Loading...
 18985   สภาพธรรมที่เป็น รูปธรรม นามธรรม ขอความกรุณาชี้แนะด้วยครับ
คนไทยพบธรรม
วันที่ 19 ส.ค. 2554 13:51 น.
อ่าน 2,088
 
 

การที่เราจะพิจารณาปรมัตถธรรม ทั้งรูปธรรม และ นามธรรม ยังสับสนอยู่บ้าง ในเรื่องของ

ว่าอะไรเป็นรูปธรรม และ อะไรเป็นนามธรรม ขอความอนุเคราะห์ผู้ที่มีความรู้ช่วยแนะนำ

ด้วยครับ พร้อมทั้งยกตัวอย่างสักหน่อยก็จะดีมากเลยครับ สาธุๆๆๆๆๆ

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
paderm
วันที่ 19 ส.ค. 2554 16:46 น.
 
                        ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

สภาพธรรมที่มีจริง มี 2 อย่างคือ นามธรรมและรูปธรรม

นามธรรมคือสภาพธรรมที่รู้ รู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นนามธรรม ช่น สภาพธรรมที่เป็นนาม
ธรรมในชีวิตประจำวัน คือ จิต เจตสิก ยกตัวอย่างเช่น จิตเป็นสภาพรู้ซึ่งจิตก็มีมาก
มายหลายประเภท ยกตัวอย่าง นามธรรมที่เป็นจิตในชีวิตประจำวันครับ เช่น การเห็น
เป็นจิต คือ จิตเห็น เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น เป็นสภาพรู้ รู้อย่างไร คือ ต้องมีสิ่งทีรู้ คือ สิ่ง
ที่เห็น เช่น สีต่างๆที่กำลังปรากฎนั่นเองครับ ดังนั้น สภาพธรรมที่เห็นเป็นจิตเห็น เป็น
นามธรรมชนิดหนึ่ง เป็นสภาพรู้ คือรู้สีที่กำลังปรากฎนั่นเองครับ นี่แสดงให้เห็นว่านาม
ธรรม คือ จิตเป็นสภาพรู้ อีกตัวย่างหนึ่ง คือ การได้ยิน ขณะที่ได้ยิน ต้องมีสิ่งที่ได้ยิน
คือ เสียง ดังนั้น จิตได้ยิน เป็นนามธรรม เป็นสภาพรู้ คือ รู้เสียงในขณะนั้นครับ นี่คือ
ตัวอย่างของสภาพรู้ที่เป็นนามธรรมในชีวิตประจำวัน 

รูปธรรม คือสภาพธรรมที่ไม่รู้อะไรเลย คือ ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ซึ่งรูปธรรมก็มีหลายหลาย
ชนิด มี 28 รูป แต่ทั้งหมดก็เป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้อะไรเลยครับ ยกตัวอย่าง รูปธรรม
ที่เป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้อะไรเลยในชีวิตประจำวัน  เช่น ลักษณะแข็ง  แข็งไม่รู้อะไร
เลยทั้งสิ้น แข็งไม่โกรธ แข็งไม่รู้เจ็บเมื่อใครมากระทบ แข็งไม่รู้หนาว แข็งไม่รู้สิ่งใด

เพราะแข็งเป็นรูปธรรมครับ อีกตัวอย่างหนึ่ง เสียง เป็นรูปรรมชนิดหนึ่ง เป็นสิงที่มีจริง
เสียงไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ต่างกับนามธรรมที่เป็นจิต เจตสิกที่เป็นสภาพรู้ เสียงไม่รู้อะไร
เลย เสียงไม่โกรธ ไม่ว่าใครจะว่าอะไร เสียงไม่รู้สึกร้อน เสียงไม่คิดอะไรทั้งสิ้น เสียงไม่รู้
อะไรเลยครับ ดังนั้นเสียงจึงเป็นรูปธรรม เพระาไม่รู้อะไรเลย ต่างกับจิตที่เป็นสภาพรู้ครับ
สรุป คือ นามธรรม คือ สภาพธรรมที่รู้ มี จิต และเจตสิก เป็นต้น ส่วนรูปธรรมเป็นสภาพ
ธรรมที่ไม่รู้อะไรเลย ตามตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นรับ ขออนุโมทนา 



อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์
 
 
  

  ความคิดเห็นที่ 2  
khampan.a
วันที่ 19 ส.ค. 2554 17:26 น.
 

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ธรรม คือ อะไร?    ยังไม่ต้องใส่ชื่อก็ได้    ธรรม คือ สิ่งที่มีจริง   

สิ่งที่มีจริงทุกอย่างทุกประการ  เป็นธรรม  เช่น  เห็น เป็นธรรม  ได้ยิน เป็นธรรม  โกรธ 

เป็นธรรม   ติดข้อง  เป็นธรรม      ความละอาย  เป็นธรรม        ความเข้าใจ เป็นธรรม  

สี  เป็นธรรม  เสียง    เป็นธรรม  เป็นต้น   เพราะมีจริง       เป็นสภาพธรรมที่ทรงไว้ซึ่ง

ลักษณะของ
ตน ๆ  ซึ่งไม่มีใครจะไปเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรม      ไม่ว่าจะมี

ชื่อว่าอย่างไร      ธรรม  ย่อมไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะ  

     เมื่อกล่าวถึง ธรรม แล้ว  ก็เข้าใจว่า  เป็นสิ่งที่มีจริง      สำหรับสิ่งทีมีจริงนั้น  ก็แยก

เป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ สภาพธรรมที่เป็นนามธรรม    (จิต เจตสิกและพระนิพพาน)  

และ  รูปธรรม
ธรรม     เมื่อว่าโดยความหมายแล้ว  นามธรรม เป็นสภาพธรรมที่น้อมไปสู่

อารมณ์(อารมณ์ คือ สิ่งที่จิตรู้)  เช่น เห็น เป็นนามธรรม         เพราะเป็นสภาพรู้ ธาตุรู้  

ในขณะนั้น  มีจิตเห็น พร้อมทั้งเจตสิก  เกิดขึ้น  ตามเหตุตามปัจจัยแล้วดับไป  เป็นต้น  

ซึ่งได้แก่  จิต (สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์)   และ    เจตสิก 

(สภาพธรรมที่เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต รู้อารมณ์เดียวกันกับจิต     และในภูมิที่มี

ขันธ์ ๕ ก็อาศัยที่เกิดที่เดียวกันกับจิต ตัวอย่างเจตสิก  เช่น     โลภะ       โทสะ  โมหะ 

ผัสสะ  เวทนา   เจตนา เป็นต้น)      [นอกจากนั้น ก็ยังมีนามธรรม อีกประเภทหนึ่ง  คือ

พระนิพพาน  เป็นสภาพธรรมที่มีจริง  เป็นนามธรรมที่ไม่รู้อารมณ์]
     
      ส่วน รูปธรรม เป็นสภาพธรรมที่มีจริง       แต่ไม่รู้อะไร      ไม่รู้อารมณ์เหมือนอย่าง

นามธรรม       รูปธรรม มีทั้งหมด ๒๘     รูป  มี  สี  เสียง  กลิ่น  รส  เย็นร้อน อ่อนแข็ง

ตึงไหว   เป็นต้น 

      ธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริง นั้น   ไม่ต้องไม่หาที่ไหนเพราะมีจริงทุกขณะ   ทุกขณะเป็น

ธรรม   ไม่พ้นไปจากธรรม
  กล่าวคือ  จิต       เจตสิก    และ รูป         แต่ละอย่างแต่ละ

ประการ  เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง   ไม่ปะปนกัน   หาความเป็นสัตว์      เป็นบุคคลในสภาพ

ธรรมเหล่านั้นไม่ได้เลยจริง ๆ  
ชีวิตที่ดำเนินไปในแต่ละวัน  (ในแต่ละภพในแต่ละชาติ)

ตั้งแต่ตื่นนอน
จนกระทั่งหลับไป   ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงขณะที่จุติเกิดขึ้นทำกิจเคลื่อน

จากความเป็น
บุคคลนี้  นั้น        มีแต่นามธรรมกับรูปธรรม เท่านั้น    ถ้ายังไม่ได้ศึกษาก็

ยังไม่รู้ไม่เข้าใจแต่เมื่อได้ศึกษาแล้ว         ก็จะมีความเข้าใจว่า  มีธรรมอยู่ตลอดเวลา   

ทั้งทางตา ทางหูทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ไม่พ้นหกทางนี้เลย        ซึ่งจะต้อง

อาศัยการฟัง  การศึกษาสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก ไปตามลำดับ    
     เพื่อความเข้า

ใจถูก  เห็นถูก
ในลักษณะสภาพธรรมตามความเป็นจริง ว่า       เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่มีจริง

และกำลังปรากฏ
     ซึ่งมีให้ศึกษาอยู่ทุกขณะจริง ๆ   การที่จะรู้ธรรมที่กำลังปรากฏตาม

ความเป็นจริง  ต้องมีความรู้ตั้งแต่ขั้นต้น  คือ      เริ่มจากการฟังธรรม  ซึ่งก็คือ ฟังในสิ่ง

ที่มีจริง ซึ่งเป็นเรื่องของนามธรรม และ รูปธรรมบ่อย ๆ เนือง ๆ    ไม่ขาดการฟัง  ค่อย ๆ

เพิ่มพูนความมั่นคงในความเป็นจริงของสภาพธรรมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  
ครับ
                         
                              ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...   

 
  

  ความคิดเห็นที่ 3  
ผ้าเช็ดธุลี
วันที่ 19 ส.ค. 2554 17:32 น.
 

 

***------------------------***

อนุโมทนา  ทุกจิตที่เป็นกุศลนะครับ

*****---------------------------***

 

สำหรับการศึกษาพระธรรม และ มาพบพระธรรมนั้น  ไม่ใช่เรื่องง่าย

เพราะเสียง หรือ ตัวอักษร ที่มีอยู่ในโลกนี้ที่เราได้ยิน ได้เห็น มีมากมาย 

แต่เสียงหรืออักษร ที่ทำให้เราเข้าใจสภาพสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ   เป็นสัจธรรมนั้น   ไม่ง่าย 

อืมมม ใช้คำว่ายากมาก     และเมื่อได้ฟัง  ได้อ่าน      แล้วเราจะเข้าใจยิ่งยากกว่า

 

เป็นเรื่องของบุญที่เคยสะสมมาจึงได้มาฟังพระธรรม  มาสนใจพระธรรม  

ผมก็เป็นผู้ใหม่ในการศึกษา และ ทุกท่านถ้าศึกษาพระพุทธศาสนาแล้ว  จะรู้และระลึก

เสมอว่า   ตนเป็นผู้ใหม่เสมอต่อการศึกษา  

 

ฟังให้เยอะ ๆ ครับ  อ่านให้เยอะ ๆครับ  แต่เน้นที่อิงพระไตรปิฎกอย่างที่นี่

เข้าใจครับว่ามีที่ศึกษา และ สอนปฏิบัติมากมาย    แต่สังเกตุข้อเดียวคือ

 

สถานที่ใดสอนให้ละ  ให้คลาย  นั้นแหละใช่

พระพุทธศาสนา  สอนให้ละ   ถ้าจะศึกษา หรือ ปฏิบัติเพื่อจะเอา เพื่อต้องการ

จะใช่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนหรือ

 

ยินดีด้วยครับ ที่สนใจ  ไม่สายครับ แล้วจะรู้ว่า  ในโลกนี้เป็นอย่างไร

โลภะ  โทสะ  และ โมหะ เจ้าตัวร้ายนี้คืออะไร  อย่างซึ้งใจครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 4  
คนไทยพบธรรม
วันที่ 19 ส.ค. 2554 17:34 น.
 

ขอขอบพระคุณมากครับในคำอธิบายนี้อนุโมทนาด้วยครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 5  
คนไทยพบธรรม
วันที่ 19 ส.ค. 2554 17:36 น.
 

ผมเข้าใจแบบนี้จะถูกหรือไม่อย่างไรครับ   แสดงว่ารูปธรรมมักจะเกิดจากที่เราได้พบจาก

ภายนอก แข็ง ( โต๊ะ ฯ ) แต่นามธรรมนี่จะอยู่ในตัวเราใช่มั้ยครับ ไม่ใช่จะพบจากสิ่งที่ปรา

กฏทางตา หู ฯ ใช่มั้ยครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 6  
paderm
วันที่ 19 ส.ค. 2554 17:37 น.
 

เรียนความเห็นที่ 5 ครับ

   ในความเป็นจริง รูปธรรมคือสภาพธรรมที่ไม่รู้อะไร เพราะฉะนั้น รูปภายในก็มี รูปภาย

นอก ก็มี รูปภายใน คือ ลักษณะที่แข็งที่กายของเราเองก็มีครับ  เพราะฉะนั้นไม่ได้หมาย

ความว่ารูป จะหมายถึงสิ่งที่เป็นภายนอกเท่านั้นครับ ขอยึดหลักคำจัดกัดความว่า รูปคือ

สภาพธรรมที่ไม่รู้อะไรเลย แม้รูปภายในก็มีด้วยครับ ส่วนนามธรรมคือ จิต เจตสิก ซึ่งจิต

เจตสิกของผู้อื่นก็มีด้วยครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 7  
คนไทยพบธรรม
วันที่ 19 ส.ค. 2554 18:38 น.
 

ขออนุโมทนาครับ

 
  

  ความคิดเห็นที่ 8  
Pigmy
วันที่ 19 ส.ค. 2554 22:52 น.
 
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ
 
  

  ความคิดเห็นที่ 9  
อินทวัชร
วันที่ 20 ส.ค. 2554 13:35 น.
 

ขออนุโมทนาครับที่มีผู้รู้ ผู้เข้าใจ

 
  

แสดงความคิดเห็น
กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ ... คลิกที่นี่
keyword keyword : -

Back to Top