อริยมรรคมีองค์ ๘ คืออะไรและมีรายละเอียดอย่างไรบ้างครับ
 
papon
papon
วันที่  31 ก.ค. 2556
หมายเลข  23275
อ่าน  130,733

อริยมรรคมีองค์ ๘ คืออะไรและมีรายละเอียดอย่างไรบ้างครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 31 ก.ค. 2556 08:02 น.

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 มรรค  หมายถึง หนทาง  ซึ่งมีทั้งทางถูกกับทางผิด     ถ้าเป็นหนทางที่ถูกต้องเป็น

ไปเพื่อการอบรมเจริญปัญญา    ถ้าเป็นกล่าวมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ แล้ว  ย่อม

เป็นหนทางถูก  เป็นหนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  เป็นไปเพื่อกำจัดกิเลส 

เป็นหนทางที่เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ หมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย

     อริยมรรค หนทางของผู้ไกลจากกิเลส , หนทางอย่างประเสริฐ  หมายถึง  มรรค

มีองค์  ๘    อันเป็นหนทางอย่างประเสริฐ        เพราะทำให้ผู้อบรมบรรลุถึงความเป็น

พระอริยเจ้า  พ้นจากความเป็นปุถุชน     และพ้นจากการเกิดในอบายภูมิโดยเด็ดขาด

ซึ่ง ประกอบด้วย อริยมรรค 8 ประการดังนี้ ครับ

     สัมมาทิฏฐิ  ความเห็นถูก , ความเห็นชอบ  ได้แก่   ปัญญาเจตสิก  ซึ่งมีลักษณะ

ที่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง สัมมาทิฎฐิมีหลายระดับ ตั้งแต่กัมมสกตาสัมมาทิฏฐิ

( ความเห็นถูกเรื่องความมีกรรมเป็นของๆ ตน )      ฌานสัมมาทิฏฐิ   ( ความเห็นถูก

ที่เกิดกับฌานจิต )  วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ  ( ความเห็นถูกที่เกิดกับวิปัสสนา    ซึ่งขณะ

ที่เป็นสติปัฏฐานก็เป็นมรรคมีองค์  ๕      แต่ขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้นประหาณกิเลสเป็น

สมุจเฉทก็เป็นมรรคมีองค์  ๘   เป็นต้น 

     สัมมาสังกัปปะ    ความดำริชอบ  หมายถึง   วิตกเจตสิกที่ตรึกที่ลักษณะของ

นามธรรมหรือรูปธรรมที่กำลังปรากฏ     เพื่อสติจะได้ระลึก     ปัญญาจะได้ศึกษา

ในลักษณะของนามรูป  สัมมาสังกัปปะมีอาการ   ๓   อย่าง  คือ ...

๑. ดำริในการออกจากกาม

๒. ดำริในการไม่พยาบาท

๓. ดำริในการไม่เบียดเบียน 

     สัมมาวาจา คำพูดชอบ หมายถึง  วิรตีเจตสิกดวงหนึ่งที่ทำกิจให้เกิดการงดเว้น

จากวจีทุจริต  ๔  อย่าง  คือ    

๑. งดเว้นจากการพูดปด   

๒. งดเว้นจากการพูดส่อเสียด

๓. งดเว้นจากการพูดคำหยาบ

๔. งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ 

     สัมมากัมมันตะ การงานชอบ หมายถึง  วิรตีเจตสิกดวงหนึ่งที่ทำกิจให้เกิดการ

งดเว้นจากกายทุจริต ๓  อย่าง  คือ  ๑. งดเว้นจากการฆ่าสัตว์    ๒. งดเว้นจากการ

ลักทรัพย์   ๓. งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม

     สัมมาอาชีวะ  การเลี้ยงชีพชอบ   หมายถึง  วิรตีเจตสิกดวงหนึ่งที่ทำกิจให้เกิด

การงดเว้นจากมิจฉาชีพซึ่งเป็นไปทางกายหรือวาจาที่ทุจริต

    สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ    หมายถึง   วิริยเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตที่เป็น

ไปพร้อมกับสติปัฏฐาน และวิปัสสนาญาณ  เป็นความเพียรที่จะรู้ลักษณะของสภาพ

ธรรมตามความเป็นจริง

    สัมมาสติ การระลึกชอบ    หมายถึง   สติเจตสิกที่ระลึกที่ลักษณะของนามธรรม

หรือรูปธรรม  จนปัญญามีกำลังประจักษ์แจ้งสภาพธรรมไปตามลำดับ และเมื่อมัคคจิต

เกิดขึ้น  สัมมาสติก็ระลึกที่ลักษณะของนิพพาน

    สัมมาสมาธิ ความตั้งมั่นชอบ    หมายถึง   เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิต ใน

ขณะที่สติปัฏฐานและวิปัสสนาญาณเกิด    สัมมาสมาธิทำจิตและเจตสิกอื่นให้ตั้งมั่น

ในอารมณ์คือนามธรรมหรือรูปธรรมที่กำลังปรากฏ   เพื่อที่ปัญญาจะได้รู้ชัดลักษณะ

ของนามรูปนั้นๆ  และเมื่อมัคคจิตเกิดขึ้นสัมมาสมาธิก็ทำให้จิต และเจตสิกอื่นตั้งมั่น

ในอารมณ์คือนิพพาน

 การที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ดับกิเลสได้ตามลำดับขั้นนั้น   ต้องดำเนินตามหนทาง

ที่ถูกต้อง คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น      ซึ่งก็ต้องเริ่มตั้งแต่ในขั้นของการอบรม

ด้วยการฟังพระธรรม    ศึกษาพระธรรม   สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ 

 ในขณะที่สติปัฏฐานเกิดระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง  ขณะนั้นมรรคมีองค์ ๕  

กล่าวคือ  สัมมาทิฏฐิ   สัมมาสังกัปปะ  สัมมาวายามะ  สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ 

เกิดขึ้นพร้อมกันและถ้ามีวิรตีเจตสิกหนึ่งเจตสิกใดเกิดด้วย ก็เป็นมรรคมีองค์ ๖ เป็น

การอบรมมรรคอันเป็นโลกิยมรรค  ยังไม่ถึงขั้นที่เป็นโลกุตตระ    เพราะมรรคทั้ง ๘ 

องค์จะประชุมพร้อมกันในขณะที่มรรคจิต  ผลจิตเกิดขึ้นเท่านั้น   ซึ่งถ้าไม่เดินทาง

ตามที่ถูกต้องแล้ว ก็ย่อมไม่มีวันถึงขณะที่มรรคจิตและผลจิต จะเกิดได้เลยครับ

  แต่อย่างไรก็ดี สำหรับ อริยมรรค มีองค์ 8 นั้นเป็เรื่องที่ยาก และ ไกลมาก สำคัญ

ที่การอบรมเหตุ คือ การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมที่ถูกต้อง เพื่อเป็นเหตุให้เกิด

ปัญญา  ปัญญานั้นเอง  จะปรุงแต่ง  และ  ปฏิบัติหน้าที่   ให้กุศลธรรมประการอื่นๆ

เจริญขึ้น และ ทำให้ถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ในที่สุด   อันมีปัญญาเป็นหัวหน้า

นำทางไปสู่หนทางที่ดับกิเลส

   สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว่ว่า สัมมาทิฏฐิ ปัญญา เป็นเบื้องต้น เป็นทางที่จะนำ

ไปสู่การดับกิเลส ครับ

๗. ปฐมสุริยูปมสูตร

 ว่าด้วยสิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อนการตรัสรู้อริยสัจ

 [๑๗๒๐]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น    สิ่งที่จะขึ้นก่อน

สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน   คือ   แสงเงินแสงทอง  ฉันใด  สิ่งที่เป็นเบื้องต้น

เป็นนิมิตมาก่อนแห่งการตรัสรู้อริยสัจ    ตามความเป็นจริง  คือ  สัมมาทิฏฐิ

ฉะนั้นเหมือนกัน    อันภิกษุผู้มีความเห็นชอบ    พึงหวังข้อนี้ได้ว่า   จักรู้ตาม

ความเป็นจริงว่า  นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เพราะฉะนั้นแหละ    เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริง

ว่า  นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 31 ก.ค. 2556 09:02 น.

     ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา มีความละเอียด

ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก และที่สำคัญ แสดงถึงสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน  ที่ไม่เคยรู้มา

ก่อนเลยว่าเป็นธรรม การที่จะเข้าใจธรรมได้นั้น ต้องอาศัยการฟังพระธรรม  ศึกษา

พระธรรม สะสมปัญญาไปตามลำดับ และจะต้องอาศัยกาลเวลาอันยาวนานในการ

อบรมเจริญปัญญา สะสมไปทีละเล็กทีละน้อย ขึ้นชื่อว่าชาวพุทธแล้ว ต้องเป็นผู้ฟัง

พระธรรม และมีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้บอกทางเท่านั้น ว่า ทางที่ถูก ที่เป็นไปเพื่อการ

รู้แจ้งอริยสัจจธรรม   ถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส คือ อะไร    นั่นก็คือ

การอบรมเจริญปัญญา อบรมเจริญมรรคมีองค์ ๘ กล่าวคือ ความเห็นชอบ(ปัญญา)

ความดำริชอบ  วาจาชอบ   การงานชอบ  อาชีพชอบ ความเพียรชอบ  ระลึกชอบ

และ ความตั้งมั่นชอบ เป็นต้น  ซึ่งเป็นทางเดียวเท่านั้นจริง ๆ  ที่จะเป็นไปเพื่อการ

ดับทุกข์หมดจดจากกิเลสได้ในที่สุด ส่วนการจะดำเนินตามทางดังกล่าวหรือไม่นั้น

ก็เรื่องของแต่ละบุคคลจริง ๆ ตามการสะสม  ถ้าเป็นผู้ดำเนินตามทางดังกล่าว ผล

ก็คือ สามารถไปถึงการดับกิเลสทั้งหลายได้ในที่สุด แต่ต้องอาศัยกาลเวลาอันยาว

นานในการอบรมเจริญปัญญา ไม่ใช่เพียงแค่ชาตินี้ชาติเดียว แต่ในทางตรงกันข้าม

ถึงแม้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงหนทางที่ถูกต้องแล้ว   แต่บุคคลนั้นไม่

ดำเนินตามทางดังกล่าว  ก็ย่อมเป็นผู้ไม่ได้รับประโยชน์จากพระธรรม    ไม่เข้าใจ

ความจริง และไม่สามารถออกไปจากวัฏฏะ ยังเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีวันจบสิ้น

ไม่สามารถพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้เลย เพราะฉะนั้น พระธรรม  จึงไม่สาธารณะ(คือ

ไม่ทั่วไป)กับทุกคน ผู้สะสมเหตุที่ดีมาแล้ว เคยได้ยินได้ฟังพระธรรมมาแล้วเท่านั้น

ที่จะเห็นประโยชน์ และพร้อมที่จะรับฟัง ซึ่งจะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากพระธรรมอย่าง

แท้จริง   ครับ                   

 ขอเชิญคลิกศึกษาจากคำบรรยายของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้ที่นี่ครับ                                               ธรรมะที่เป็นหนทาง

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 31 ก.ค. 2556 09:48 น.

อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นหนทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 1 ส.ค. 2556 04:00 น.

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 2 ส.ค. 2556 11:06 น.

ขอบคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
bsomsuda
วันที่ 4 ส.ค. 2556 13:02 น.

"ในขณะที่สติปัฏฐานเกิดระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง

ขณะนั้นมรรคมีองค์ ๕  กล่าวคือ  สัมมาทิฏฐิ   สัมมาสังกัปปะ  สัมมาวายามะ  

สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เกิดขึ้นพร้อมกัน"


"สำคัญ
ที่การอบรมเหตุ คือ

การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมที่ถูกต้อง เพื่อเป็นเหตุให้เกิดปัญญา  

ปัญญานั้นเอง  จะปรุงแต่ง  และปฏิบัติหน้าที่  

ให้กุศลธรรมประการอื่นๆ เจริญขึ้น และ ทำให้ถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ในที่สุด"

 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ.ผเดิม อ.คำปั่น และทุกท่านค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
munlita
วันที่ 30 ก.ย. 2556 20:08 น.

กราบเรียนถามนิดนึงนะคะ  จากความคิดเห็นที่ ๑

สัมมาสังกัปปะมีอาการ   ๓   อย่าง  คือ ...

๑. ดำริในการออกจากกาม

๒. ดำริในการไม่พยาบาท

๓. ดำริในการไม่เบียดเบียน 

จากกระทู้  สัมมาสังกัปปะคิดเรื่องนามและรูปหรือ  บอกว่า  

การรู้ลักษณะของอารมณ์ที่ปรากฏ

ไม่เหมือนกับการคิดเรื่องสภาพธรรมที่ดับไปแล้ว

สัมมาสังกัปปะ ละมิจฉาสังกัปปะซึ่งเป็นการดำริผิด

ถ้า  ดำริแปลว่าคิด  อาการ ๓ อย่างด้านบนจะแปลได้ว่า  คิดออกจากกาม  คิดไม่พยาบาท  คิดไม่เบียดเบียน  แล้วคิดอย่างไรจึงเป็นสัมมาสังกัปปะ  คิดอย่างไรเป็นมิจฉาสังกัปปะคะ  หรือว่าสัมมาสังกัปปะเป็นสภาพรู้ไม่ใช่คิด 

 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ผู้มาใหม่
วันที่ 4 ต.ค. 2556 02:09 น.

จากความคิดเห็นที่ 6

"ในขณะที่สติปัฏฐานเกิดระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง

ขณะนั้นมรรคมีองค์ ๕  กล่าวคือ  สัมมาทิฏฐิ   สัมมาสังกัปปะ  สัมมาวายามะ  

สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เกิดขึ้นพร้อมกัน"

ขอเรียนถามว่า

1.ทำไมมรรคมีองค์ ๕นี้จึงเกิดได้ในขณะที่ศีลยังไม่ครบ(3ข้อที่เหลือน่าจะจัดเป็นศีล)

2.มีเหตุผลอะไรหรือไม่ ที่เรียงมรรคจาก ปัญญา-ศีล-สมาธิ

3.สัมมาสังกัปปะ การออกจากกามนั้นหมายความว่ามีความสัมพันธ์กับคู่ครองก็ไม่ได้ใช่ไหมครับ

ขออนุโมทนา

ขอบพระคุณมากครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
ผู้มาใหม่
วันที่ 7 ต.ค. 2556 00:44 น.

ได้คำตอบจากการค้นกระทู้เก่าๆ ที่ว่าผู้ไม่ละเอียดมักเข้าใจผลมาก่อนเหตุ ปัญญาเกิดศีลจึงบริสุทธิ์

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
napachant
napachant
วันที่ 7 ต.ค. 2556 14:47 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
peem
วันที่ 25 ก.ย. 2557 08:41 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
จิตและเจตสิก
จิตและเจตสิก
วันที่ 28 มี.ค. 2559 19:27 น.

สาธุ  สาธุ  ขออนุโมทนา ฯ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 7 ก.ค. 2559 11:37 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
kunnigarjeed
kunnigarjeed
วันที่ 20 เม.ย. 2560 18:27 น.

อนุโมทนา สาธุ

 
แสดงความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ