Print 
ชนะตนได้ นั่นแหละเป็นดี ฯ
 
dets25226
วันที่  30 ธ.ค. 2554
หมายเลข  20263
อ่าน  5,731

การชนะคนอื่น หมื่นแสนหน เดี๋ยวกลับตนเป็นแพ้  ไม่แน่หนอ ชนะตนจากชั่ว  เท่านั้นพอ ย่อมเกิดก่อสุขแท้  แก่ตนเอง ฯ
อนุโมทนาในความอนุเคราะห์ด้วยดีตลอดมาครับ

 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 21:16 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอกล่าวถึงพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงใน คำที่ยกมานะครับ  ขออนุญาตเล่าเรื่องดังนี้ มีพราหมณ์คนหนึ่ง เข้าไปเฝ้าทูลถามปัญหากับพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าได้ตรัสถาม พราหมณ์ผู้นั้นว่า ท่านทำการงานเลี้ยงชีพด้วยอะไร พราหมณ์ทูลว่า เล่นพนันสกา พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ท่านชนะ  หรือ แพ้เล่าพราหมณ์ตรัสตอบว่า แพ้บ้าง ชนะ บ้าง  พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า การชนะของบุคคนด้วยการชนะผู้อื่นไม่ประเสริฐเลย แต่การชนะตน ชนะตนในที่นี้ คือ ชนะกิเลสของตนเอง  ความชนะนี้ต่างหากประเสริฐเพราะการชนะกิเลสตนเอง คือ ดับกิเลสจนหมดสิ้น ก็ไม่มีใครไม่ว่าเทวดา มาร พรหมให้แพ้อีกไม่ได้ คือ ให้แพ้ กับเป็นอกุศลอีก ส่วนการชนะโดยทั่วไป ชนะผู้อื่นก็ทำให้ยังแพ้ผู้อื่น และก็ทำให้เกิดอกุศลในขณะนั้น คือ ขณะที่พยายามจะชนะ และชนะผู้อื่นก็เป็นกิเลส อกุศล ขณะที่แพ้ก็เป็นทุกข์เป็นอกุศล และก็ชื่อว่าแพ้ตนเองอยู่ในขณะนั้นที่กิเลสเกิดขึ้นครับพระพุทธเจ้าจึงตรัสพระคาถาที่ว่า "ตนนั่นแล  บุคคลชนะแล้ว ประเสริฐ, ส่วนหมู่สัตว์นอกนี้  บุคคลชนะแล้ว ไม่ประเสริเลย, (เพราะ) เมื่อบุรุษฝึกตนแล้ว ประพฤติสำรวมเป็น  นิตย์, เทวดา  คนธรรพ์  มาร  พร้อมทั้งพรหมพึง ทำความชนะของสัตว์เห็นปานนั้น  ให้กลับแพ้ไม่ได้ เลย."

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 21:43 น.

      พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ ๔๔๓ 
ชนะกิเลสประเสริฐ
  ผู้ใด  พึงชนะมนุษย์พันหนึ่งคูณด้วยพันหนึ่ง  (คือ ๑ ล้าน) ในสงครามผู้นั้น  หาชื่อว่า เป็นยอดแห่งชนผู้ชนะในสงครามไม่,ส่วนผู้ใดชนะตนคนเดียวได้,  ผู้นั้นแล  เป็นยอดแห่งผู้ชนะ  ในสงคราม."

     การชนะผู้อื่นในสงคราม หรือชนะผู้อื่นในเรื่องต่าง แม้จะชนะด้วยจำนวนคนที่มาก เท่าไหร่ก็ตาม ก็ด้วยอำนาจกิเลส ไม่ชื่อว่าประเสริฐ เพราะกิเลส หรืออกุศลเป็นสิ่งที่ไม่ดี จะเป็นสิ่งที่ประเสริฐไม่ได้เลยครับ ส่วนผู้ใดชนะตนคนเดียวได้ อธิบายว่า ผู้ใดอบรมปัญญาเจริญวิปัสสนาจนดับกิเลสได้ การชนะกิเลสนั้นประเสริฐที่สุดครับ เป็นยอดแห่งผู้ชนะ เพราะชนะสิ่งที่ยาก ที่ทำให้เราเป็นผู้แพ้ตลอดเวลาคือ ชนะสิ่งที่ยากคือ อกุศลที่เกิดขึ้นในจิตใจครับ

     ซึ่งอาศัยการฟังพระธรรมและปัญญาเจริญขึ้น เมื่อปัญญาเจริญขึ้น การใช้ชีวิตประจำวัน ก็เห็นโทษของกิเลสแทนที่เมื่อ อยากชนะผู้อื่นในด้านต่าง ๆ แต่ก็ไม่ต้องการชนะผู้อื่น แต่มุ่งขัดเกลากิเลส ของตนเองเป็นสำคัญ และมีความเป็นมิตรไมตรีกับผู้อื่นซึ่งในคำบรรยายของท่านอาจารย์สุจินต์ก็แสดงถึงความละเอียดว่า  แม้ขณะที่แข่งดีต้องการชนะผู้อื่น ขณะนั้นก็ไม่ใช่เพื่อนกับบุคคลนั้น ดังนั้น จึงไม่ได้สำคัญที่การชนะผู้อื่นในเรื่องใด แต่ประโยชน์คือ จะชนะกิเลสของตน เองอย่างไร จึงสะสมปัญญาสะสมการฟังพระธรรม เพื่อดับกิเลสของตนเอง และเมื่อมีความเข้าใจพระธรรมแล้วกาย วาจาและใจ แทนที่จะต้องการชนะ แข่งดี ก็มีเมตตา ไม่เอาชนะบุคคลนั้นแต่มีเมตตาอนุเคราะห์และมองกับมาที่ตนเองเป็นสำคัญเสมอ แม้แต่เรื่องของกิเลสครับ ที่จะต้องเริ่มละที่ตนเองเป็นสำคัญครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 22:15 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดก็ตาม ย่อมเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลให้ผู้ที่ได้ฟัง ได้ศึกษา มีความเข้าใจพระธรรมตามความเป็นจริงแล้วน้อมประพฤติปฏิบัติตามด้วยความจริงใจ ไม่ใช่เพียงแค่ฟังเท่านั้น เพื่อเป็นผู้มีความประพฤติที่ดีงามทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ เริ่มจากความดีตั้งแต่ขั้นต้นที่แต่ละบุคคลควรจะอบรมเจริญให้มีขึ้นในชีวิตประจำวัน จนถึงความดีขั้นสูงสุด ซึ่งเป็นประโยชน์สูงสุด คือ เพื่อการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ถึงการดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้อย่างเด็ดขาดไม่เกิดอีกเลย เป็นผู้ที่ชนะอย่างแท้จริงด้วยการชนะกิเลสของตนเอง กิเลสที่ดับได้แล้ว ไม่สามารถกลับมาเกิดอีกได้ หรือ ใครๆ ก็ไม่สามารถ ทำให้กลับมาเป็นความพ่ายแพ้ได้ การชนะคนอื่นที่เข้าใจกันในทางโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ๆ ก็ตาม ไม่ใช่การชนะที่แท้จริง เพราะเป็นไปด้วยอกุศลนานาประการ และ อาจจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อีกได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์อย่างไม่จบสิ้น ดังนั้น การชนะที่แท้จริง ซึ่งเป็นความชนะที่ดี นั้น จึงไม่ใช่การชนะคนอื่น แต่เป็นการชนะกิเลสของตนเองที่สะสมมาอย่างเนิ่นนานในสังสารวัฏฏ์ มีโลภะ(ความติดข้อง) โทสะ(ความโกรธ) โมหะ(ความหลง,ความไม่รู้)เป็นต้น โดยต้องเริ่มที่การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ มีพระธรรมเป็นที่พึ่งด้วยการน้อมประพฤติปฏิบัตาม ฝึกตน ด้วยความเข้าใจพระธรรม, ความเข้าใจพระธรรมเท่านั้น(ปัญญา)ที่จะเกื้อกูลได้สำหรับชีวิตของทุก ๆ คน ครับ.                    ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เซจาน้อย
วันที่ 31 ธ.ค. 2554 09:14 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 31 ธ.ค. 2554 09:31 น.

ขออนุโมทนาครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 31 ธ.ค. 2554 11:55 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
pat_jesty
วันที่ 31 ธ.ค. 2554 20:57 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 24 ก.ค. 2556 12:29 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ