ปัญญารู้โดยความเป็นธาตุ ความเป็นปรกติ
 
คุณย่า
วันที่  4 พ.ค. 2551
หมายเลข  8552
อ่าน  1,441

สนทนาพื้นฐานพระอภิธรรม ที่มูลนิธิฯ

วันอาทิตย์ที่  ๑๑  พ.ย. ๒๕๕๐

วิชัย   ธาตุ คือ สิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นธาตุหนึ่ง  เสียงที่ปรากฏทางหู   ก็เป็นอีกธาตุหนึ่ง   ที่อาจารย์กล่าวถึงว่าปัญญารู้โดยความเป็นธาตุ   เป็นการที่ปัญญาสามารถจะรู้ไหมว่าเป็นคนละธาตุกัน

อาจารย์   แน่นอน  เพราะลักษณะของธาตุต่างกันอยู่แล้ว แต่ว่าไม่รู้เลยว่า  ทั้งหมดเป็นธาตุ อย่างคิดนึกมีจริงๆ  ก็ไม่รู้ว่าเป็นธาตุคิด   สัญญาที่กำลังจำขณะนี้  มีจริงๆ   ก็ไม่รู้ว่าเป็นธาตุจำ  เป็นแต่ธาตุชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้น ทั้งหมดคือ  สิ่งที่มีจริง   แต่ไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้น  จะใช้คำว่า ธรรมะ     จะใช้คำว่า ธาตุ  หมายความถึงสิ่งซึ่งมีจริงๆ และใครก็ไม่สามารถที่จะบังคับบัญชา  ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลง  ความเป็นธาตุ  นั้นให้เป็นอย่างอื่นได้
     เพราะฉะนั้น  ในขณะนี้นะคะ ไม่ใช่เพียงแต่ฟัง แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เข้าใจเรื่องราว  แต่ความเข้าใจจะค่อยๆเพิ่มขึ้น จนสามารถที่จะรู้ว่า  สติสัมปชัญญะ  กำลังมีธาตุอะไรที่ สติระลึกและเมื่อสติระลึกธาตุนั้น  ก็ยังมีธาตุอื่นที่สติยังไม่ได้ระลึก  จนกว่าจะเป็นธาตุทั้งหมด  ที่สติระลึกแล้ว  แล้วก็มีความเข้าใจ   จะเป็นปกติ   เพราะว่าปัญญาไม่ได้ติดข้องในธาตุหนึ่งธาตุใดเลย ตามธรรมดาปกติ  เราเกือบจะไม่รู้เลย  ว่ามีความติดข้อง  มีความไม่รู้ในธาตุ    แม้จะได้ยินได้ฟัง   ว่าเป็นธาตุ  อย่างขณะที่กำลังเห็นนี้     มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา    แต่ว่ารู้สิ่งที่ปรากฏทางตา   หรือว่ายังเห็นเหมือนเดิม  คือยังเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปเลย โดยที่ไม่มีแม้แต่ขณะที่จะระลึกได้
     เริ่มที่จะเข้าใจว่า   สิ่งที่ปรากฏทางตา   มีจริงๆ  เป็นอย่างหนึ่ง  ส่วนความคิดนึกที่ติดตามมาอย่างรวดเร็ว ถ้าสติสัมปชัญญะไม่ได้รู้ว่าเป็นธาตุ...ก็ติดข้องแล้ว  เพราะฉะนั้น  ขณะที่มีสิ่งที่ปรากฏทางตา  แล้วก็ฟัง แต่ไม่ได้รู้ลักษณะมีความติดข้องในธรรมะหรือธาตุที่เกิดสืบต่อทันทีไปเรื่อยๆ จนกว่าสติสัมปชัญญะจะเกิดระลึกลักษณะของธาตุไหน ก็เริ่มที่จะรู้ตามความเป็นจริง    ว่าไม่ได้เพียงคิดหรือเพียงฟังเข้าใจ  แต่ขณะนั้น มีลักษณะที่สติระลึกลักษณะนั้น   จึงปรากฏกับสติด้วย  เป็นปกติ  
     ถ้าปัญญาอบรมแจ้งจนกระทั่งรู้จริงๆ   ตามความจริงละคลายความไม่รู้ ในแต่ละธาตุ  ก็จะเป็นปกติจริงๆเพราะว่าคิดถึงพระอรหันต์  ซึ่งเห็นแล้วไม่มีกิเลสใดๆเลย  กิเลสที่เคยมีหายไปไหน  หมดไปได้อย่างไร  ก็ต้องด้วยปัญญาที่สามารถที่จะรู้ความจริงในขณะนั้นว่ารู้ธาตุ  โดยไม่มีความสงสัยในธาตุต่างๆ ไม่ใช่เพียง(รูป)ธาตุ  สิ่งที่เห็น สิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น  ยังมี (นาม) ธาตุ ซึ่งเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วด้วย



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
happyindy
วันที่ 4 พ.ค. 2551
สาธุ ขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
วิริยะ
วันที่ 22 ม.ค. 2553

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
รากไม้
วันที่ 22 ม.ค. 2553

...อนุโมทนาในกุศลจิต ของทุกดวงจิตที่ใกล้พระธรรม

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
คุณ
วันที่ 22 ม.ค. 2553

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ที่พึ่งที่ระลึก
วันที่ 22 ม.ค. 2553

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
pamali
วันที่ 16 ต.ค. 2553

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
natre
วันที่ 9 มิ.ย. 2554
ขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
เข้าใจ
เข้าใจ
วันที่ 4 ก.ค. 2555

กราบขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูงยิ่งครับ

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ประสาน
วันที่ 27 ต.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
สิริพรรณ
วันที่ 18 ก.ค. 2558

กราบนอบน้อมพระคุณพระรัตนตรัยด้วยเศียรเกล้า

กราบบูชาขอบพระคุณท่านอ.สุจินต์ และคณะวิทยากร

กราบอนุโมทนากุศลจิตคุณย่าสงวน สุจริตกุล และผู้ร่วมสนทนาทุกๆท่าน

การฟังพระธรรมด้วยความเคารพ เป็นเหตุปัจจัยในการอบรมเจริญปัญญาอย่างยิ่ง

 

 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 12 พ.ย. 2559

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ