รู้สิ่งที่เกิดแล้วเดี๋ยวนี้

[เล่มที่ 31] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้า 456
๗. ปฐมสุริยูปมสูตร
(ว่าด้วยสิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อนการตรัสรู้อริยสัจ)
[๑๗๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่จะขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง ฉันใด สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อนแห่งการตรัสรู้อริยสัจจ์ ตามความเป็นจริง คือ สัมมาทิฏฐิ ฉันนั้นเหมือนกัน อันภิกษุผู้มีความเห็นชอบ พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลาย พึงกระทำความเพียร เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีฏิปทา.
จบปฐมสุริยูปมสูตรที่ ๗
ท่านอาจารย์: ไม่ง่ายที่จะรู้ว่า เดี๋ยวนี้เห็นเกิด แต่ฟังแล้วถ้าเห็นไม่เกิดจะมีเห็นไหม?
อ.วิชัย: ไม่มีครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้งและมั่นคงว่า ประโยชน์สูงสุด คือรู้สิ่งที่กำลังมีซึ่งเกิดแล้วจึงมี ทันทีที่เกิดแล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรเหลือเลยสักอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงต้องมีผู้ที่ทรงแสดงความจริงที่ละเอียดอย่างยิ่งของแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดจริงๆ เป็นทุกข์จริงๆ เพราะว่าเกิดแล้วดับทำไมหายไปเลย ก่อนเกิดก็ไม่มีพอเกิดมีแล้วก็ไม่มี แล้วเกิดทำไม มีทำไม มีให้ไม่รู้
อ.วิชัย: ท่านอาจารย์กล่าวว่า ถ้าเห็นไม่เกิดจะมีเห็นไหม? การรู้ว่าเห็นมี กับการรู้ว่าเห็นเกิด ต่างกันไหมครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้เห็นมี
อ.วิชัย: เห็นมีครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าเห็นไม่เกิด มีเห็นไหม? เห็นไหม แค่นี้
อ.วิชัย: ถ้าเห็นไม่เกิดไม่มีเห็นครับ
ท่านอาจารย์: ถูกต้อง เพราะฉะนั้น เห็นเกิดแล้วเห็นดับหรือเปล่า?
อ.วิชัย: เห็นดับครับ
ท่านอาจารย์: ไม่รู้ใช่ไหม?
อ.วิชัย: ไม่รู้ครับ
ท่านอาจารย์: จึงไม่รู้ทุกข์ ซึ่งเพียงแค่ ไม่มี แล้วก็มี แล้วก็หามีไม่ ไม่เหลือเลยสักนิดเดียวทุกอย่าง หายไปหมด ทันทีที่เกิดก็ดับ ไม่กลับมาอีกเลย
ไม่ต้องทำอะไรเลย รู้ความจริง ค่อยๆ เข้าใจความจริง แล้วจะเข้าใจความจริงลึกซึ้งกว่านี้อีกมาก
จนมั่นคงว่า มีแต่ทุกข์ใช่ไหมไม่ว่าอะไรที่ปรากฏ เกิดทั้งนั้น ถ้าไม่เกืดก็ไม่มี
อ.วิชัย: ครับ ท่านอาจารย์ แล้วอะไรจะเป็นการเริ่มต้นรู้จักสิ่งที่มีจริงอย่างเห็น เป็นต้น แล้วมั่นคงในความเป็นธรรมจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: ก็ต้องเป็นคนตรง มีอะไรบ้างเดี๋ยวนี้ หรือไม่รู้อะไรเลย? เดี๋ยวนี้มีอะไร?
อ.วิชัย: อย่างที่กระผมกราบเรียนท่านอาจารย์ คือกำลังมีเห็นเกิดขึ้นครับ
ท่านอาจารย์: แล้วเห็นก็ดับไป ไม่รู้!!
อ.วิชัย: ครับ
ท่านอาจารย์: แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา แน่นอนที่สุด เพราะผู้ที่ตรัสอย่างนั้นเป็นผู้ที่ได้ตรัสรู้ความจริง เดี๋ยวนี้เอง!! ขณะได้ยินไม่มีเห็น ปานนั้นความลึกซึ้งของสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง เพราะไม่ปรากฏการเกิดขึ้นและดับไป
แต่ต้องฟังแล้วเป็นผู้ที่ละเอียดที่จะต้องตรงตามความเป็นจริง เห็น เปลี่ยนไม่ได้ เห็นจะได้ยินไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นเกิดขึ้นเห็น ขณะนั้นต้องไม่มีอะไรทั้งหมดนอกจาก เห็น กับสิ่งที่ปรากฏให้เห็น สิ่งที่ถูกเห็น ได้ยินก็มีไม่ได้ คิดก็มีไม่ได้ กลิ่นก็มีไม่ได้ อะไรก็ต้องไม่มีขณะนั้น นี่คือความจริงที่เปลี่ยนไม่ได้เลยเป็นความจริงถึงที่สุด จึงเป็นอริยสัจจธรรม
ใครไม่เห็นด้วย? ใครว่า ไม่จริง?
อ.วิชัย: เป็นความจริงครับ แต่ว่า ความเข้าใจที่จะรู้ตามสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้นี่ไม่ง่ายเลยครับ แม้ว่าตัวกระผมเองฟังคำที่กล่าวถึงเรื่องสิ่งที่มีจริง อย่างเห็น เป็นต้น นับครั้งไม่ได้เลยครับ แต่ก็ดูเหมือนกับพอได้ยินอีกก็เป็นสิ่งที่ใหม่เสมอ ไม่รู้จักในเห็นเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องเริ่มตรงต่อความจริง สัจจบารมี ความจริงเปลี่ยนไม่ได้ ไม่ว่าใครจะเปลี่ยนไม่ได้เลย แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ได้เปลี่ยนความจริง! ความจริงต้องเป็นความจริง!! จึงเป็นสัจจธรรม
อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ แล้วอะไรจะเป็นการเจริญขึ้นของความเข้าใจ ที่จะเหมือนกับท่านอาจรย์กล่าวในช่วงเช้า อย่างกระผมฟังรายการเจริญวิปัสสนาที่จะกล่าวธรรมแต่เบื้องต้นจนถึงความละเอียดของปัจจัยของธรรม ก็คือเพื่อรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามปกติตามความเป็นจริงอย่างนี้ครับท่านอาจารย์
ฉะนั้น การศึกษาพระธรรมในแต่ละคำมีมากมายเหลือเกิน ตลอด ๔๕ พรรษาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระมหากรุณาแสดงครับ แต่การที่จะศึกษาก็ดูเหมือนกับ เดี๋ยวก็ได้ยินคำนั้นบ้าง เดี๋ยวก็ได้ยินคำนี้บ้าง การศึกษาที่จะเป็นเบื้องต้นจริงๆ ที่จะเป็นแนวทางที่จะรู้ธรรม คืออย่างไร ครับ
ท่านอาจารย์: ศึกษาต้องมีสิ่งที่ถูกศึกษาใช่ไหม ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย!!
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้แหละควรศึกษาอย่างยิ่ง เพราะถ้าไม่ศึกษาจะไม่เข้าใจธรรมที่ผู้ได้ทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดง
อ.วิชัย: ท่านอาจารย์กล่าวถึง ถ้าจะศึกษาต้องมีสิ่งที่เป็นที่ให้ศึกษาครับ อย่างธรรมที่พระองค์ทรงแสดง ก็ทรงแสดงอย่างที่ผมกราบเรียนท่านอาจารย์ในเรื่องของสัมมาทิฏฐิ เรื่องของทุกข์ เรื่องของอริยสัจจะ เหมือนจะมีหลายๆ คำทั้งนั้นเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น พูดแต่ละคำนี่ สิ่งนั้นต้องมีจริงใช่ไหม?
อ.วิชัย: ต้องมีจริงครับ
ท่านอาจารย์: สัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิแปลว่าความเห็น สัมมาความเห็นที่ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง จึงชื่อว่าเห็นถูก แค่นี้! มั่นคงไหมว่า วันนี้ทั้งวันเห็นถูกหรือเปล่า?!
อ.วิชัย: วันนี้ทั้งวันเห็นถูกหรือเปล่า
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คำธรรมดาแต่ลึกซึ้ง และต้องตรง เพราะเป็นความเข้าใจถูกที่สามารถรู้ความจริงตามที่ได้กล่าวถึงแล้ว รู้สิ่งที่เกิดแล้วเดี๋ยวนี้ ชัดเจนไหม? ไม่รู้มากแค่ไหน!! รู้สิ่งที่เกิดแล้วเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ก่อนนั้น หรือนานแล้ว หรือยังไม่เกิด แต่เดี๋ยวนี้ที่เกิด รู้สิ่งที่เกิดแล้วเดี๋ยวนี้เพียงหนึ่งทีละหนึ่งพร้อมกันไม่ได้
อ.วิชัย: อย่างท่านอาจารย์ว่า เห็นมีไหม? เห็นเกิดขึ้นจึงมีเห็นนี่ครับ แล้วเห็นดับไหม? ดับ แต่ว่าความลึกซึ้งของสภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้ที่กำลังเกิดขึ้นเห็น ดูเหมือนการฟังก็เหมือนกับเพียงฟังครับ แล้วก็เพียงขั้นของการไตร่ตรองแล้วก็พิจารณา เพราะเหตุว่า ถ้าเห็นเกิดขณะนั้นไม่มีได้ยิน ถ้าขณะที่ได้ยินเกิดก็ไม่มีเห็น ก็ดูเหมือนกับเป็นเพียงการคิดเรื่องราวของธรรมครับที่จะรู้ว่า อ้อ! เห็นจึงดับนะ ได้ยินจึงเกิดขึ้น ได้ยินดับเห็นจึงมีได้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะมั่นคงไหม เห็นไม่ใช่ได้ยิน แค่นี้แหละ!! จะให้เห็นเป็นได้ยินได้ไง!! เห็นก็ต้องเป็นเห็น ได้ยินก็ต้องเป็นได้ยิน
อ.วิชัย: ครับ เพราะเป็นธรรมที่ต่างกัน จึงลักษณะของจิตที่ต่างประเภทกันครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ไม่กี่คำใช่ไหม?
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา กี่คำ?!! แล้วนี่ไม่กี่คำ แม้แต่คำเดียวก็ลึกซึ้งอย่างยิ่ง
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อนการตรัสรู้อริยสัจจ์ [ปฐมสุริยูปมสูตร]
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ [วิภังค์]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ
