพึงเห็นความสิ้นแห่งยาสำหรับ

หยอด (ตา) ความก่อขึ้นแห่งตัวปลวกทั้งหลาย และการประมวลมาแห่งตัวผึ้งทั้งหลาย พึงอยู่

ครองเรือน” เศรษฐีนั้นไม่เคยบอกที่ซ่อนขุมทรัพย์ใหญ่ 5 แห่งของตนแก่บุตร อาศัยทรัพย์

ด้วยความหม่นหมองเพราะมลทินคือความตระหนี่ ต่อมาก็สิ้นชีวิตไปเกิดในครรภ์ของหญิง

จัณฑาล ในหมู่บ้านคนจัณฑาลนอกประตูเมืองสาวัตถี เพราะการเกิดขึ้นของเขาทำให้คนทั้ง

หมู่บ้านอดอยาก ขอทานไม่ได้ และไม่มีคนจ้างให้ทำงาน นายบ้านคิดว่า คงมีคนกาลกิณีมา

เกิด จึงหาและไล่หญิงท้องนั้นออกไปจากหมู่บ้าน เมื่อหญิงนั้นออกไปก็หากินลำบากมาก

ขอทานได้เพียงพอประทังชีวิตเท่านั้น เมื่อเขาคลอดออกมามีหน้าตาน่าเกลียดเหมือนปีศาจ

คลุกฝุ่น แม่พาไปขอทานด้วย ก็ขอไม่ได้เลย พอรู้เดียงสาอายุได้ 7 ขวบ แม่ก็ให้กระเบื้องใส่

มือเพื่อไปขอทานเอง เขาเที่ยวเดินขอทานไปจนถึงบ้านเก่าของตนเอง ระลึกชาติได้ จึงเดิน

เข้าไปในบ้าน หลานๆเห็นเข้าก็ร้องไห้ด้วยความกลัว คนในบ้านก็จับเขาโยนออกไปที่กอง

ขยะ ข้อความต่อไปในในอรรถกถามีว่า


พระศาสดามีพระอานนทเถระเป็นปัจฉาสมณะ เสด็จบิณฑบาตถึงที่นั้นแล้ว ทอดพระเนตรดู

พระเถระ อันพระเถระนั้นทูลถามแล้ว ตรัสบอกพฤติการณ์นั้น,


พระศาสดาตรัสเรียกมูลสิริเศรษฐีมาแล้ว ตรัสถามว่า "ท่านรู้จักทารกนั่นไหม?" เมื่อมูลสิริ

เศรษฐีนั้นทูลว่า "ไม่รู้จัก" จึงตรัสว่า "ทารกนั้น คืออานนทเศรษฐีผู้บิดาของท่าน" แล้วยัง

ทารกนั้นให้บอก (ขุมทรัพย์) ด้วยพระดำรัสว่า "อานนทเศรษฐี ท่านจงบอกขุมทรัพย์ใหญ่ ๕

แห่งแก่บุตรของท่าน" แล้วทรงยังมูลสิริเศรษฐีผู้ไม่เชื่ออยู่นั้นให้เชื่อแล้ว. มูลสิริเศรษฐีนั้นได้

ถึงพระศาสดาเป็นสรณะแล้ว.


พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่มูลสิริเศรษฐีนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-


คนพาล ย่อมเดือดร้อนว่า “บุตรทั้งหลายของเรามีอยู่ ทรัพย์ (ของเรา) มีอยู่ ตนแลย่อมไม่มีแก่

ตน บุตรทั้งหลายจักมีแต่ที่ไหน? ทรัพย์จักมีแต่ที่ไหน?”


เมื่อจบพระธรรมเทศนานี้แล้ว มีผู้บรรลุธรรมถึง 84,000 คน

พระอรรถกาจารย์อธิบายต่อไปอีกว่า


คนพาลย่อมเดือดร้อนด้วยความอยากในบุตร และด้วยความอยากในทรัพย์ว่า ‘บุตรทั้งหลาย

ของเรามีอยู่ ทรัพย์ของเรามีอยู่ คือย่อมลำบาก ย่อมถึงทุกข์ คือย่อมเดือดร้อนว่า ‘บุตรทั้ง

หลายของเราฉิบหายแล้ว ย่อมเดือดร้อนว่า ‘ฉิบหายอยู่’, ย่อมเดือดร้อนว่า ‘จักฉิบหาย."

แม้ในทรัพย์ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

คนพาลย่อมเดือดร้อนด้วยอาการ ๖ อย่าง ด้วยประการฉะนี้

คนพาล แม้พยายามอยู่ในที่ทั้งหลายมีทางบกและทางน้ำเป็นต้น ทั้งกลางคืนและกลางวัน

โดยประการต่างๆ ด้วยคิดว่า ‘เราจักเลี้ยงบุตรทั้งหลาย’ ชื่อว่าย่อมเดือดร้อน,

แม้ทำกรรมทั้งหลายมีการทำนาและการค้าขายเป็นต้น ด้วยคิดว่า ‘เราจักยังทรัพย์ให้เกิดขึ้น’

ชื่อว่าย่อมเดือดร้อนเหมือนกัน

ก็เมื่อเขาเดือดร้อนอยู่อย่างนี้ ตนแลชื่อว่าย่อมไม่มีแก่ตน,

เมื่อเขาไม่อาจทำตนที่ถึงทุกข์ด้วยความคับแค้นนั้นให้ถึงสุขได้ แม้ในปัจจุบันกาล ตนของ

เขาแล ชื่อว่าย่อมไม่มีแก่ตน,


เมื่อเขานอนแล้วบนเตียงเป็นที่ตาย ถูกเวทนาทั้งหลายมีความตายเป็นที่สุด เผาอยู่ราว กะว่า

ถูกเปลวเพลิงเผาอยู่ เมื่อเครื่องต่อและเครื่องผูก (เส้นเอ็น) จะขาดไป เมื่อร่างกระดูกจะแตก

ไป แม้เมื่อเขาหลับตาเห็นโลกหน้า ลืมตาเห็นโลกนี้อยู่


ตนแล แม้อันเขาให้อาบน้ำวันละ ๒ ครั้ง ให้บริโภควันละ ๓ ครั้ง ประดับด้วยของหอมและ

ระเบียบดอกไม้เป็นต้น เลี้ยงแล้วตลอดชีวิต ก็ชื่อว่าย่อมไม่มีแก่ตน


เพราะความที่ตนเป็นผู้ไม่สามารถจะทำเครื่องต้านทานทุกข์ โดยความเป็นสหายได้, จักมีแต่

ที่ไหน? ทรัพย์จักมีแต่ที่ไหน?


คือว่าในสมัยนั้น บุตรหรือทรัพย์จักทำอะไรได้เล่า? แม้เมื่ออานนทเศรษฐีไม่ให้อะไรๆ แก่ใครๆ

รวบรวมทรัพย์ไว้เพื่อประโยชน์แก่บุตร นอนบนเตียงเป็นที่ตายในกาลก่อนก็ดี ถึงทุกข์นี้ใน

บัดนี้ก็ดี, บุตรแต่ที่ไหน? ทรัพย์แต่ที่ไหน? คือว่าบุตรหรือทรัพย์นำทุกข์อะไรไปได้? หรือให้

สุขอะไรเกิดขึ้นได้เล่า?"

จบอรรถกถา

เราชอบพุทธภาษิตนี้มาก มักนึกถึงและพูดบ่อยๆ แต่เพิ่งทราบว่า มาจากเรื่องของอานนท

เศรษฐีนี้เอง เป็นตัวอย่างให้เห็นจะๆ ว่า ทุกคนคิดว่า ทรัพย์เป็นของตน บุตรเป็นของตน ใน

เมื่อตนยังไม่มี มีแต่จิต เจตสิก รูปที่เกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาเกิดอีก จะเอาความเป็นตนจาก

สิ่งที่เกิดแล้วดับไปจากที่ไหน เมื่อตนไม่มีแล้วบุตรและทรัพย์จะมีแต่ไหน


ขอบคุณท่านวิทยากรที่นำมาเล่าอีกครั้ง แม้จะเคยอ่านมาแล้ว แต่ก็ลืมเรื่องราว จำได้แต่พุทธ

ภาษิตนี้ เมื่อทราบเรื่องราวก็เห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจากท่านอานนทเศรษฐีที่เก็บทรัพย์ไว้

มากมายให้บุตร ตัวเองอยู่อย่างเศร้าหมอง ไม่ยอมใช้สอย เมื่อตายไป บุตรก็จำไม่ได้ว่าเป็น

บิดา และทรัพย์นั้นก็ไม่ใช่ของตนอีกต่อไป


ต่อจากนั้นได้บรรยายเรื่องพุทธวงศ์ วงศ์ของพระพุทธเจ้า จนถึงพระโพธิสัตว์ประสูติเป็น

ครั้งสุดท้ายในสังสารวัฏที่ลุมพินี (รายละเอียดเล่าไว้แล้วใน อินเดีย ... แดนพุทธภูมิ)


เล่าเรื่องต่างๆมายาวนานก็ยังไม่ถึงลุมพินี ตามกำหนดการจะใช้เวลาเดินทาง 8 ชั่วโมง แต่

คนขับรถพาไปทางลัด เพราะคิดว่า เส้นทางนี้สั้นกว่าถนนปกติ 50 กม. และคิดว่าถนนคงดี

แต่ก็คิดผิด ถนนมีแต่หลุมบ่อใหญ่ๆ ที่มีน้ำนอง ทำให้พวกเราต้องนั่งหัวสั่นหัวคลอนบนทาง

ขรุขระ ผ่านหมู่บ้านเล็กๆ ที่มืดสนิท สองข้างถนนมีต้นไม้ใหญ่มากโค้งลงมาเป็นอุโมงค์ต้นไม้

ถ้าเป็นเวลากลางวันคงจะสวยงามดี แต่ในเวลาค่ำมีฝนพร่ำและหิวข้าวเช่นนี้ จึงไม่มีใคร

ชื่นชมธรรมชาตินี้เลย แต่ก็ได้เห็นชีวิตชนบทที่แท้จริงของอินเดีย ภาพผู้ชายหิวขวดน้ำ และ

ผู้หญิงใส่สาหรีแวววาวสวยงามถือไฟฉายและขวดน้ำเดินเป็นกลุ่มริมถนน ทราบได้ว่า เขาไป

ทำธุระขับถ่ายเป็นปกติ มาครั้งก่อนๆ เคยคิดว่า ทำไมไม่ทำห้องสุขาให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็

คิดได้ว่า บ้านที่เขาอยู่ทำด้วยดิน มุงด้วยใบไม้ จะทำห้องสุขาในบ้าน คงจะลำบากกว่าไป

ตามทุ่งนาหรือริมถนน เป็นปุ๋ยธรรมชาติ และกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาก็ลอยหายไปในสายลม

สะดวกสบายกว่ากันมาก แต่ในสมัยพุทธกาลเมื่อ 2,600 กว่าปีมาแล้ว ก็มีเว็จจกุฏีสำหรับพระ

ภิกษุขับถ่ายอย่างถูกหลักอนามัยมากกว่าที่เห็นในชนบทของอินเดีย


ท่านอดีตเอกอัครราชทูตกฤษณา จันทรประภา กรุณาเล่าเรื่องตลกของฝรั่งให้ฟังว่า

ครั้งหนึ่ง ประธานาธิบดีรัสเซียมาเยือนอินเดีย ปธน.อินเดียได้พาเที่ยวชมสถานที่ต่างๆใน

อินเดียยามค่ำคืน ได้เห็นภาพชาวบ้านออกไปขับถ่ายริมถนนอย่างที่เราเห็น ปธน.รัสเซียก็

กล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูกว่า “อินเดียเป็นอย่างนี้เอง”


วันหนึ่ง ปธน.อินเดียไปเยือนรัสเซีย ได้เห็นชายคนหนึ่งยืนปัสสาวะอยู่ริมกำแพง ก็เลยพูดกับ

ปธน.รัสเซียบ้างว่า “รัสเซียก็เป็นอย่างนี้เอง” ปธน.รัสเซียโกรธมาก ให้ทหารติดตามไปจับ

ชายคนนั้นมาลงโทษ ทหารมาบอกว่า จับไม่ได้ ปธน.รัสเซียถามว่าทำไม ทหารตอบว่า “เขา

เป็นนักการทูตอินเดียที่มากับคณะ ปธน.อินเดีย”


ขำไหมคะ ถ้าไม่ขำก็เพราะคนเล่าไม่เป็น เพราะจริงๆ แล้วขำมาก ขอบคุณท่านทูตค่ะที่เล่าให้

ฟังคลายเครียด

กว่าจะถึงโรงแรมนิวคริสตัลที่เคยมาพักแล้ว 3 ครั้งก็เลย 4 ทุ่ม ระหว่างทางได้แวะที่วัดไทย

960 เข้าห้องน้ำและเปลี่ยนอิริยาบถ กว่าจะได้รับประทานอาหารเย็นก็ดึกมาก จนหายหิว แต่

การเดินทางที่คิดว่ายากลำบากนี้ ก็ยังไม่เท่ากับการเดินทางไกลที่แสนกันดารในสังสารวัฏที่

ยาวนาน หาเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ยังดีที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมทำให้รู้ว่า ธรรมะทั้งหลาย

เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แต่ธรรมะทั้งหลายก็ไม่เป็นอิสระจากกัน เกิด

ขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป ไม่กลับมาเกิดอีกเลย ถ้าประจักษ์แจ้งสภาพธรรมะที่ปรากฏ

ขณะนี้ได้ สังสารวัฏก็มีโอกาสจะสั้นลง

 

... อ่านตอนต่อไป ...

 (เกือบ) ถอดใจ ... ที่อินเดีย6

... อ่านย้อนหลัง ...

(เกือบ) ถอดใจ ... ที่อินเดีย4

(เกือบ) ถอดใจ ... ที่อินเดีย3

(เกือบ) ถอดใจ ... ที่อินเดีย2

(เกือบ) ถอดใจ ... ที่อินเดีย1


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 30 ต.ค. 2557 08:48 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
tanrat
tanrat
วันที่ 30 ต.ค. 2557 09:04 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
peem
วันที่ 30 ต.ค. 2557 09:12 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เรือนแก้ว
วันที่ 30 ต.ค. 2557 10:55 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
siraya
วันที่ 30 ต.ค. 2557 11:38 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 30 ต.ค. 2557 12:27 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 30 ต.ค. 2557 13:24 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
Boonyavee
วันที่ 30 ต.ค. 2557 14:58 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองคนั้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ขอกราบขอบพระคุณและอนุโมทนาทุกท่านคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
jariya.tr
jariya.tr
วันที่ 30 ต.ค. 2557 17:17 น.

                   ถึงเวลา จะได้รับกุศลวิบากทางตา ที่จะได้อ่านเรื่องสนุกๆ ของพี่แดง                  

                                           ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
pulit
วันที่ 31 ต.ค. 2557 04:22 น.

          ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 31 ต.ค. 2557 15:54 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองคนั้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ขอกราบขอบพระคุณและอนุโมทนา พี่แดง และทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 31 ต.ค. 2557 22:02 น.

ขอบคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
สิริพรรณ
วันที่ 3 พ.ย. 2557 21:09 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

แม้ไม่ได้รู้จักท่านผู้เขียนเป็นการส่วนตัว

แต่มีความรู้สึกเหมือนเป็นญาติสนิท

นี้คืออานิสงค์ของพระธรรมแน่นอน

กราบขอบพระคุณยิ่งค่ะที่เอื้อเฟื้อสารธรรม

 

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
wirat.k
wirat.k
วันที่ 4 พ.ย. 2557 17:11 น.

ได้อรรถรสเหมือนได้ร่วมเดินทางไปด้วย

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
yupaporn
วันที่ 5 พ.ย. 2557 14:53 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 

อาจารย์ชายและอาจารย์หญิง

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ