กัมมปัจจัย
 
บ้านธัมมะ
วันที่  29 พ.ย. 2550
หมายเลข  5700
อ่าน  3,348

     กัมมัง (การกระทำ คือ เจตนาเจตสิก) + ปัจจยะ (อาศัยเป็นไป) สภาพเป็นที่อาศัยเป็นไปโดยความเป็นกรรม หมายถึง เจตนาเจตสิกซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดปัจจยุบบัน (ผล) แบ่งเป็น ๒  ประเภท ได้แก่ สหชาตกัมมปัจจัย และนานักขณิกัมมปัจจัย            
     สหชาตกัมมปัจจัย ได้แก่ กรรมคือเจตนาเจตสิก ที่เกิดกับจิตทุกดวงเป็นปัจจัยแก่สภาพธรรมที่เกิดพร้อมกัน คือ เป็นปัจจัยแก่จิต เจตสิกอื่น จิตตชรูป และปฏิสนธิกัมมชรูปด้วย
     นานักขณิกกัมมปัจจัย ได้แก่ กรรม คือ เจตนาเจตสิก ที่เกิดกับกุศลจิตและอกุศลจิต เป็นปัจจัยแก่สภาพธรรมะที่เกิดต่างขณะ คือเป็นปัจจัยแก่วิบากจิต วิบากเจตสิก และกัมมชรูปที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อนันตรกัมมปัจจัย ก็เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัย แต่หมายเฉพาะเจตนาเจตสิกที่เกิดกับมรรคจิตทั้ง ๔  ซึ่งให้ผลไม่มีระหว่างคั่น คือ เป็นปัจจัยให้เกิดผลจืตสืบต่อจากมรรคจิตทันทีที่มรรคจิตดับไปแล้ว

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 29 พ.ย. 2550

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 80

          [๑๔]   กัมมปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะ โดยความปรุงแต่งเพื่อให้กิจต่างๆ สำเร็จลง  กล่าวคือ ๑.กุศลธรรมและอกุศลกรรม ก็เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ทั้งหลายและกฏัตตารูปทั้งหลาย  ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย  ๒ สภาวธรรมคือเจตนาทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับเจตนาและแก่รูปทั้งหลายที่มีเจตนาและธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับเจตนานั้นเป็นสมุฏฐานด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย  วรรณนานิทเทสแห่งกัมมปัจจัย
      พึงทราบวินิจฉัยใน กัมมปัจจัยนิทเทส ต่อไปบทว่า กมฺมํ ได้แก่ เจตนาธรรม  สองบทว่า กฏตฺตา จ รูปานํแปลว่า รูปที่เกิดขึ้นเพราะถูกกรรมทำ(กรรมสร้าง)บทว่า กมฺมปจฺจเยนความว่า  ด้วยอำนาจของนานากขณิกกัมมปัจจัย ที่สามารถให้ผลของตนเกิดขึ้นได้ในที่สุดแห่งโกฏิกัป มิใช่น้อยจริงอยู่ กุศลกรรมและอกุศลกรรม ย่อมไม่ให้ผลในขณะที่ตนเป็นไป ถ้าจะพึงให้ผล (ในขณะนั้น)ไซร้ คนทำกุศลกรรมที่เป็นเหตุให้เข้าถึงเทวโลกอันใดไว้ก็จะพึงกลายเป็นเทวดาในขณะนั้นทีเดียว ด้วยอานุภาพแห่งกรรมนั้น ก็กรรมนั้นที่บุคคลทำไว้ในขณะใด แม้จะไม่มีอยู่ในขณะอื่นจากนั้น ย่อมยังผลให้เกิดขึ้นในกาลที่บุคคลพึงเข้าถึงปัจจุบัน หรือต่อจากนั้น ในเมื่อมีการประกอบพร้อมแห่งปัจจัยที่เหลือ เพราะเป็นสภาพที่กรรมทำไว้เสร็จแล้ว เปรียบเหมือนการหัดทำศิลปะครั้งแรกแม้จะสิ้นสุดไปแล้ว  ก็ให้เกิดการทำศิลปะครั้งหลังๆในกาลอื่นได้ เพราะ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า นานากขณิกกัมมปัจจัย สองบทว่า เจตนาสมฺปยุตฺตกานํ  ธมฺมานํ ความว่า เจตนาอย่างใดอย่างหนึ่ง   เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตกับตน ด้วยบทว่า ตํ สมุฏฺา-นานํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอากัมมชรูปในปฏิสนธิขณะด้วย.คำว่า กมฺมปจฺจเยน  นี้ ตรัสหมายถึงเจตนาที่เกิดพร้อมกัน  จริงอยู่บรรดาธรรมมีกุศลธรรมเป็นต้น เจตนาอย่างใดอย่างหนึ่งช่วยอุปการะแก่ธรรมที่เหลือโดยความเป็นกิริยา กล่าวคือ ความพยายามแห่งจิต เพราะ-ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกว่า สหชาตกัมมปัจจัย พรรณนาบาลีในกัมมปัจจัยนี้เท่านี้ก่อน ก็กัมมปัจจัยนี้โดยอรรถได้แก่ เจตนาที่เป็นไปในภูมิ ๔ เจตนานั้นว่าโดยประเภทแห่งชาติ จำแนกออกเป็น ๔ ชาติ   คือกุศล  อกุศล วิบากและกิริยาใน ๔ ชาตินั้น กุศลว่าโดยภูมิมี๔  ภูมิด้วยอำนาจกามาวจร-ภูมิเป็นต้น อกุศลมี ๑  ภูมิเท่านั้น วิบากมี๔ ภูมิ กิริยามี ๓  ภูมิ ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยโดยการจำแนกด้วยประการต่างๆ ในกัมมปัจจัยดังกล่าวมาแล้วก็ในกัมมปัจจัย  มีจำแนกได้ดังกล่าวมาแล้ว กามาวจรกุศลเจตนาที่เกิดพร้อมกัน เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ สัมปยุต กับตนและรูป ที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ในปัญจโวการภพ ในจตุโวการภพ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตกับตนอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยอำนาจของสหชาตกัมมปัจจัย ส่วนเจตนาที่เกิดขึ้นแล้วดับไปเป็น ปัจจัย แก่วิบากขันธ์ของตนและกัมมชรูปโดยนานากขณิกกัมมปัจจัย ก็แลเจตนานั้นเป็นปัจจัยเฉพาะในปัญจโวการภพเท่านั้น หาเป็นในภพอื่นไม่

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 29 พ.ย. 2550

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 82       

           รูปาวจรกุศลเจตนาที่เกิดพร้อมกัน เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตกับตนและแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของสหชาตกัมมปัจจัย โดยส่วนเดียวแต่ รูปาวจรกุศลเจตนาที่เกิดขึ้นแล้วดับไป เป็นปัจจัยแก่วิบากของตนและกัมมชรูป ด้วยอำนาจของนานากขณิกกัมมปัจจัย อรูปาวจรกุศลเจตนา และ โลกุตตรกุศลเจตนาที่เกิดพร้อมกันเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตกับตน และแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานในปัญจ-โวการภพ ในจตุโวการภพ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตกับตนอย่างเดียวด้วยอำนาจของสหชาตกัมมปัจจัย และเจตนาทั้งสองนั้นที่เกิดขึ้นแล้วดับไปเป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ของตนๆ ด้วยอำนาจของนานากขณิกกัมมปัจจัย      อกุศลเจตนาที่เกิดพร้อมกันเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตกับตน และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานในปัญจโวการภพ ในจตุโวการภพ เป็นปัจจัยเฉพาะแก่อรูปขันธ์เท่านั้นด้วยอำนาจของสหชาตกัมมปัจจัย  อกุศลเจตนานั้นที่เกิดขึ้นแล้วดับไป เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์และกัมมชรูป ด้วยอำนาจของนานากขณิกกัมมปัจจัย วิบากเจตนาฝ่ายกามาวจรและรูปาวจร  เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตกับตนและเป็นปัจจัยแก่จิตตชรูปในปวัตติกาล แก่กัมมชรูปในปฏิสนธิ-กาล   ด้วยอำนาจของสหชาตกัมมปัจจัย.
     อรูปาวจรวิบากเจตนา เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตกับตนอย่างเดียวด้วยอำนาจของสหชาตกัมมปัจจัยโลกุตตรวิบากเจตนา เป็นปัจจัย แก่ธรรมที่สัมปยุตกับตน และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ในปัญจโวการภพ ในจตุโวการภพ เป็นปัจจัยแก่อรูปธรรมเท่านั้น ด้วยอำนาจของสหชาต-กัมมปัจจัย กิริยาเจตนา ที่เกิดในภูมิทั้งสาม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต และจิตตชรูป ในปัญจโวการภพ ด้วยอำนาจของสหชาตกัมมปัจจัย.  ก็กิริยาเจตนาที่เกิดในอรูปภพ    เป็นปัจจัยเฉพาะแก่อรูปธรรมเท่านั้น ด้วยอำนาจของสหชาตกัมมปัจจัย ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยแม้โดยธรรมที่เป็นปัจจ-ยุบบันในกัมมปัจจัยนี้ดังกล่าวมาแล้วแล.                                     

วรรณนานิทเทสแห่งกัมมปัจจัย  จบ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 29 พ.ย. 2550

ปัจจัยใหญ่ๆที่ทำให้สภาพธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นนั้นมี ๒๔ ปัจจัย กรรมเป็นปัจจัยให้วิบากเกิดขึ้น ฉะนั้นกรรมจึงเป็นกัมมปัจจัย เป็นปัจจัยหนึ่งใน ๒๔ ปัจจัย ขณะเห็นได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้โผฏฐัพพะนั้น เป็นวิบากจิตและวิบากเจตสิก ซึ่งเกิดขึ้นเพราะกัมม-ปัจจัย ไม่มีใครบันดาลให้เกิดขึ้นตามใจชอบได้เช่น ขณะนี้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ใครจะไม่ให้เห็น ไม่ให้ได้ยินได้บ้างในเมื่อเห็นเกิดขึ้นแล้วเพราะกรรมเป็นปัจจัยและได้ยินก็เกิดขึ้นแล้วเพราะกรรมเป็นปัจจัย

จากหนังสือปรมัตถธรรมสังเขป หน้าที่ ๖๓

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
พุทธรักษา
วันที่ 21 ต.ค. 2552

     ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
เซจาน้อย
วันที่ 25 ธ.ค. 2554

      ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
เข้าใจ
เข้าใจ
วันที่ 16 พ.ย. 2555

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนา ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
Kamakul
Kamakul
วันที่ 14 มี.ค. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ

หัวข้อแนะนำ