ผู้ที่ตรงต่อเหตุผล ตรงต่อตัวเอง
ผู้ที่ตรงต่อเหตุผล เป็นผู้ที่ตรงต่อตัวเอง เป็นผู้มีใจจริง วาจาจริง เป็นผู้ที่ ไม่บิดเบือน จึงเป็นผู้ที่สามารถอบรมเจริญปัญญาที่จะขัดเกลากิเลสถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ มิฉะนั้นแล้วเพียงการบิดเบือนนิดเดียวก็จะไม่รู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด เพราะว่าจิตที่บิดเบือนไป บิดเบือนไปด้วยความต้องการ เพราะฉะนั้น ในขณะที่ต้องการที่ไม่เป็นกุศลจึงบิดเบือน และเมื่อบิดเบือนแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ขณะนั้นผิด ไม่ใช่ถูก เพราะว่าขณะนั้นเป็นโลภะ เป็นความต้องการ แม้เพียงเล็กน้อย เพียงบิดเบือน ก็เป็นผู้ไม่ตรงต่อการที่จะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เพราะว่าในขณะใดที่บิดเบือน หรือในขณะใดที่เป็นอกุศล ในขณะใดที่ไม่ตรง ในขณะใดที่ ไม่จริง ขณะนั้นไม่มีสติสัมปชัญญะ
ถ้าเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะจริงๆ บิดเบือนไม่ได้ หรือไม่ตรงไม่ได้ ไม่จริงไม่ได้ เพราะขณะนั้นเป็นผู้ที่กำลังมีสติสัมปชัญญะ และการที่สติสัมปชัญญะจะเกิด ระลึกลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม คิดดู ต้องเป็นสติสัมปชัญญะในขณะนี้ ที่ระลึกลักษณะแข็งที่กำลังปรากฏ หรือลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา หรือ เสียงที่กำลังปรากฏทางหู ต้องเป็นสติสัมปชัญญะจึงระลึกได้
ขณะใดก็ตามที่บิดเบือน หรือเป็นอกุศล ขณะนั้นไม่มีสติสัมปชัญญะ จึงไม่ใช่ผู้สะสมความเป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ เมื่อไม่ใช่ผู้ที่สะสมความสมบูรณ์ของสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะจึงไม่มีปัจจัยที่จะเกิดระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้สัจจะ ความจริง จึงเป็นบารมี เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่าขณะนั้นแสดงถึงความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะที่จะรู้ว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร
ชีวิตประจำวันในอดีตและปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นต่างๆ ของบุคคล ซึ่งบางท่านก็สะสมมาที่จะเป็นผู้ที่เห็นผิด บางท่านก็สะสมมาที่จะเป็นผู้ที่เห็นถูก ในแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ระลึกถึงเหตุผลที่เป็นสัจจธรรมที่เป็นความจริงได้ สำหรับผู้ที่สะสมมาที่จะมีสติสัมปชัญญะที่จะระลึกได้ว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด
