ถ้าไม่มีสภาพรู้เกิดขึ้นเลย จะมีอะไรปรากฏไหม?

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้า 303
๑๐. มิจฉาทิฏฐิสูตร (๑)
ว่าด้วยการละมิจฉาทิฏฐิ
[๒๕๔] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้เห็นจักษุแล โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ รู้เห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ รู้เห็นจักษุวิญญาณโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ รู้เห็นจักษุสัมผัสโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้
[เล่มที่ 77] พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า 290-292
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
[๑๖๒] ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นไฉน?
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.
[๑๖๓] ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นไฉน?
ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ.
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ได้กล่าวตั้งแต่ต้น ก็เห็นความตรง และความชัดเจนของการที่จะศึกษาพระธรรมตั้งแต่แรกเลย ท่านอาจารย์บอกว่า เข้าใจก็ต้องรู้ว่า เข้าใจอะไร อย่างไร และไม่เข้าใจก็ต้องรู้ว่า ไม่เข้าใจอะไร อย่างไร เหมือนว่าผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากพระธรรมต้องตรงมาก ไม่ใช่บอกว่าเข้าใจ แต่พูดไปพูดมาไม่รู้ว่าเข้าใจอะไร ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้รับสาระประโยชน์
ท่านอาจารย์: ถ้าใจร้อนก็อยากฟังเร็วๆ เยอะๆ เหมือนเข้าใจมาก แต่รู้จักเห็นแล้วหรือยัง?
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ก็พูดตรงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้นะครับ ก็เพื่อให้รู้ว่า ตามพระไตรปิฎกครับ ท่านอาจารย์กล่าวอย่างใน สฬายตนวรรค สังยุตตนิกาย มิจฉาทิฏฐิสูตร ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า เข้าใจถูกก็ต้องรู้ว่าถูกอะไร เข้าใจผิดก็ต้องรู้ว่าผิดอะไรอย่างไรนะครับ ก็มีภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้เห็นจักษุแล โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ รู้เห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ รู้เห็นจักษุวิญญาณโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ เป็นต้น
ก็กราบท่านอาจารย์ว่า พระองค์ก็ตรัสชัดเจนว่า รู้อะไร ก็ต้องรู้สิ่งที่กำลังมีจริงๆ เช่น เห็นอย่างนี้ สิ่งที่ถูกเห็นอย่างนี้ครับท่านอาจารย์ ทีนี้กราบท่านอาจารย์ว่า และแม้ในพระสูตรอื่นๆ พระองค์ก็ทรงแสดงโดยนัยยะเดียวกัน อย่างเช่น รู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงจะละอวิชชาได้ละอนุสัยได้ละอะไรได้หลายอย่าง พระองค์ก็ตรัสอย่างนี้ครับ ก็คือรู้อยู่เห็นอยู่ในตา ในสิ่งที่กระทบตา ในเห็น เป็นต้น แต่ว่ายากที่จะเข้าใจครับ แค่ว่าเข้าใจๆ อะไรก็ยาก เริ่มตั้งแต่เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขั้นฟัง การที่จะเข้าใจอะไร เช่นคำของพระองค์ก็ยาก แล้วการที่จะเข้าใจตัวจริงของธรรมก็ยิ่งยากเข้าไปอีก กราบเท้าท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงการที่จะรู้สิ่งที่รู้ได้ยากอย่างนี้นะครับ ต้องอาศัยธรรมอะไรเกื้อกูลอุปการะบ้างครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ต้องรู้ว่า คืออะไรก่อน! อะไรยาก เห็นไหม พูดคำไหนก็ต้องรู้ อยู่ดีๆ ยาก
อ.อรรณพ: ลอยๆ ไปเลย
ท่านอาจารย์: เลยไม่รู้อะไร
อ.อรรณพ: ยากที่จะรู้อย่างในพระสูตรนี้ครับ ยากที่จะรู้จะเห็นตามความเป็นจริง ในแม้รูป คือสิ่งที่เพียงกระทบตาครับ
ท่านอาจารย์: ใครรู้จักเห็นบ้าง? พูดแต่เรื่องเห็นไปยาวมาก ใครรู้จักเห็นบ้าง?
ตลอดชาตินี้นะไม่ใช่เฉพาะวันนี้ ใครรู้จักเห็นบ้าง? ไม่ใช่แค่ฟังว่า มีเห็น รู้ว่ากำลังพูดเรื่องเห็น แต่รู้จักเห็นหรือเปล่า?
อ.อรรณพ: นี่ครับ คือที่ว่ายาก ก็คืออย่างนี้ครับ ฟังเห็น ก็เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วก็ฟังเรื่องเห็นอยู่หลายสิบปีในชาตินี้ แต่ยากที่จะรู้ตรงลักษณะ
ท่านอาจารย์: ย้อนกลับมาตั้งต้นใหม่ เห็นไหม ต้องตั้งต้นใหม่ ถ้าไม่มีสภาพรู้เกิดขึ้นเลย คิดดีๆ นะ ถ้าไม่มีสภาพรู้เกิดขึ้นเลย จะมีอะไรปรากฏไหม?
อ.อรรณพ: ไม่มีครับ
ท่านอาจารย์: แค่นี้! ถ้าไม่พูดถึงสภาพรู้ ใครคิดถึงสภาพรู้บ้าง? ทั้งๆ ที่มีสภาพรู้ตลอดตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกขณะที่มีสิ่งใดปรากฏเพราะมีสิ่งที่รู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏ เช่นขณะนี้ ทุกคนเห็นดอกไม้ เห็นดอกไม้ใช่ไหม? แต่รู้ไหมว่า ถ้าไม่กระทบตา จะมีการเห็นสิ่งที่กระทบตา และคิด กว่าจะเป็นดอกไม้แต่ละดอก มาจากเห็นแล้วก็จำแล้วก็สืบต่อกันเร็วมาก จนกระทั่งสิ่งที่ปรากฏเพียงเส้นผมเส้นเดียว ก็ต้องอาศัยกระทบตาจึงปรากฏ กว่าจะจำได้ กว่าจะรู้ว่าไม่ต้องเรียกสีสันอะไรเลยทั้งสิ้น แต่รูปร่างสัณฐานที่ปรากฏว่าจำเป็นผมไปแล้ว
ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้น อะไรก็ไม่ปรากฏ และเมื่อมีธาตุรู้แล้ว ไม่รู้ไม่ได้ เมื่อมีธาตุรู้เกิดขึ้น ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ต้องตรง เพียงแค่สิ่งที่กระทบตาเท่านั้นที่ขณะนี้จะปรากฏให้เห็นได้ ถ้าไม่กระทบตาไม่มีทางที่จะปรากฏให้เห็น
เห็นไหม เกิดมาทำไม เกิดมาไม่รู้ความจริงแล้วก็ตายไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ก็เพิ่มพูนความไม่รู้ขึ้น แต่เมื่อมีผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง ทรงแสดงสิ่งที่มีค่าที่สุดให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย ค่อยๆ รู้จักผู้ที่ได้ตรัสรู้ และทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มี สามารถฟังไตร่ตรองค่อยๆ รู้ความจริงของสิ่งนั้นได้
เพราะฉะนั้น ความเห็นถูก คือความจริง เห็นอะไรถูก? เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏว่ามีนี่แหละตามความเป็นจริงทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะถึงการที่สิ่งนั้นเกิดจึงมี เกิดแล้วก็ดับไป รู้ทุกข์ ทุกขะ ประโยชน์อะไร ไม่มี แล้วก็มี แล้วก็หามีไม่ หาไม่เจออีกเลย เกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีก
เพราะฉะนั้น จะรู้ความจริงต้องรู้ทุกข์นี่ใช่ไหม? หรือใครยังพอใจสิ่งที่เกิดแล้วดับ ไม่กลับมาอีกเลย! สิ่งที่ถูกเห็นดับไม่กลับมาให้เห็นอีกเลย เสียงที่ได้ยินดับไม่กลับมาให้ได้ยินอีกเลย ความจริงที่ถูกปกปิดด้วยความไม่รู้ทำให้ปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดรูปร่างสัณฐาน จำไว้ว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้เป็นคน ความจริงมีหรือเปล่า?
นี่ .. กว่าจะเข้าใจความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะรู้ความจริงซึ่งลึกซึ้ง เพียงแค่ฟังเข้าใจหรือเปล่า? มั่นคงหรือเปล่า? สามารถรู้ความจริงได้ไม่ใช่เพียงขั้นฟัง แต่ต้องตรงต่อความจริงจนกระทั่งสามารถประจักษ์แจ้งได้
เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เราฟังแล้วกี่คำ? ถึง ๑๐๐ ปีหรือยัง? แต่ไม่รู้มานานเท่าไหร่!!
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ ผมเองก็ไม่ได้นับว่า ท่านอาจารย์กล่าวเรื่องเห็น แล้วก็ถามว่า รู้จักเห็นหรือยัง กี่ครั้ง แม้แต่ตัวเองที่ได้ฟังก็ไม่ได้นับว่ากี่ครั้งนะครับ ก็นึกถึงที่สนทนาเมื่อเช้านี้กับคุณหมอกันนะครับ คุณหมอคิงก็บอกว่า ฟังซ้ำเท่าไหร่ๆ คุณเปียวบอกไม่เบื่อ แล้วคุณหมอคิงบอกว่าได้ประโยชน์ที่ได้ฟัง ผมก็ยิ่งเข้าใจครับว่า ที่พระองค์ตรัสอย่างเช่น ในพระสูตรนี้ รู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงจะละความไม่รู้ความเห็นผิด และอกุศลต่างๆ นี่มากมายหลายพระสูตรพระองค์ก็ทรงแสดงว่า ก็ต้องรู้ ต้องเห็นตามความเป็นจริงในสิ่งที่กำลังมี เช่น สิ่งที่กระทบตา เห็น พระองค์ก็สรุปแสดงอย่างนี้หมดเลยครับ ซึ่งก็ซ้ำอยู่อย่างนี้ครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
๑๐. มิจฉาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยการละมิจฉาทิฏฐิ
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ [วิภังค์]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ
