ภักดีต่อพระรัตนตรัย หรือเปล่า?

  
เมตตา
วันที่  4 ก.ย. 2569
หมายเลข  53046
อ่าน  40

[เล่มที่ 44] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้า 90-91

บทว่า เชตวเน ความว่า ชื่อว่า เชต เพราะชนะข้าศึกของตน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เชต เพราะประสูติในเมื่อพระราชาชนะเหล่าชนผู้เป็นข้าศึก. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เชต เพราะตั้งชื่อท่านอย่างนั้น เพราะต้องการให้เป็นมงคล. ชื่อว่า วนะ เพราะคบหา อธิบายว่า ทำความภักดีในตนให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยคุณสมบัติของตน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วนะ เพราะร้องขอ อธิบายว่า เหมือนร้องขอเหล่าสัตว์ว่า พวกท่านจงใช้สอยเรา ด้วยการขานเสียงร้องของวิหคมีดุเหว่าเป็นต้น ด้วยความเมาในความเพลิดเพลิน ด้วยดอกไม้และของหอมนานาชนิด และด้วยมือคือใบอ่อนของกิ่งไม้ที่ถูกลมอ่อนพัดโชย. สวนของเจ้าเชต ชื่อว่าเชตวัน. จริงอยู่ สวนนั้นพระราชกุมารพระนามว่าเชต ทรงปลูกสร้างให้เจริญและรักษาไว้ เจ้าเชตนั่นแหละเป็นเจ้าของสวนนั้น เพราะฉะนั้น สวนนั้นจึงเรียกว่า เชตวัน. ในสวนชื่อว่าเชตวันนั้น.

บทว่า อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ความว่า มหาเศรษฐีนั้น นามว่า สุทัตตะ โดยที่บิดามารดาตั้งชื่อให้ ก็ท่านเศรษฐีนั้นให้ก้อนข้าวแก่คนอนาถาเป็นนิตยกาล เพราะมีความสำเร็จในสิ่งที่ประสงค์ทุกประการ เพราะปราศจากมลทินคือความตระหนี่ และเพราะพรั่งพร้อมด้วยคุณ มีกรุณาเป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า อนาถปิณฑิกะ. ชื่อว่า อาราม เพราะเป็นที่ยินดีของสัตว์ คือ นักบวชโดยพิเศษ อธิบายว่า ผู้มาจากที่นั้นๆ ย่อมยินดีเพลิดเพลินไม่เบื่อหน่ายอยู่ ด้วยความงามของดอกไม้และผลไม้เป็นต้น และด้วยความสมบูรณ์แห่งองค์ของเสนาสนะ ๕ ประการ มีไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอาราม เพราะนำคนแม้ไปในที่นั้นๆ มายินดีเฉพาะในภายในตน ด้วยสมบัติมีประการดังกล่าวแล้ว.


อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ นั่นคือสมัยพุทธกาล ซึ่งมีเชตวนาราม อันเป็นที่มายินดี เป็นสวนที่มายินดีของเจ้าเชตที่จะได้ไปคบหากับความจริง คือได้ไปกราบพระบาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ทูลถามข้อธรรม หรือได้ฟังพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง ทีนี้มาถึงยุคนี้นะครับ แม้จะไปถึงพระเชตวันก็มีแต่สถานที่ ถ้าเราไม่ได้เข้าใจพระธรรมอะไร ก็คงไม่ได้เป็นที่มายินดี หรือที่ๆ จะไปคบหากับความจริงขณะนี้ แม้ที่เราอยู่ที่นี่เมืองไทยกรุงเทพนี่ครับ จะเข้าไปคบหากับความจริงอย่างไร?

ท่านอาจารย์: คบหากับความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ แล้วทรงแสดงที่ไหนเมื่อไหร่ ที่นั้นเป็นที่ๆ นำมาซึ่งความปลาบปลื้นยินดีอย่างยิ่งเหมือนพระเชตวัน เป็นที่ๆ มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ให้ได้ฟังได้ประพฤติได้ปฏิบัติตาม ได้ยินดี ฉันใด ที่ไหนตรงไหนที่ได้มีความเข้าใจพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ลึกซึ้งถูกต้อง จนกระทั่งมั่นคงปลาบปลื้มภักดี ที่นั่นก็เป็นที่ๆ สมควรที่จะคบหา

อ.อรรณพ: เป็นที่มายินดีที่ควรเข้าไปคบหากับพระธรรมความจริงของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือคบ แล้วก็มีความภักดี

ท่านอาจารย์ครับ ท่านใช้คำว่า ภักดี ครับ ภักดีคืออย่างไรครับ ภักดีต่อความจริง

ท่านอาจารย์: คบอะไร?

อ.อรรณพ: คบกับความจริง

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เมื่อรู้ว่า ความจริงเปลี่ยนไม่ได้ ไม่ว่ากาละสมัยไหนในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ทุกอย่าง ภักดีต่อความจริงที่เปลี่ยนไม่ได้นั้นไหม!!

อ.อรรณพ: ภักดีโดยที่จะไม่เปลี่ยนแปลง แล้วก็ด้วยความเคารพ ด้วยความยำเกรง ด้วยความเห็นประโยชน์ แล้วก็จะภักดีที่จะทำทุกอย่างเพื่อดำรงความจริงของพระองค์

ท่านอาจารย์: ด้วยความตรงต่อพระธรรม และประพฤติปฏิบัติตาม ไม่ใช่อยู่เฉยๆ ไม่ใช่ อ้อ! ความจริงเป็นอย่างนี้พอ แต่ว่าความจริง และได้อบรมเจริญปัญญาประพฤติแฏิบัติตามที่จะรู้แจ้งความจริงนั้นด้วย

อ.อรรณพ: จึงจะภักดีเมื่อประพฤติตาม

ท่านอาจารย์: ขณะนี้ธรรมเกิดดับ ลึกซึ้งไหม?

อ.อรรณพ: ลึกซึ้งที่สุดครับ

ท่านอาจารย์: ประพฤติตามหรือเปล่า? หรือว่า แค่นี้พอ?

อ.อรรณพ: รู้ว่าไม่พอครับ แต่ว่า

ท่านอาจารย์: จึงคบหายิ่งขึ้น จนภักดีมั่นคงจนใช้สอยประพฤติตามจนรู้แจ้งอริยสัจจธรรม

อ.อรรณพ: เป็นประโยชน์ และไพเราะยิ่ง เพราะเป็นความจริง จริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เป็นเครื่องเตือนให้สำนึก ภักดีต่อพระรัตนตรัย หรือเปล่า?

ใช้สอย ไม่ใช่เพียงแต่กล่าว พูดไปๆ ๆ แต่อบรมเจริญปัญญารู้แจ้งข้อความทั้งหมดที่ได้คบหาจนภักดีอย่างยิ่งต่อ สิ่งที่กำลังปรากฏ หรือยัง?

เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เป็นเรื่องที่ให้เห็นความลึกซึ้งของสภาพธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่จึงได้ตรัสรู้ความจริง

เพราะฉะนั้น ธรรมที่ลึกซึ้งนี่แหละ จะเป็นสิ่งที่ตื้นๆ เพียงแค่ไปจดจ้อง แล้วก็จะไปรู้ความจริง เป็นไปได้อย่างไร?

ไม่ได้คบหาอะไรเลยใช่ไหม แต่ถ้าคบหา ต้องคบหากับสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประจักษ์แจ้ง เห็น เดี๋ยวนี้ สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ ทุกอย่างเดี๋ยวนี้ ที่พระองค์ประจักษ์แจ้ง และตรัสว่า รู้สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้

อ.อรรณพ: ครับ ผมก็ซาบซึ้งว่า ผู้ที่จะภักดีต่อความจริง คือภักดีต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จริงๆ ก็ต้องเป็นพระอริยทั้งหลาย พอดีก็มีข้อความใน ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ อีกนิดครับ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่า ทรงมีคนภักดี เป็นอย่างไรครับ คือพระองค์ทรงมีคนที่ภักดีอย่างมั่นคงอยู่มาก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ทรงมีคนภักดี ซึ่งท่านก็จะอธิบายไปอีกมากซึ่งไพเราะเหลือเกินครับ

เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะภักดีจริงๆ ต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือผู้ที่ได้ใช้สอยความจริงที่พระองค์ทรงทรงแสดง จนได้บริโภคพระธรรมใช้สอยแล้ว ก็เห็นถึงประโยชน์สูงยิ่งของพระธรรมครับ

เพราะฉะนั้น ก็คือพระอริยะทั้งหลาย ส่วนผู้ที่เป็นกัลยาณปุถุชนก็สะสมไปตามส่วน ก็คบหาความจริง ค่อยๆ ภักดีกับความจริงไปตามลำดับครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ดีที่สุดเลยครับวันนี้ตั้งแต่ต้น ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
chatchai.k
วันที่ 5 ก.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ