สังคหสูตร - วาจาสูตร
 
บ้านธัมมะ
วันที่  3 ธ.ค. 2550
หมายเลข  5740
อ่าน  3,382

สนทนาธรรมที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

พระสูตร  ที่นำมาสนทนาที่มูลนิธิฯ

วันเสาร์  ๘  ธ.ค.  ๒๕๕๐    เวลา  ๐๙:๐๐ - ๑๒:๐๐น.  คือ

 ๒.  สังคหสูตร 

ว่าด้วยสังคหวัตถุ  ๔  ประการ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ ๑๑๗



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ธ.ค. 2550

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ ๑๑๗  

๒.  สังคหสูตร 

ว่าด้วยสังคหวัตถุ  ๔  ประการ

            [๓๒]ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สังคหวัตถุ  (ธรรมเป็นเครื่องสงเคราะห์)๔ ประการนี้    สังคหวัตถุ ๔ ประการ  คืออะไร  คือ 

ทาน  (การให้ปัน)  ๑เปยยวัชชะ   (เจรจาไพเราะ) ๑  อัตถจริยา   (บำเพ็ญประโยชน์ต่อกัน )  ๑สมานัตตตา   (ความวางตนสม่ำเสมอ) ๑ นี้แล   ภิกษุทั้งหลาย  สังคหวัตถุ  ๔   ประการ.


นิคมคาถา

                   การให้ปัน  ๑  เจรจาไพเราะ  ๑บำเพ็ญประโยชน์  ๑  ความวางตนสม่ำเสมอในธรรมนั้น ๆ  ตามควร ๑        เหล่านี้แลเป็นธรรมเครื่องสงเคราะห์ในโลก      เหมือนสลัก(ที่หัวเพลา)    คุมรถที่แล่นไปอยู่ฉะนั้น    ถ้าธรรมเครื่องสงเคราะห์เหล่านี้ไม่มีไซร้ มารดาหรือบิดาก็จะไม่พึงได้รับความนับถือหรือบูชา  เพราะเหตุแห่งบุตร       ก็เพราะเหตุที่บัณฑิตทั้งหลายยังเหลียวแลธรรม  เครื่องสงเคราะห์เหล่านี้อยู่  เพราะเหตุนั้นบัณฑิตเหล่านั้น  จึงได้ถึงความเป็นใหญ่ และเป็นที่น่าสรรเสริญ.  

จบสังคหสูตรที่  ๒

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ธ.ค. 2550

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ ๑๑๘  

อรรถกถาสังคหสูตร 

พึงทราบวินิจฉัยในสังคหสูตรที่  ๒  ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า    สงฺคหวตฺถูนิ    คือเหตุแห่งการสงเคราะห์กัน.   
ในบทว่า  ทานญฺจ  เป็นอาทิ  พึงทราบวินิจฉัยดังนี้.   ก็บุคคลบางต้นควรรับสงเคราะห์ด้วยทานอย่างเดียว    ก็พึงให้ทานอย่างเดียวแก่เขา.
บทว่า   เปยฺยวชฺชํ   คือพูดคำน่ารัก.   จริงอยู่    บุคคลบางคนพูดว่าผู้นี้ให้สิ่งที่ควรให้    แต่ด้วยคำ ๆ เดียว   เขาก็พูดลบหลู่หมดทำให้เสียหาย  เขาให้ทำไม  ดังนี้.  บางคนพูดว่า ผู้นี้ไม่ให้ทานก็จริง  ถึงดังนั้นเขาก็พูดได้ระรื่นเหมือนเอาน้ำมันทา.  ผู้เช่นนั้นจะให้ก็ตามไม่ให้ก็ตามแต่ถ้อยคำของเขา  ย่อมมีค่านับพัน.  บุคคลเห็นปานนี้ย่อมไม่หวังการให้  ย่อมหวังแต่ถ้อยคำที่น่ารักอย่างเดียว    ควรกล่าวแต่คำที่น่ารักแก่เขาเท่านั้น.   
บทว่า   อตฺถจริยา  คือพูดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์และทำความเจริญ.จริงอยู่ บางคนมิใช่หวังแต่ทานการให้  มิใช่หวังแต่ปิยวาจา  ถ้อยคำที่น่ารัก       หากหวังแต่การพูดที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลการพูดที่ทำความเจริญแก่ตนถ่ายเดียว.     พึงกล่าวแต่เรื่องบำเพ็ญประโยชน์แก่บุคคลผู้เห็นปานนั้นอย่างนี้ว่า    ท่านควรทำกิจนี้   ไม่ควรทำกิจนี้   บุคคลเช่นนี้ควรคบ  เช่นนี้ไม่ควรคบ.  
บทว่า  สมานตฺตตา   คือ  ความเป็นผู้มีสุขมีทุกข์เสมอกัน.    จริงอยู่บุคคลบางคน  ย่อมไม่หวังสังคหวัตถุมีทานเป็นต้น    แม้แต่อย่างหนึ่งหากหวังความร่วมสุขร่วมทุกข์อย่างนี้ คือ นั่งบนอาสนะเดียวกัน  นอนบนเตียงเดียวกันบริโภคร่วมกัน.   ถ้าเขาเป็นคฤหัสถ์ย่อมเสมอกันโดยชาติ   บรรพชิตย่อมเสมอกันโดยศีล  ความวางตนสม่ำเสมอนี้    ควรทำแก่บุคคลนั้น.
บทว่า  ตตฺถ   ตตฺถ  ยถารหํ    ความว่า   ความวางตนสม่ำเสมอในธรรมนั้น ๆ  ตามสมควร. 
บทว่า รถสฺสาณีว  ยายโต  ความว่า สังคหธรรมเหล่านี้       ย่อมยึดเหนี่ยวโลกไว้ได้    เหมือนสลัก  (ที่หัวเพลา)   ย่อมยึดรถที่แล่นไปอยู่คือย่อมยึดยาน (คือรถ) ไว้ได้ฉะนั้น. 
บทว่า น  มาตา ปุตฺตการณา    ความว่า      ถ้ามารดาไม่พึงทำการสงเคราะห์เหล่านั้นแก่บุตรไซร้ ท่านก็ไม่พึงได้รับความนับถีอ หรือบูชาเพราะบุตรเป็นเหตุ.   
บทว่า  สงฺคหา  เอเต เป็นปฐมาวิภัติใช้ในอรรถทุติยาวิภัติ อนึ่ง ปาฐะว่าสงฺคเห   เอเต   ก็มี.
บทว่า  สมเวกฺขนฺติ  คือ  ย่อมพิจารณาเห็นโดยชอบ. 
บทว่า  ปาสํสา  จภวนฺติ   คือ  ย่อมเป็นผู้ควรสรรเสริญ.

 

จบอรรถกถาสังคหสูตรที่  ๒

 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ธ.ค. 2550

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ ๔๓๙ 

๘. วาจาสูตร*

ว่าด้วยองค์แห่งวาจาสุภาษิต ๕ ประการ

        [๑๙๘]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วาจาประกอบด้วยองค์  ๕  ประการเป็นวาจาสุภาษิต  ไม่เป็นทุพภาษิต   และเป็นวาจาไม่มีโทษ วิญญูชนไม่ติเตียน   องค์  ๕  ประการเป็นไฉน ?   คือ

วาจานั้นย่อมเป็นวาจาที่กล่าวถูกกาล  ๑ 

เป็นวาจาที่กล่าวเป็นสัจ  ๑ 

เป็นวาจาที่กล่าวอ่อนหวาน  ๑ 

เป็นวาจาที่กล่าวประกอบด้วยประโยชน์  ๑ 

เป็นวาจาที่กล่าวด้วยเมตตาจิต ๑ 

                 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  วาจาประกอบด้วยองค์ ๕  ประการนี้แลเป็นวาจาสุภาษิต     ไม่เป็นทุพภาษิต     และเป็นวาจาไม่มีโทษวิญญูชนไม่ติเตียน.

จบวาจาสูตรที่  ๘

(*  สูตรที่  ๘-๙  อรรถกถาว่าง่ายทั้งนั้น.)

 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
spob
วันที่ 5 ธ.ค. 2550

 ฏีกาสังคหสูตร


         สังคหสูตรที่ ๒ มีอรรถาธิบาย ดังนี้ ฯ
 
         ข้อความว่า  พึงให้ทานนั่นแหละแก่เขา   หมายความว่า     พึงถวายเครื่องใช้สอยของบรรพชิต มีบาตรและจีวรเป็นต้น แก่บรรพชิต ฯ        สำหรับคฤหัสถ์   พึงให้เครื่องใช้สอยของคฤหัสถ์มีผ้า อาวุธ ยาน ที่นอนเป็นต้น  ฯ         ข้อความว่า ให้เสียหายหมด ได้แก่ ทำอุปการะทั้งหมด ให้เสียหายหมด ฯ         ข้อความว่า พูดลบหลู่ให้เสียหาย ได้แก่ ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ลบหลู่ ฯ         ข้อความว่า เหมือนเอาน้ำมันทา  ได้แก่ เหมือนกับทาด้วยน้ำมันร้อยทะนาน ฯ         ข้อความว่า พูดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์และทำความเจริญ  ได้แก่  กถานำประโยชน์เกื้อกูลมาให้ ฯ ก็คำว่า กถา นี้ในอรรถกถานั้น เป็นเพียง นิทัสสนะ,    แม้การทำทางกาย  ที่นำประโยชน์เกื้อกูลมาให้แก่คนอื่น   ก็ชื่อว่า อัตถจริยา ฯ แต่ในอรรถกถา    ท่านกล่าวอัตถจริยาก็ด้วยเป็นการทำทางวาจาฯ         ข้อความว่า มีตนเสมอกัน ได้แก่ ความเหมือนกันกับตน คือ  การวางตนไว้ในฐานะที่เท่าเทียมกัน, ก็การตั้งตนไว้ในฐานะที่เท่าเทียมกันต่อบุคคลนั้น นั้น   ได้แก่    ความเป็นอยู่ร่วมกันเพราะมุ่งสร้างความเหมือนกันกับตน ฯ ความเป็นอยู่ร่วมกันกับตน ด้วยทุกข์นั้น  ย่อมมี   ทั้งในสุขที่เกิดแก่ตน และในทุกข์ที่เกิดแก่เขา  เพราะฉะนั้น ในอรรถกถาจึงมีข้อความว่า ความมีสุขและทุกข์เสมอเหมือนกัน.        เมื่อจะแสดงความข้อนี้ว่า อนึ่ง ความมีสุขและทุกข์เสมอเหมือนกัน    จะเป็นอันปรากฏชัด ด้วยการนั่งเป็นต้นด้วยกัน ท่านจึงกล่าวว่า ในที่นั่งเดียวกัน ดังนี้เป็นต้นไว้.
 
       ในคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งสองพวกเหล่านั้น    คนมีชาติกำเนิดต่ำแต่มีโภคะมาก    เป็นผู้สงเคราะห์ได้ยาก ฯ เพราะใคร ๆ ไม่อาจจะเป็นอยู่ร่วมกันกับเขา ได้ เพราะชาติกำเนิดต่ำ.  เมื่อบุคคลไม่ใช้สอยกับเขาอย่างนั้น เขาจะโกรธ เพราะเป็นผู้สูงด้วยโภคะ.    เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้สงเคราะห์ได้ยาก,
 
       แม้คนมีโภคะน้อย แม้สูงด้วยชาติ ก็สงเคราะห์ได้ยากเช่นกัน.   เพราะ ย่อมประสงค์แต่จะเป็นอยู่ร่วมกันกับผู้มีโภคะสมบูรณ์ ด้วยคิดว่า เรามีชาติกำเนิดสูง,   เมื่อไม่มีใคร ทำการเป็นอยู่อย่างนั้นให้ จะโกรธ. คนต่ำด้วยเหตุทั้งสอง สงเคราะห์ได้ง่าย  เพราะไม่ปรารถนาจะเป็นอยู่ร่วมกันกับคนอื่น ๆ นอกนี้ เพราะมีชาติต่ำ, เขาจะไม่โกรธ หากไม่มีใครจะทำอย่างนั้น  เพราะเป็นผู้ต่ำเพราะโภคะ.        แม้ผู้ที่เสมอกันด้วยเหตุทั้งสอง  ก็สงเคราะห์ง่ายเหมือนกันทีเดียว.    เพราะปรารถนาการเป็นอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ซึ่งมีความเท่าเทียมกันนั่นเทียวและเพราะถึงจะไม่มีใครทำให้ ไม่มีความโกรธแบบนั้น.       ภิกษุผู้ทุศีล ก็สงเคราะห์ยาก, เพราะไม่มีภิกษุรูปอื่นๆ จะเป็นอยู่ร่วมกันกับเธอได้. เมื่อไม่มีใครเป็นอยู่กับเธอ ๆ ก็โกรธ.       แต่ภิกษุผู้มีศีล เป็นผู้สงเคราะห์ได้ง่าย.   เพราะแม้จะไม่มีใครถวายปัจจัยอะไร ๆ หรือการสงเคราะห์ให้ เธอก็ไม่โกรธ,    จะแลดูเพื่อนสพรหมจารีย์อื่นๆ     ผู้ไม่เป็นอยู่ร่วมกับตน   ด้วยจิตอกุศล ก็หามิได้ เพราะเป็นผู้รักศีล. เพราะเหตุนั้นนั่นเอง แม้การเป็นอยู่ กับภิกษุผู้มีศีลนี้   ก็ทำได้ง่าย, ฯ
 

        ดังนั้น หากเขาเป็นคฤหัสถ์ ย่อมเป็นผู้เสมอกันด้วยเหตุทั้งสอง (ด้วยชาติและโภคะ)   ถ้าเป็นบรรพชิต ก็จะเป็นผู้มีศีลที่เสมอกัน.    พึงสงเคราะห์ (ยึดเหนี่ยว) กันได้ด้วยความเป็นผู้สม่ำเสมอกันอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า โส สเจ ฯปฯ กาตพฺพา ถ้าเขาเป็นคฤหัสถ์ย่อมเสมอกันโดยชาติ   บรรพชิตย่อมเสมอกันโดยศีล  ความวางตนสม่ำเสมอนี้    ควรทำแก่บุคคลนั้น


        ข้อความที่เหลือเข้าใจง่ายทั้งนั้น

 จบ ฏีกาสังคหสูตร

 

      หมายเหตุ ฏีกาสังคหสูตรนี้ แปลจากคัมภีร์สารัตถมัญชุสา  อังคุตรฏีกา จตุกนิบาตวัณณนาทุติยภาค  ฉบับมหาจฬา ฯ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
spob
วันที่ 5 ธ.ค. 2550

             เนื่องจาก วาจาสูตร อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นี้    อรรถกถาท่านไม่ได้แสดงอรรถาธิบายไว้   แต่ในคัมภีร์อังคุตรฏีกา ซึ่งเป็นฏีกาของสูตรนี้ ได้แสดงไว้ ข้าพเจ้าจึงได้นำมาแปลลงประกอบไว้ด้วย  เพื่อเป็นแนวทางศึกษาเนื้อความของพระสูตรนี้ได้อย่างถูกต้อง สืบไปขออนุโมทนา ฯ

ฏีกาวาจาสูตร


          วาจาสูตรที่ ๘ มีอรรถาธิบาย ดังนี้ ฯ          ข้อความว่า ด้วยองค์ทั้งหลาย  ได้แก่  ด้วยเหตุ ฯ   ก็ เหตุ ชื่อว่า องค์   เพราะมีความหมายว่า เป็นสิ่งอันเขารู้ได้โดยความเป็นเหตุ ฯ คำว่า องค์ มีความหมายว่า เป็นเหตุ ฯ    (หมายความว่า องค์ ๕ เหล่านี้ เป็นเหตุให้วาจาเป็นสุภาษิต - Spob)          พระบาลีว่า ปญฺจหิ องค์ ๕ ประการ   เป็นปัญจมีวิภัตติ   ใช้ในความหมายว่า เป็นเหตุ(คือให้แปลว่า เพราะองค์ ๕ ประการ    ดังนั้น ถ้าจะแปลข้อความในพระบาลีนี้ให้ตรงกับที่พระ-ฏีกาจารย์แนะนำ  ควรแปลว่า  วาจา เป็นวาจาสุภาษิต    ไม่เป็นทุพภาษิต    และเป็นวาจาไม่มีโทษ  วิญญูชนไม่ติเตียน ซึ่งเป็นไปแล้ว เพราะองค์  ๕  ประการ,  องค์  ๕  ประการเป็นไฉน ?- spob)

  
           ข้อความว่า สมนฺนาคตา ประกอบพร้อม แปลตรงตัวว่า มาตามพร้อม  หมายความว่าเป็นไป หรือ ประกอบ 

 
           ข้อความว่า วาจา   ได้แก่ วาจาที่ใช้สนทนา ฯ อนึ่ง คำว่า วาจา ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงวาจา,  วิญญัติ ที่แสดงว่าเป็นวาจา ,  วิรัติ ที่แสดงว่าเป็นวาจา,  เจตนาที่แสดงว่าเป็น วาจา ที่มาในปกรณ์ต่าง ๆ ดังนี้ คือ             - ที่แสดงว่า วาจา ตรง ๆ  ในธัมมสังคณี ว่า      "วาจา คิรา พฺยปฺปโถ วาจาที่พูดวาจาที่เปล่ง คำเป็นที่มา"     และในทีฆนิกายว่า      "เนลา กณฺณสุขา วาจาอันหาโทษมิได้สบายหู"              - ที่แสดงวิญญัติว่าเป็น วาจา   ในอัฏฐสาลี อรรถกถาธัมมสังคณี   ว่า วาจาย เจกตํ กมฺมํ ถ้ากรรม อันบุคคลทำแล้ว ด้วยวาจา
             
              - ที่แสดงวิรติว่าเป็น วาจา ในธัมมสังคณีว่า ยา จตูหิ วจีทุจฺจริเตหิ อารติ ฯปฯ เอวํ วุจฺจติ สมฺมาวาจาฯ ความงดเว้นจากวจีทุจริต ๔ ฯลฯ ที่เรียกว่า สัมมาวาจา              - ที่แสดงเจตนาว่าเป็น วาจา   ในธัมมสังคณีว่า ผรุสวาจา ภิกฺขเว อาเสวิตา ภาวิตา พหุลีกตา นิรยสํวตฺตนิกา โหติ    ภิกษุทั้งหลาย วาจาหยาบอันบุคคลส้องเสพ เจริญทำให้มากแล้ว ย่อมยังนรกให้เป็นไปพร้อม ฯ

               เพราะเหตุไร ?    เพราะไม่เป็นภาษิต (วาจาที่ใช้สนทนา) ฯ    เพราะตรัสไว้ว่า เป็นสุภาษิต วาจาที่สนทนากันดี, เป็นทุพภาษิต วาจาที่สนทนากันไม่ดี

              ข้อความว่า   สุภาษิต   ได้แก่ ภาษิตแล้วด้วยดี  ด้วยคำว่า สุภาษิต นี้ แสดงความที่สุภาษิตนั้นนำประโยชน์มาให้ ฯ

              ข้อความว่า  ไม่มีโทษ  ได้แก่ เว้นจากโทษมีราคะเป็นต้น ฯ    ด้วยคำนี้ แสดงความหมดจดแห่งเหตุ และความไม่มีโทษที่เป็นไปโดยนัยว่าถึงอคติ เป็นต้น แห่งวาจานั้น  ฯ  (หมายเหตุ – ในอรรถกถาสุภาษิตสูตร สคาถวรรค สังยุตตนิกาย     แสดงว่า วจีสุจริต ๔ มีเจตนาเป็นเครื่องเว้นจากมุสาวาทเป็นต้น เป็นเหตุแห่งวาจาสุภาษิต)    เพราะว่า เมื่อบุคคลผู้กล่าววาจา ซึ่งพ้นจากราคะโทสะเป็นต้น    การถึงความลำเอียง ชื่อว่า ถูกยกไว้เสียไกลทีเดียว   เพราะละเว้นจากการถูกทำให้พอใจ  ดังนี้แล ฯ

 
              ข้อความว่า วิญญูชนไม่ติเตียน หมายความว่า พ้นจากคำตำหนิ ฯ  ด้วยคำนี้ แสดงอาการทั้งปวงสมบูรณ์ ฯ  เพราะเมื่ออาการทั้งปวงสมบูรณ์ วาจาจึงเป็นคำที่วิญญูชนไม่ติเตียน ฯวิญญูชน ได้แก่ บัณฑิต ฯ     ด้วยคำนี้    แสดงว่า     คนพาลไม่เป็นประมาณในการตำหนิและสรรเสริญ ฯ              พระผู้มีพระภาค       เมื่อทรงแสดงองค์เหล่านั้นว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   วาจาประกอบด้วยองค์ ๕  ประการนี้แล    โดยประจักษ์ (โดยแยกยะให้ปรากฏ)   จึงทรงย้ำวาจานั้น ฯ               อนึ่ง ทรงปฏิเสธ   วาจามีการกล่าวคำเท็จเป็นต้น   ทั้งที่ประกอบด้วยองค์ประกอบมีปฏิญญา (คำรับรอง) เป็นต้น,  ด้วยบทต่างๆ มีคำนามเป็นต้น,  ด้วยบทที่มีลิงค์,  วจนะ, วิภัตติ,กาล, และการกะ ที่ถึงพร้อม นั้น ซึ่งชนเหล่าอื่น สำคัญ ว่าเป็น สุภาษิต, ฯ
                     
             ด้วยว่า วาจา แม้ประกอบด้วยองค์ประกอบเป็นต้น เห็นปานนั้น   นับเป็นวาจาที่เป็นทุ-พภาษิตแท้ เพราะไม่นำประโยชน์มาให้ทั้งแก่ตนและผู้อื่น ฯ
  
            แต่ หากแม้ว่าวาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการเหล่านี้  แม้นับเนื่องอยู่ในภาษาของชนชาวมิลักขะ หรือแม้นับเนื่องอยู่กับเพลงขับของหญิงชาวสีหฬผู้ถือหม้อน้ำ  ก็ตาม,  วาจาแม้เช่นนั้น เป็นสุภาษิตแท้ เพราะนำสุขทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระมาให้ ฯ            จริงอย่างนั้น ภิกษุผู้เจริญวิปัสสนา จำนวน ๖๐ รูป  กำลังเดินทาง ได้ยินหญิงชาวสีหลซึ่งเฝ้าข้างกล้าริมทางร้องเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชาติชราและมรณะ    ด้วยภาษาสีหลนั่นเทียวแล้วบรรลุพระอรหัตต์              ถึงภิกษุ ผู้เจริญวิปัสสนา นามว่า ติสสะ ก็เช่นกัน เดินไปตามทางใกล้สระปทุม ได้ยินเด็กหญิงที่หักดอกปทุมในสระร้องเพลงนี้ว่า


 ดอกบัวแดง บานแต่เช้าเทียว ถูกแสงอาทิตย์ทำลายไป,
 
 สัตว์ต่างๆก็เหมือนกัน ถึงความเป็นมนุษย์แล้ว
 
 ถูกกำลังแห่งชราย่ำยีเสียได้ ฯ


ดังนี้ แล้วบรรลุพระอรหัตต์             แม้ในกาลที่เว้นว่างจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า      บุรุษคนหนึ่ง กลับจากป่าพร้อมด้วยบุตร ๗ คน ได้ยินสตรีคนหนึ่ง กำลังใช้สากตำข้าวไปพลางร้องเพลงนี้ว่า

 
 สรีระนี้ อาศัยหนังอันเหี่ยวแห้ง ถูกชราย่ำยี,
 
 สรีระนี้ เป็นเหยื่อของมัจจุ ย่อมแตกไปเพราะความตาย ฯ
 
 สรีระนี้เป็นที่ที่อยู่ของหมู่หนอน, เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ
 
 สรีระนี้เป็นที่เก็บของสกปรก, สรีระนี้เสมอด้วยท่อนแห่งไม้นั้น ฯ

 
ดังนี้แล้ว พิจารณาอยู่ ก็บรรลุพระปัจเจกพุทธเจ้าพร้อมกับบุตรทั้งหลาย ฯ

 
          วาจาที่ประกอบด้วยองค์ห้าประการ ถึงแม้จะเป็นวาจาที่นับเนื่องในภาษามิลักขุ์ หรือแม้ที่นับเนื่องอยู่กับเพลงขับของนางเด็กหญิงผู้นำหม้อ , พึงทราบว่า วาจาแม้เช่นนั้น ก็เป็นสุภาษิตฯ สุภาษิตเท่านั้น ไม่มีโทษ และไม่เป็นที่ติเตียนแห่งกุลบุตร   ผู้วิญญูชน ประสงค์แต่ประโยชน์มุ่งหวังแต่เนื้อความ, มิใช่แก่ผู้มุ่งหวังพยัญชนะ ฯ

จบ ฏีกาวาจาสูตร


หมายเหตุ ฏีกาวาจาสูตรนี้ ข้าพเจ้า Spob แปลจากคัมภีร์สารัตถมัญชุสาอังคุตรฏีกา ตติยภาคฉบับมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย หน้า ๘๘ - ๘๙


 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
study
วันที่ 6 ธ.ค. 2550

ขออนุโมทนา คุณ Spob  ที่นำข้อความในฎีกามาลงเพื่อการศึกษาที่ละเอียดยิ่งขึ้น

 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 6 ธ.ค. 2550

สาธุ  สาธุ  สาธุ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
swanjariya
วันที่ 10 พ.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 

 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ