Print 
อัตตสัญญา
 
บ้านธัมมะ
วันที่  10 เม.ย. 2552
หมายเลข  11935
อ่าน  2,672

  :  อัตตสัญญาคืออะไร

  :  อัตตสัญญา คือ ความจำด้วยการยึดถือว่าเป็นตัวตน ความจริงไม่น่าสงสัยในอัตตสัญญาเลย  เพราะทุกคนมีอัตตสัญญา เมื่อรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคล  จึงดับความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่า เป็นตัวตนสัตว์ บุคคลได้ แต่ก่อนที่สติจะเกิดและปัญญาศึกษาเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมจนกระทั่งรู้ชัดประจักษ์แจ้งในสภาพธรรมที่ไม่ใช่ตัวตนได้นั้น ก็จะต้องมีอัตตสัญญา เมื่อสติไม่เกิด จึงไม่ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏแต่ละทวารตามความเป็นจริง  จึงเห็นผิด ยึดถือสภาพธรรมที่ปรากฏรวมกันเป็นอัตตา คือเป็นตัวตนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่อไม่รู้ความจริงเป็นสภาพธรรมขณะนี้ ก็มีอัตตสัญญา  มีความทรงจำว่าเป็นเราที่เห็น และจำว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นสัตว์บุคคล ตัวตน ต่างๆ  ปัญญาที่เกิดจากการฟัง ไม่ประจักษ์แจ้งว่าสิ่งที่เคยเห็นเป็นคน เป็นสัตว์นั้น แท้จริงเป็นเพียงสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเท่านั้น       
      ฉะนั้น การฟังพระธรรม การศึกษาพระธรรมต้องพิจารณาบ่อยๆ เนืองๆ พิจารณาแล้วพิจารณาอีก  ใคร่ครวญอย่างละเอียด จนกระทั่งเข้าใจคำที่แสดงลักษณะของสภาพธรรม เช่น คำว่า “สิ่งที่ปรากฏทางตา” นั้น  เป็นคำที่ถูกต้องที่สุดเพราะแสดงว่า เป็นธาตุชนิดหนึ่งที่ปรากฏได้ทางตา สิ่งที่ปรากฏให้เห็นนั้น ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีเขียว สีฟ้า สีเหลือง สีขาว สีใส สีขุ่น   ก็ต้องปรากฏเมื่อกระทบกับจักขุปสาท   เมื่อเห็นแล้วไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง จึงมีอัตตสัญญาว่าเป็นคน สัตว์ วัตถุต่างๆ ขณะที่สนใจในสีต่างๆ นั้นทำให้คิดนึกเป็นรูปร่างสัณฐาน เกิดความทรงจำในรูปร่างสัณฐาน จึงเห็นเป็นคน สัตว์ สิ่งของต่างๆ ซึ่งรูปร่างที่เห็นเป็นคนสัตว์ สิ่งของต่าง ๆ นั้นก็ต้องมีหลายสี เช่น สีดำ สีขาว สีเนื้อ สีแดง สีเหลือง เป็นต้น  ถ้าไม่จำหมายสีต่างๆ เป็นรูปร่างสัณฐาน   ความสำคัญหมายว่าเป็นสัตว์บุคคล วัตถุต่างๆ ก็มีไม่ได้               
      ฉะนั้น ขณะใดที่เห็นแล้วสนใจ เพลินในนิมิต คือ รูปร่างสัณฐานและอนุพยัญชนะ คือ ส่วนละเอียดของสิ่งที่ปรากฏ ให้ทราบว่าขณะนั้น  เพราะสีปรากฏจึงทำให้คิดนึกเป็นรูปร่างสัณฐานและส่วนละเอียดของสิ่งต่างๆ ขึ้น  เมื่อใดที่สติเกิดระลึกรู้  และปัญญาเริ่มศึกษาพิจารณา ก็จะเริ่มรู้ว่านิมิตและอนุพยัญ-ชนะทั้งหลายซึ่งเป็นสีต่างๆ ก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น นี้คือปัญญาที่เริ่มเข้าถึงลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล เมื่อสติเกิดระลึกรู้สึกเนืองๆ บ่อยๆ ก็จะเข้าใจอรรถที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ไม่ติดในนิมิตอนุ-พยัญชนะ (ด้วยการอบรมเจริญปัญญารู้สภาพธรรม ที่ปรากฏตามความจริง) และเริ่มละคลายอัตตสัญญาในสิ่งที่ปรากฏทางตา  หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามขั้นของปัญญาที่เจริญขึ้น

     ฉะนั้น จะต้องรู้ว่าไม่ว่าพระไตรปิฎกจะกล่าวถึงข้อความใด พยัญชนะใด ก็เป็นเรื่องสภาพธรรมในชีวิตประจำวันจริงๆ ซึ่งสติจะต้องระลึกและพิจารณาให้เข้าใจ จนกว่าปัญญาจะรู้ชัด ประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏจนดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉท นี่เป็นเรื่องที่ทุกๆ ท่านจะค่อยๆ ฟังไป  ศึกษาไปพิจารณาไปตามปรกติในสภาพที่เป็นชีวิตจริงๆ  เพราะยังไม่สามารถที่จะดับกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ฯลฯ  ซึ่งหลายคนอยากจะดับให้หมดเสียเหลือเกิน แต่จะต้องรู้ว่ากิเลสจะดับได้ก็ต่อเมื่อโลกุตตรมัคคจิตเกิดขึ้น ดับสักกายทิฏฐิ คือการยึดถือสภาพธรรมว่า เป็นตัวตน สัตว์ บุคคล ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้นทางกาย ทางใจ เป็นพระอริยบุคคลขั้นพระโสดาบันก่อน แล้วปัญญาจึงจะเจริญขึ้นจนรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ตามลำดับ                
     ฉะนั้น  จึงจะต้องอบรมเจริญปัญญา  ไม่ใช่มุ่งหน้ารีบร้อนที่จะไปปฏิบัติเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี โดยไม่เข้าใจเหตุปัจจัยว่า สติที่เป็นสัมมาสติซึ่งเป็นมัคค์มีองค์ ๘ นั้นจะเกิดได้ เมื่อศึกษาเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จริงๆ เสียก่อน แล้วสัมมาสติจึงจะเกิดระลึกได้ และปัญญาเริ่มศึกษาพิจารณาจนประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมตามปรกติตามความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน

ดาวน์โหลดหนังสือ   -->  ปรมัตถธรรมสังเขป


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
opanayigo
วันที่ 11 เม.ย. 2552 09:46 น.

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
pornpaon
วันที่ 5 พ.ค. 2552 14:23 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
suwit02
วันที่ 6 พ.ค. 2552 16:27 น.

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
pamali
วันที่ 19 พ.ย. 2553 22:54 น.

กราบท่านอจ.และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
worrasak
worrasak
วันที่ 12 ต.ค. 2559 15:32 น.

เป็นหัวข้อที่ควรศึกษาอย่างละเอียด กราบอนุโมทนาครับอาจารย์

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 20 ธ.ค. 2559 15:13 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
panasda
วันที่ 20 มิ.ย. 2560 18:31 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
วิริยะ
วันที่ 24 เม.ย. 2561 15:31 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ