Loading...
 20232   การตัดกิเลส ๓ ระดับ
dets25226
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 16:47 น.
อ่าน 6,892
 
 

ระดับที่ ๑ ตัดด้วยศีล มีพระบาลีว่า สีเลนะ วีติกกะมะกิเลเส วิโสธะนัง ปะกาสิตัง โหติ ฯ

การรักษาศีล ๕ ศีล ๘ อย่างเคร่งครัดของฆราวาสก็ดี การปฏิบัติตามพระวินัย ๒๒๗ ข้อ

และการปฏิบัติธุตงควัตร ๑๓ ข้อ อย่างเคร่งครัดของพระสงฆ์ก็ดี เป็นการชำระวีติกกมะ

กิเลสที่เกิดทางกายและทางวาจา (ป้องกันสิ่งที่จะพึงก้าวล่างทางกายและทางวาจา)

ระดับที่ ๒ ตัดด้วยสมาธิ มีพระบาลีว่า สะมาธิยา วิกขัมภะนะกิเลเส วิโสธะนัง ปะกาสิตัง

โหติ ฯ

การปฏิบัติโดยใช้สติกับสมาธินำหน้า เช่น การปฏิบัติตามสมถะ ๔๐ ซึ่งมีอนุสสติ ๑๐ เป็น

เป็นเครื่องชำระวิกขัมภนกิเลส (ข่มกิเลสไว้) การปฏิบัติในลักษณะนี้ให้ผลได้ตลอดชาตินี้

แล้ว เมื่อละอัตภาพก็ไปเกิดเป็นพรหม เมื่อหมดอายุพรหมก็กลับมาเกิดอีกตามแต่บุญ

กรรมที่ทำไว้

ระดับที่ ๓ ตัดด้วยปัญญา มีพระบาลีว่า ปัญญายะ อนุสสะยะกิเลเส สะมุจเฉทะนัง วิโสธะ

นัง ปะกาสิตัง โหติ ฯ

การใช้องค์มรรค คือสัมมาทิฏฐิดูรูปธาตุนามธาตุให้เห็นสภาวะที่มิใช่ตัวตน และใช้สัมมา

สังกัปปะพิจารณาว่าเป็นอนัตตา มิใช่ตัวตน หากใช้ปัญญาองค์มรรค ๒ ประการนำหน้า

แล้ว สามารถที่จะตัดอนุสัยกิเลสซึ่งเป็นกิเลสชนิดละเอียดอันซ่อนอยู่ในกมลสันดานนั้น

ให้ขาดสะบั้นลงไปแล้วก็เกิดความเป็นจิตใจที่บริสุทธิ์ขึ้นมาได้

วิธีการตัดกิเลสทั้ง ๓ ระดับ ก็คือ

๑. ศีล ตัดกิเลส เหมือนกับการตัดกิ่งไม้

๒. สมาธิ ตัดกิเลส เหมือนกับการตัดต้นไม้

๓. ปัญญา ตัดกิเลส เหมือนกับการขัดรากถอนโคนต้นไม้ทั้งต้น

บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอริยเจ้าพึงตระหนักให้ดี ฯ

 

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 17:33 น.
 

         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

      กิเลสคือธรรมเป็นเครื่องเศร้าหมองคือทำให้สภาพธรรมที่เกิดร่วมด้วยคือจิตเศร้า-

หมอง กิเลสเป็นเจตสิก กิเลสต้องละเป็นลำดับ ซึ่งกิเลส มี 3 ระดับดังนี้ครับ

1.วีติกกมกิเลส เครื่องเศร้าหมองที่ก้าวล่วงอย่างยิ่ง   หมายถึง  กิเลสอย่างหยาบที่มี

กำลังซึ่งก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา  เช่น  การฆ่าสัตว์  การลักทรัพย์  การกล่าว

วาจาทุจริตต่างๆ เป็นต้น  ละได้ด้วยกุศลขั้นศีล

2.ปริยุฏฐานกิเลส  เครื่องเศร้าหมองที่ลุกขึ้นโดยรอบ  หมายถึง  กิเลสอย่างกลางที่

กลุ้มรุมอยู่ในใจ  ยังไม่ได้ก้าวล่วงออกมาทางกายวาจา  ละได้ด้วยกุศลขั้นสมาธิ 

( สมถภาวนา )

3.อนุสัยกิเลส  เครื่องเศร้าหมองที่นอนตาม   หมายถึง กิเลสอย่างละเอียดที่ตามนอน

เนื่องอยู่ในจิตไม่ปรากฏตัวออกมา  หรือเป็นกิเลสที่มีกำลังที่ยังละไม่ได้  จะละได้ด้วย

กุศลขั้นปัญญาเท่านั้น  ( วิปัสสนาภาวนา )วีติกมกิเลส  และ ปริยุฏฐานกิเลส  เกิดขึ้น

ปรากฏได้  เพราะมีอนุสัยกิเลสเมื่อโลกุตตรมรรคประหานอนุสัยกิเลสเป็นสมุจเฉท

ตามลำดับแล้ว     กิเลสขั้นหยาบและกิเลสขั้นกลางจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกเลยครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
paderm
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 17:43 น.
 

ธรรมเป็นเรื่องละเอียดมากครับ หากเข้าใจเผินก็เข้าใจว่า การอบรมไตรสิกขา หรือ ศีล

สมาธิ ปัญญา จะต้องพยายามทำให้ศีลสมบูรณ์ รักษาศีลให้สมบูรณ์ก่อน แล้วก็ไปทำ

สมาธิ ไปเจริญสมถภาวนา และถึงอบรมเจริญวิปัสสนา    ซึ่งหากเราศึกษาธรรมโดย

ละเอียด จะเห็นนะครับว่า การจะอบรมปัญญาเพื่อถึงการดับกิเลส ไม่ใช่จะต้องทำศีล

ก่อน และค่อยมาทำสมาธิและมาอบรมปัญญาเลย เพราะ ขณะที่อบรมวิปัสสนา ที่เป็น

การเจริญสติปัฏฐาน ขณะนั้น มีศีล สมาธิและปัญญาพร้อมกันในขณะที่เจริญวิปัสสนา

แล้ว โดยการเกิดขึ้นพร้อมกันของสภาพธรรม เช่น ขณะที่เจริญวิปัสสนา หรือ ขณะที่

สติปัฏฐานเกิด ขณะนั้น มีศีล คือ ขณะนั้น อินทรียสังวรศีล มีสมาธิ คือ สัมมาสมาธิเกิด

ขึ้นในขณะนั้น และมีปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ สัมปชัญญะที่รู้ความจริงในขณะนั้นว่าเป็น

ธรรมไม่ใช่เราครับ จะเห็นนะครับว่า ไม่ได้หมายความว่า จะต้องไปทำ ศีลก่อน สมาธิ

และปัญญา ไปตามลำดับ เพราะในสมัยพุทธกาล    ผู้ที่ไม่ได้ฌาน ไม่ได้ อบรมสมถ

ภาวนาที่เป็น สมาธิก็มีอยู่ แต่ก็บรรลุธรรม เช่น นางวิสาขา เป็นต้น แล้วท่านอบรมสมาธิ

อย่างไร อบรมไตรสิกขาอย่างไร ก็ตามที่กระผมได้กล่าวมานั่นเอง คือ ขณะที่สติปัฏฐาน

เกิด ท่านเหล่านั้น ก็มี ศีล สมาธิ และปัญญาเกิดพร้อมกันแล้วในขณะนั้น เป็นการอบรม

ไตรสิกขาที่แท้จริงครับ

   ผู้ที่รักษาศีล และอบรมสมถภาวนา แต่ไม่เข้าใจหนทางการดับกิเลสที่เป็น วิปัสสนา

ศีล สมาธินั้น ก็ไม่ใช่องค์แห่งไตรสิกขา อันเป็นไปเพื่อละกิเลสได้อย่างแท้จริงครับ

เพราะศีล และสมาธิ ที่เป็นสมถภาวนา ก็ละกิเลสเพียงชั่วครว ไมได้ละ ต้นเหตุที่เป็น

อนุสัยกิเลสจริงๆ ซึ่งจะละกิเลสได้หมดจริงๆ ไม่เกิดกิเลสทั้ง 3 ระดับ ด้วยการเจริญสติ

ปัฏฐาน หรือ อริยมรคมีองค์ 8 ซึ่ง มีศีลและสมาธิ ปัญญาเกิดพร้อมกันในขณะนั้น แม้

ไม่ได้อบรมสมถภาวนาก็อบรมวิปัสสนาและมีสมาธิในขณะนั้นได้ครับ ธรรมจึงเป็นเรื่อง

ละเอียด ขออนุโมทนา ที่ร่วมสนทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
dets25226
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 18:22 น.
 

ตามชื่มชมข้อความอธิบายของท่านอาจารย์ครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
khampan.a
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 20:20 น.
 

      ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

       กิเลสมี  ๓ ระดับ  คือ  กิเลสขั้นหยาบ  เราเห็นได้จากการประพฤติทุจริตล่วงศีล

แสดงให้ทราบว่า กิเลสนั้นหยาบ และมีกำลัง,    กิเลสที่ไม่ถึงกับล่วงศีลที่ออกมาเป็น

กายทุจริต วจีทุจริต  เมื่อเกิดแล้วแต่ยังไม่แสดงออกให้รู้ได้ในขณะนั้นๆ เป็นกิเลสขั้น

กลาง  เช่น ความขุ่นใจ  มี แต่ไม่พูด ไม่แสดงออกทางกาย ทางวาจา  หรือ โลภะ มี 

แต่ไม่แสดงออก ก็ไม่มีผู้อื่นรู้ว่ามีโลภะกิเลสที่เกิดขึ้นทำกิจการงานร่วมกับจิต  กิเลสขั้น

กลางนี้เป็นกิเลสที่เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตแต่ยังไม่ถึงกับล่วงศีลหรือกระทำทุจริตกรรม  แต่

กิเลสขั้นหยาบ และกิเลสขั้นกลางจะเกิดได้ก็เพราะเหตุว่ามีกิเลสขั้นละเอียด   พระ

สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ว่าการที่จะดับกิเลสหมดสิ้นเป็นสมุจเฉท(ถอนขึ้นอย่างเด็ด

ขาด)ได้นั้น ต้องดับอนุสัยกิเลสซึ่งเป็นพืชเชื้อที่เป็นเหตุให้กิเลสขั้นกลาง  และกิเลส

ขั้นหยาบเกิดขึ้นได้

   สำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์  กิเลสที่เป็นระดับที่ละเอียดมาก คือ อนุสัยกิเลส ยังไม่

ได้ดับเป็นสมุจเฉท   ส่วนพระอรหันต์ ไม่มีอนุสัยกิเลส และไม่มีกิเลสระดับใดๆ ทั้งสิ้น

พระอรหันต์ไม่ว่าจะได้เห็น ได้ยิน  ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส   ท่านไม่หวั่นไหวไป

ด้วยอำนาจของกิเลส  เพราะท่านดับกิเลสได้ทั้งหมดแล้ว    แต่ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์

ย่อมหวั่นไหวไปด้วยอำนาจของกิเลสประการต่าง ๆ  มีโลภะ  โทสะ  เป็นต้น

      กิเลสที่ปรากฏให้รู้ได้ในชีวิตประจำวัน   ก็เป็นกิเลสขั้นกลาง กับ ขั้นหยาบ  และ

ที่รู้ว่ายังมีกิเลสขั้นละเอียดอยู่  ก็เพราะมีกิเลสขั้นกลาง คือ ขณะที่เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิต 

และกิเลสขั้นหยาบ     คือ ล่วงออกมาเป็นทุจริตกรรมทางกาย      ทางวาจา นั่นเอง,    

เพราะยังมีกิเลสขั้นละเอียด         จึงเป็นเหตุให้มีกิเลสขั้นกลาง และกิเลสขั้นหยาบ, 

กิเลสขั้นละเอียดจะหมดไปได้นั้น เมื่อมีการอบรมเจริญปัญญา   รู้ชัดในลักษณะของ

สภาพธรรมทั้งหลายที่ปรากฏตามความเป็นจริงของธรรมนั้น ๆ   เมื่อปัญญารู้แจ้งอริย

สัจจธรรม     กิเลสขั้นละเอียดก็จะหมดสิ้นไปเป็นประเภทและหมดไปตามลำดับมรรค

ด้วย   การที่จะดับกิเลสได้นั้น    ต้องด้วยการอบรมเจริญปัญญา (วิปัสสนาภาวนา)

เท่านั้น  ไม่ใช่ด้วยสมถภาวนา    เพราะสมถภาวนาเพียงข่มกิเลสไว้ได้ด้วยกำลังแห่ง

ความสงบของจิตเท่านั้น   หลังจากนั้นแล้ว กิเลสก็เกิดขึ้นได้อีก 
 
    กว่าจะดำเนินไปถึงการดับกิเลสได้นั้น   ต้องเริ่มที่การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม

สะสมปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ  ไม่ขาดการฟังพระธรรม และจะต้อง

อาศัยกาลเวลาอันยาวนานในการอบรมเจริญปัญญา   ไม่ใช่เพียงแค่ชาติเดียว    หรือ

สองชาติเท่านั้น ครับ.  

                          ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
bou
วันที่ 25 ธ.ค. 2554 21:51 น.
 

 ขอบคุณและขอนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
เซจาน้อย
วันที่ 26 ธ.ค. 2554 20:37 น.
 

  ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
pat_jesty
วันที่ 27 ธ.ค. 2554 10:52 น.
 

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
jaturong
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 10:49 น.
 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่

Back to Top