ถ้าไม่เข้าใจความละเอียดความลึกซึ้งจริงๆ ละไม่ได้

  
เมตตา
วันที่  24 ก.ย. 2569
หมายเลข  53158
อ่าน  46

[เล่มที่ 17] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้า 139

(๑) อาสวะที่ละได้เพราะการเห็น

[๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะเหล่าไหน ที่จะพึงละได้เพราะการเห็น? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับแนะนําในธรรมของพระอริยะ. ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนําในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่รู้ธรรมอันตนควรมนสิการ.เมื่อเขาไม่รู้ธรรมที่ควรมนสิการ ไม่รู้ธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ย่อมมนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ไม่มนสิการธรรมที่ควรมนสิการ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ที่ปุถุชนมนสิการอยู่เป็นไฉน? เมื่อปุถุชนมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญ ธรรมเหล่านี้ไม่ควรมนสิการ ซึ่งเขามนสิการอยู่.


อ.คำปั่น: เป็นพระสูตรที่ละเอียดมาก ก็แม้อย่างประเด็นที่ท่านอาจารย์ได้อธิบายเมื่อสักครู่นี้ก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งครับว่า อะไรที่ควรใส่ใจครับ แล้วก็อะไรที่ไม่ควรที่จะใส่ใจ นี่ก็เป็นข้อความที่ละเอียดแล้วก็ยากที่จะเข้าใจครับ แต่ว่าก็ขอโอกาสท่านอาจารย์อ่านต่ออีกนิดหนึ่งครับ เป็นข้อความที่ในพระสูตรที่ อ.ณภัทร ได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ครับว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ที่ปุถุชนมนสิการอยู่เป็นไฉน? เมื่อปุถุชนมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญ ธรรมเหล่านี้ไม่ควรมนสิการ ซึ่งเขามนสิการอยู่. ครับ ท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ตรงไหม?

อ.คำปั่น: ตรงครับ ทุกคำเป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งครับ ก็อย่างที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวทั้งหมดเลยครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ .. ไม่ใช่รู้อื่นรู้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้

อ.ชุมพร: กราบท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์กล่าวว่า ในชีวิตประจำวัน อะไรจริง อะไรเท็จ จากการที่ได้ยินได้ฟังคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เข้าใจว่า สภาพธรรมเกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว แม้จะรู้ว่า คนไม่มีจริง โต๊ะไม่มีจริง การเข้าใจแค่การฟังก็เป็นประโยชน์ที่จะรู้ว่า สิ่งนี้ไม่จริง แต่ความเข้าใจว่า สิ่งนี้ไม่จริงค่ะ ควรจะพิจารณาสิ่งที่ไม่จริงที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เช่นไรค่ะ กราบท่านอาจารย์ค่ะ

ท่านอาจารย์: พูดประโยคท้ายหน่อยสิ

อ.ชุมพร: ก็เป็นความต้องการใช่ไหมคะ ควรจะพิจารณา จริงๆ ค่ะท่านอาจารย์ สิ่งที่ปรากฏเสมอ ก็คืออัตตาตวตน แม้เราฟังว่าอัตตาไม่มีจริง ก็ขอความเมตตาจากท่านอาจารย์เพิ่มเติมค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความเห็นผิดมีจริงไหม?

อ.ชุมพร: มีจริงค่ะ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม! เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ว่า ขณะไหนที่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้นเป็นความเห็นผิด ไม่ใช่ความเห็นถูก เพราะสิ่งนั้นเกิดแล้วดับเร็วมากสืบต่อกัน ถ้าเพียงหนึ่งแล้วจะไม่ปรากฏว่าเป็นอะไรได้เลยทั้งสิ้น ต้องตรงต่อความจริง

อ.ชุมพร: ละเอียดทีเดียวนะคะ แม้เราจะรู้ชื่อว่า เป็นความเห็นผิด แต่เวลาความเห็นผิดเกิดขึ้นนี้แทบจะไม่รู้จักเลยค่ะ กราบท่านอาจารย์ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงเริ่มเข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส ทีละคำ ที่ลึกซึ้งสุดที่จะประมาณได้ เห็นผิดมานานเท่าไหร่!!

เพราะฉะนั้น ความเห็นผิดมีหลายระดับมาก ตั้งแต่อ่อนที่สุดจนไม่รู้ตัว ตื่นขึ้นมา เรา ไม่ต้องพูดสักคำ ตลอดวันเป็นความเห็นผิดอย่างบางเบา

แต่ถ้าเห็นผิดจนกระทั่งเป็นความเห็นผิดไปไหว้ต้นไม้ อะไรต่ออะไรสารพัด สิ่งศีลมงคลอันนั้นเป็นอย่างนี้ ก็แสดงให้เห็นว่า เริ่มรู้จักความเห็นผิดว่ามีมากมายหลายระดับ

เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นผิดว่ามีเรา สักกายทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ความเห็นผิด ผิดคือมิจฉา ความเห็นคือทิฏฐิ ความเห็นผิดมีตั้งแต่เป็นโน่นเป็นนี่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จึงเป็นอัตตานุทิฏฐิ เริ่มเห็นว่าโน่นเป็นหมอน นี่เป็นเก้าอี้ แต่อัตตานุทิฏฐิเป็นสิ่งอื่นหมด แต่ตรงนี้แหละตั้งแต่ศีรษะจดเท้าเป็นสักกายทิฏฐิ

เพราะฉะนั้น มีเราตรงนี้ สักกายทิฏฐิ คนอื่นครงนั้น อัตตานุทิฏฐิ แต่อย่างเดียวกันเลย เป๊ะ! แต่ถือว่าเป็นเราไม่ใช่เขา ก็ต่างกันแล้วใช่ไหม? เขาไปทำอะไรเราไม่เดือดร้อน แต่ว่าตรงนี้ สักกายะ นี่กระทบอะไรไม่ได้เดือดร้อนทันที เขาว่าเรา เขาชมเราก็ฟูขึ้นมา เดือดร้อนจากการที่ตื่นเต้นดีใจ เป็นเรา เห็นไหม!

เพราะฉะนั้น ธรรมจึงต้องเข้าใจทุกคำ มีคำว่าอัตตา อัตตาทั่วไปหมดแม้แต่เราก็อัตตา แต่อัตตาตรงนี้นี่มันมากกว่าอัตตาอื่นใช่ไหม ช้อนส่อมเป็นอัตตา ช้อนเป็นช้อน ส่อมเป็นส่อม โต๊ะเป็นโต๊ะ ก้าอี้เป็นเก้าอี้ แต่ความจริงเป็นสิ่งกระทบตาแล้วก็ดับ ต่อกันจนกระทั่งทำให้เหมือนอยู่ในโลกของความคิดนึก ซึ่งเหมือนอยู่ในโลกของความฝันยังไม่ตื่นว่า ไม่มีเรา ไม่มีอะไร

เพราะฉะนั้น นอกจากอัตตา โน่น นี่ นั่น ยังมีตัวเราซะอีก สักกายะ เพราะฉะนั้น พอพูดถึงสักกายะหมายความถึงความเห็นผิดว่า เป็นตัวตน เฉพาะของ คนหนึ่งๆ นี่เป็นสักกายะของเขา แต่อย่างอื่นเป็นอัตตา ถูกต้องไหม?

อ.ชุมพร: ถูกต้องค่ะ ก็เป็นความละเอียดอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นชีวิตประจำวันซึ่งแม้จะได้ยินได้ฟังคำว่า เป็นความเห็นผิด แต่เวลาความเห็นผิดจริงๆ เกิดขึ้นนี่ค่ะ ละเอียดลึกซึ้งยากที่จะเข้าใจ ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ให้ความละเอียดให้พิจสรณาว่า ความเห็นผิดมีหลายระดับ

ท่านอาจารย์: รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อเข้าใจพระธรรมที่ลึกซึ้ง พระองค์ตรัสรู้กว่านี้เท่าไหร่ นี่กี่คำในพระไตรปิฎก ๔๕ พรรษากี่คำ!!

ถ้าไม่เข้าใจความละเอียดความลึกซึ้งจริงๆ ละไม่ได้

เพราะฉะนั้น ถ้าศึกษาเพียงเผินๆ ไปจำเอาไปคิดเอาเท่านั้น ไม่พอที่จะรู้ว่า เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่ปรากฏจริงๆ ทางไหมล่ะ!!

ทางตาต้องไม่ใช่ทางหู คนละขณะแล้ว ทางตาต้องไม่มี แต่เดี๋ยวนี้เหมือนพร้อมกันนี่ เพราะการเกิดดับเร็วจึงเป็นโน่นเป็นนี่เป็นอัตตาหมด

แม้แต่เห็นอะไร? ก็เห็นคน นี่ก็อัตตาแล้วใช่ไหม?

ต้องมั่นคงปานนั้น กว่าจะค่อยๆ มั่นคงขึ้น ฟังต่อไปทุกชาติ แล้วก็มีปัจจัยที่จะทำให้เข้าใจด้วย

อ.คำปั่น: ก็กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างยิ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ อย่างข้อความที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวครับว่า เมื่อใดปัญญาเกิด เมื่อนั้นปัญญาก็เก็บไว้แล้วในจิต พร้อมที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดอีกเจริญขึ้นได้ ทั้งหมดเป็นอนัตตา ครับ ก็กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ครับ

ขอเชิญอ่านไดที่ ..

อาสวะที่ละได้เพราะการเห็น [สัพพาสวสังวรสูตร]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น อ.ชุมพร ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
chatchai.k
วันที่ 25 ก.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ