การสังคายนาพระไตรปิฏก ครั้งที่ 2
 
hyper
วันที่  12 ส.ค. 2554
หมายเลข  18926
อ่าน  3,607

การสังคายนาพระไตรปิฏก ครั้งที่ 2 มีประวัติความเป็นมาอย่างไรครับ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 12 ส.ค. 2554

                 ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ประวัติการทำสังคายนาครั้งที่ 2 ฝ่ายเถรวาท

การสังคายนาครั้งที่ ๒ ของเถรวาท เมื่อพุทธศักราช ๑๐๐ คือ

       หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 100 ปี  ณ วาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี     การสังคายนาครั้งที่ ๒ ปรารถพวกภิกษุวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการ นอกธรรม

นอกวินัย พระยศกากัณฑกบุตรเป็นผู้ชักชวน ได้พระอรหันต์ ๗๐๐ รูป พระเรวตะเป็นผู้

ถาม พระสัพพกามีเป็นผู้วิสัชนา ได้พระอรหันต์ ๗๐๐ รูป พระเรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพ

พกามีเป็นผู้วิสัชนาประชุมทำที่วาลิการาม       เมืองเวสาลี เมื่อพุทธศักราช ๑๐๐ โดย

พระกาลาโศกราชเป็นศาสนูปภัมภก์ สิ้นเวลา ๘ เดือนจึงเสร็จ          หลังจากพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานผ่านไปได้ ๑๐๐ ปี พระภิกษุที่

จำพรรษาในเมืองเวสาลี ได้ประพฤติผิดวินัย ๑๐ ประการเรียกว่าวัตถุ ๑๐ ประการคือ

          ๑. ภิกษุจะเก็บเกลือไว้ในเขนง (ภาชนะที่ทำด้วยเขาสัตว์) แล้วนำไปฉันปนกับ

              อาหารได้

          ๒. ภิกษุจะฉันอาหารหลังจากตะวันบ่ายผ่านไปเพียง ๒ องคุลี

          ๓. ภิกษุฉันภัตตาหารในวัดเสร็จแล้ว ห้ามภัตแล้วเข้าไปสู่บ้านจะฉันอาหารที่ไม่

               เป็นเดนและไม่ได้ทำวันัยกรรมตามพระวินัยได้

          ๔. ในอาวาสเดียวมีสีมาใหญ่ ภิกษุจะแยกกันทำอุโบสถได้

          ๕. ในเวลาทำอุโบสถ แม้ว่าพระจะเข้าประชุมยังไม่พร้อมกันจะทำอุโบสถไปก่อน

               ได้ โดยให้ผู้มาทีหลังขออนุมัติเอาเองได้

          ๖. การประพฤติปฏิบัติตามพระอุปัชฌายะอาจารย์ ไม่ว่าจะผิดหรือถูกพระวินัยก็

               ตาม ย่อมเป็นการกระทำที่สมควรเสมอ

          ๗. นมส้มที่แปรมาจากนมสดแต่ยังไม่กลายเป็นทธิ(นมเปรี้ยว)ภิกษุฉันภัตตาหาร

              เสร็จแล้ว ห้ามภัตแล้ว จะฉันนมนั้นทั้งที่ยังไม่ได้ทำวินัยกรรม หรือทำให้เดน               ตามพระวินัยก็ได้

          ๘. สุราที่ทำใหม่ ๆ ยังมีสีแดง เหมือนสีเท้านกพิราบ ยังไม่เป็นสุราเต็มที่ ภิกษุจะ

              ฉันก็ได้

          ๙. ผ้าปูนั่งคือนิสีทนะอันไม่มีชาย ภิกษุจะบริโภค ใช้สอยก็ได้

          ๑๐. ภิกษุรับและยินดีในทองเงินที่เขาถวายหาเป็นอาบัติไม่

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 12 ส.ค. 2554

    ต่อมาพระเถระอรหันต์ รูปหนึ่งชื่อพระยสกากัณฑกบุตร จากเมืองโกสัมพีได้ไปที่เมือง

เวสาลี ได้พบเห็นพระภิกษุวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลี นำถาดทองสำริดเต็มด้วยน้ำ นำมา

วางไว้ที่โรงอุโบสถ แล้วประกาศเชิญชวนให้ชาวบ้านบริจาคเงินใส่ลงในถาดนั้น โดย

บอกว่าพระมีความต้องการด้วยเงินทอง แม้พระยสเถระจะห้ามปรามไม่ให้มีการถวายเงิน

ทองในทำนองนั้น พระภิกษุวัชชีบุตรก็ไม่เชื่อฟังชาวบ้านเองก็คงถวายตามที่เคยปฏิบัติ

มา พระเถระจึงตำหนิทั้งพระวัชชีบุตรและชาวบ้าน ที่ถวายเงินทองและรับเงินทองใน

ลักษณะนั้นเมื่อพระภิกษุวัชชีบุตรได้รับเงินแล้ว นำมาแจกกันตามลำดับพรรษานำส่วน

ของพระยสการัณฑบุตรมาถวายท่าน พระเถระไม่ยอมรับและตำหนิอีก          ภิกษุวัชชีบุตรไม่พอในที่พระเถระไม่ยอมรับตำหนิ จึงประชุมกันฉวยโอกาสลง

ปฏิสาราณียกรรม คือการลงโทษให้ไปขอขมาคฤหัสถ์โดยกล่าวว่าพระเถระรุกรานชาว

บ้าน ซึ่งพระเถระก็ยิยยอมไปขอขมาโดยนำภิกษุอนุฑูตไปเป็นพยานด้วย    เมื่อไปถึง

สำนักของอุบาสก พระเถระได้ชี้แจงพระวินัยให้ฟัง และบอกให้ชาวบ้านเหล่านั้นทราบ

ว่า การกระทำของพระภิกษุวัชชีบุตรเป็นความผิด โดยยกเอาพระพุทธภาษิตที่พระ

พุทธเจ้าทรงไว้ความว่า         "พระจันทร์และพระอาทิตย์ไม่ได้ร้อนแรงและรุ่งเรืองด้วยรัศมีเพราะโทษมลทิน ๔

ประการ คือ หมอก ควัน ธุลี และอสุรินทราหู กำบังฉันใด ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ จะไม่มี

ตบะรุ่งเรืองด้วยศีล เพราะโทษมลทิน ๔ ประการปิดบังไว้ คือ ดื่มสุราเมรัย เสพเมถุน

ธรรม ยินดีรับเงินและทองอันเป็นเหมือนภิกษุนั้นยินดีบริโภคซึ่งกามคุณ และภิกษุเลี้ยง

ชีพในทางมิชอบด้วย เวชชกรรม กุลทูสกะ (ประจบเอาใจคฤหัสถ์ด้วยอาการอันผิดวินัย)

อเนสนา (การหาลี้ยงชีพในทางที่ไม่สมควรภิกษุ) และวิญญัติ (ขอสิ่งของต่อคฤหัสถ์ผู้ที่

ไม่ญาติ ผู้ไม่ใช่คนปวารณา) พร้อมด้วยกล่าวอวดอตตริมนุษย์ธรรม อันไม่มีจริง"

          เมื่อพระยสกากัณฑกบุตรชี้แจง ให้อุบาสกอุบาสิกาเข้าใจแล้ว คนเหล่านั้นเกิด

ความเลื่อมใสพระเถระ อาราธนาให้ท่านอยู่จำพรรษา ณ วาลการาม โดยพวกเขาจะอุป

ฐากบำรุงและได้อาศัยท่านบำเพ็ญกุศลต่อไป ฝ่ายภิกษุที่เป็นอนุฑูตไปกับพระเถระ ได้

กลับมาแจ้งเรื่องทั้งปวงให้ภิกษุวัชชีบุตรทราบ ภิกษุวัชชีบุตรจะใช้พวกมากบีบบังคับ

พระเถระด้วยการลงอุปเขปนียกรรม       (ตัดสิทธิแห่งภิกษุชั่วคราว)แก่ท่านได้พากันยก

พวกไปล้อมกุฏิของพระเถระ แต่พระเถระทราบล่วงหน้าเสียก่อนจึงได้หลบออกไปจากที่

นั้น

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
paderm
paderm
วันที่ 12 ส.ค. 2554

  พระยาสกากัณฑกบุตรพิจารณาเห็นว่า เรื่องนี้หากปล่อยไว้เนิ่นนานไป พระธรรมวินัย

จะเสื่อมถอยลง พวกอธรรมวาทีอวินัยวาทีได้พวกแล้วจักเจริญขึ้น จึงได้ไปเมืองปาฐา

เมืองอวันตี และทักขิณาบถแจ้งให้พระที่อยู่ในเมืองนั้น ๆ ทราบ เพื่อจะได้ร่วมกันแก้ไข

และได้ไปเรียนให้พระสาณสัมภูตวาสี ซึ่งพำนักอยู่ ณ อโหคังคบบรรพตทราบและขอ

การวินิจฉัยจากพระเถระ พระสาณสัมภูตวาสีมีความเห็นเช่นเดียวกับพระยาสกากัณ

ฑกบุตรทุกประการ          ในที่สุดพระเถระอรหันต์จากเมืองปาฐา ๖๐ รูป จากแคว้นอวัตีและทักขิณาบถ

๘๐ รูป ได้ประชุมร่วมกับพระสาณสัมภูตวาสีและพระยสกากัณฑกบุตร ณ อโหคังคบพร

รพต มติของที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าเรื่องนี้จะต้องมีการชำระกันให้เรียบร้อย โดยตกลงให้

ไปอาราธนาพระเรวตเถระ     ซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่เป็นพหูสูต   ชำนาญในพระวินัยทรง

ธรรมวินัยมาติกาฉลาดเฉียบแหลม มีความละอายบาปรังเกียจบาปใคร่ต่อสิกขาและเป็น

นักปราชญ์ ให้เป็นประธานในการวินิจฉัยตัดสินเรื่องวัตถุ ทั้ง ๑๐ ประการนี้          พระสาณสัมภูตวาสีได้นำเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการ เรียนถวายให้พระเรวตเถระทราบ

และขอให้ท่านวินิจฉันทีละข้อ ปรากฏว่าทุกข้อที่ภิกษุวัชชีบุตรกระทำนั้น เป็นความผิด

ทางวินัยทั้งหมด จึงตกลงร่วมกันที่จะชำระเรื่องนี้ และจัดการสังคายนาพระธรรมวินัยทั้ง

หมด จึงตกลงร่วมกันที่จะชำระเรื่องนี้ และจัดการสังคายนาพระธรรมวินัยตามที่พระ

สังคีติกาจารย์ได้กระทำมาแล้วในคราวสังคายนา          ในที่สุดที่ประชุมของพระอรหันต์ทั้งหลายได้ตกลงกันว่า อธิกรณ์ (เรื่องที่สงฆ์

ต้องดำเนินการ) เกิดขึ้นในที่ใด ควรไปจัดการระงับในที่นั้นโดยพระเรวตเถระได้ประกาศ

ให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ขอให้สงฆ์ระงับอธิกรณ์ด้วยอพุพาหิกา คือ การ

ยกอธิกรณ์ไปชำระในที่เกิดอธิกรณ์ สงฆ์ได้คัดเลือกพระเถระ ๘ รูปคือ

          - พระสัพพากามีเถระ พระสาฬหเถระ พระขุชชโสภิตเถระ พระวาสภคามีเถระทำ

หน้าที่แทนฝ่ายปราจีนคือพวกวัชชีบุตร ทำหน้าที่ในการวินิจฉัยอธิกรณ์

          - พระเรวตเถระ พระสาณสัมภูตวาสี พระยสกากัณฑกบุตร เถระพระสุมนเถระเป็น

ตัวแทนฝ่ายเมืองปาฐา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนฝ่ายเมืองปาฐา ทำน้าที่เป็นตัวแทนฝ่าย

สงฆ์ธรรมวาที มีหน้าที่ในการเสนออธิกรณ์ต่อสงฆ์          สงฆ์ได้มอบหมายการสวดปาติโมกข์ การจัดแจงเสนาเสนะให้เป็นหน้าที่ของ

พระอชิตะ ซึ่งพรรษาได้ ๑๐ พรรษา และตกลงเลือกเอาวาลิการามหรือวาลุการาม เมือง

เวสาลี อันเป็นที่เกิดเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการ เป็นศิษย์ของพระอนุรุทธเถระ อีก ๖ รูป  เป็น

ศิษย์ของพระอานนท์เถระซึ่งเป็นสังคีติกาจารย์สำคัญในราวปฐมสังคายนา          เมื่อพระเจ้ากาลาโศกราชรับสั่งให้พระสงฆ์ทัเง ๒ ฝ่ายประชุมร่วมกัน และขอให้

แต่ละฝ่ายแถลงเหตุผลให้ทราบ ทรงโปรดในเหตุผลของฝ่ายพระอรหันต์ทั้งหลาย จึง

ปวารณาพระองค์ที่จะให้การอุปถัมภ์ฝ่ายอาณาจักรทุกประการ และโปรดให้ชำระมลทิน

พระศาสนา พร้อมด้วยการทำทุติยสังคายนา (การร้อยกรองพระธรรมวินัยครั้งที่ ๒) ที่

วาลุการาม เมืองเวสาลี พระอรหันต์เข้าร่วม ๗๐๐ รูป

จากนั้นพระเถระทั้งหลายจึงเริ่มสังคายนาพระธรรมวินัยตามแบบที่พระมหากัสสปเถระ

เป็นต้น   ได้กระทำในคราวปฐมสังคายนากระทำสังคายนาคราวนี้ใช้เวลา ๘ เดือนจึง

สำเร็จ  นี่คือประวัติการทำสังคายนาครั้งที่สองของเถรวาทครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ... เหตุของการสังคายนา ครั้งที่ 2 [จุลวรรค] 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
paderm
paderm
วันที่ 12 ส.ค. 2554

       ส่วนฝ่ายมหายานนั้น มหายานก็เกิดขึ้น กำเนิดขึ้นจากการสังคายนาครั้งที่ 2 ของ

เถรวาทนั่นเองเพราะมีกลุ่มภิกษุกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยในการทำสังคายนาครั้งนี้ ในเรื่อง

ที่ลงมติว่าวัตถุ 10 ประการผิด     จึงเป็นผลให้ภิกษุชาววัชชีประมาณ 700 รูป    แยกตัว

ออกไป ไม่ยอมปฏิบัติตามหลักพระวินัยเดิมที่พระเถระผู้ใหญ่กำหนดในการทำสังคายนา

ครั้งนี้ และมีภิกษุอื่น ๆ ที่เห็นด้วยกับพวกภิกษุวัชชีบุตรอีกรวมแล้วประมาณ 10,000 รูป 

จากนั้นก็พากันจัดทำสังคายนาขึ้นใหม่ เรียกว่า “มหาสังคีติ”    ประกาศขื่อของพวกตน

ว่า “มหาสังฆิกะ”    ซึ่งแปลว่า พวกมากหรือหมู่ใหญ่ นั่นก็คือการกำเนิดขึ้นของมหายาน

นั่นเองครับ  จากในคราวที่มีการทำสังคายนาครั้งที่ 2 ครับ ขออนุโมทนา

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 12 ส.ค. 2554

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
  
     พระวินัยบัญญัติทุกสิกขาบท    เป็นการบัญญัติโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทั้งหมด  ไม่มีใครที่จะไปแก้ไข  เพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงพระวินัย ได้   แต่ควรอย่างยิ่งที่จะได้ศึกษาด้วยความละเอียดรอบคอบจริง ๆ   และน้อมประพฤติปฏิบัติตาม  ด้วยการละเว้นในสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม    และ   กระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงอนุญาต    นี้แหละคือ     สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง  เพราะทั้งหมดนั้นเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสทั้งสิ้น
  
      แต่เนื่องจากภิกษุบางพวก   เป็นผู้หย่อหย่อนในพระธรรมวินัย  ไม่มีความจริงใจในการที่จะขัดเกลากิเลสจริง ๆ     จึงมีการกระทำในสิ่งที่ผิด   ไม่เป็นไปตามพระธรรมคำสอน   มากมาย      โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วในเรื่องของพระวินัย  ถ้าศึกษาผิด ไม่เข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว    ก็เป็นเหตุให้ต้องอาบัติได้   ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง   แม้แต่ในเรื่องวัตถุทั้ง ๑๐ ประการของพวกภิกษุชาววัชชี อันเป็นเหตุให้มีการกระทำสังคายนาครั้งที่ ๒ นี้ก็เช่นเดียวกัน  ทั้ง ๑๐ ประการ ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย       เป็นเหตุให้พระอรหันต์ทั้งหลาย (ทั้งหมด ๗๐๐ รูป  มีพระยสกากัณฑบุตร เป็นต้น)      ซึ่งเป็นผู้ที่รักษาพระธรรมวินัย   มุ่งที่จะรักษาพระธรรมวินัยให้ดำรงอยู่ต่อไป           ได้กระทำการสังคายนาครั้งที่ ๒  ขึ้น     ที่ วาลิการาม เมืองเวสาลี   แคว้นวัชชี (หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว    ๑๐๐ ปี)    เพื่อชำระแก้ไขการยึดถือผิดในวัตถุ ๑๐ ประการ  ให้แก่พุทธบริษัทได้เข้าใจอย่างถูกต้อง     และพระธรรมวินัยทั้งหมด ก็สืบทอดมาจนทระทั่งถึงปัจจุบันนี้  ครับ                            ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
wittawat
วันที่ 13 ส.ค. 2554

 ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
วิริยะ
วันที่ 13 ส.ค. 2554
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
หลานตาจอน
วันที่ 14 ส.ค. 2554
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
sumek
sumek
วันที่ 10 ก.ค. 2560

กราบอนุโมทนาในความรู้ที่ตรงครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
Tommy9
Tommy9
วันที่ 12 ต.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
anuraks168
anuraks168
วันที่ 10 ม.ค. 2562

สาธุๆ ขอกราบอนุโมทนาขอรับ กระผมเพิ่งรับทราบวันนี้นั่นเองว่า มหายานคือทายาทภิกษุชาววัชชี

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ