ปลาบปลื้มยิ่งขึ้นเมื่อเข้าใจความลึกซึ้ง

[เล่มที่ 44] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้า 88-89
๕. เถรสูตร
ว่าด้วยพระเถระผู้ใหญ่เข้าเฝ้า
[๔๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคัลลานะ ท่านพระมหากัสสปะ ท่านพระมหากัจจานะ ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ท่านพระมหากัปปินะ ท่านพระมหาจุนทะ ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระเรวตะ และท่านพระนันทะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นท่านเหล่านั้นกำลังมาแต่ไกล ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นกำลังมา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นกำลังมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่อย่างนี้แล้ว ภิกษุผู้มีชาติเป็นพราหมณ์รูปหนึ่ง ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะเหตุเพียงเท่าไรหนอแล และธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์เป็นไฉน.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ชนเหล่าใดลอยบาปทั้งหลายได้แล้ว มีสติอยู่ทุกเมื่อ มีสังโยชน์สิ้นแล้ว ตรัสรู้แล้ว ชนเหล่านั้นแล ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ในโลก.
จบเถรสูตรที่ ๕
ท่านอาจารย์: มีทุกคำไว้สำหรับตรึกตรองใช่ไหม? มีทุกคำสำหรับให้รู้ความจริงที่ลึกซึ้งใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ใช่ที่สุดครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ร้องขอว่า อยู่นี่ ที่จะได้เข้าใจความจริง ใช้สอยด้วยการเข้าใจจนกระทั่งประพฤติตาม ไม่ใช่อยู่เฉยๆ จนรู้แจ้งอริยสัจจธรรม
อ.อรรณพ: ผมก็ซาบซึ้งในข้อความใน เถรสูตร ขุททกนิกาย อุทาน ครับ ซึ่งเป็นการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน แล้วในสมัยนั้นแล พระเถระทั้งหลายที่ชื่อในเถรสูตรนี่ ท่านก็อยู่ในพระเชตวันท่านก็มาเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แค่ผมฟังคำนะครับ ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ.พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีใกล้กรุงสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคัลลานะ ท่านพระมหากัสสปะ ท่านพระมหากัจจานะ ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ท่านพระมหากัปปินะ ท่านพระมหาจุนทะ ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระเรวตะ และท่านพระนันทะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นท่านเหล่านั้นกำลังมาแต่ไกล นี่ในพระวิหารเชตวัน ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นกำลังมา ท่านตรัสเรียกตรัสถึงพระเถระทั้งหลายท่านพระมหาเถระทั้งหลายว่า เป็นพราหมณ์เหล่านั้นกำลังมา ท่านก็เรียกท่านก็ตรัสถึงพระเถระทั้งหลายท่านพระมหาเถระทั้งหลายว่า เป็นพราหมณ์เหล่านั้นกำลังมา ดูกรภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นกำลังมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่อย่างนั้น ภิกษุผู้มีชาติเป็นพราหมณ์รูปหนึ่ง ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลชื่อว่าพราหมณ์เพราะเหตุเพียงเท่าไหร่หนอ และธรรมที่ทำให้บุคคลให้เป็นพราหมณ์ เป็นไฉน
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึงทรงเปล่งอุทาน (เพราะอยู่ในคัมภีร์อุทาน) นี้ในเวลานั้นว่า ชนเหล่าใดลอยบาปทั้งหลายได้แล้ว มีสติอยู่ทุกเมื่อ มีสังโยชน์สิ้นแล้ว ตรัสรู้แล้ว ชนเหล่านั้นแล ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ในโลก. จบเถรสูตร
กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ พระธรรมซาบซึ้ง แล้วแค่เป็นเหตุการณ์ใน พระเชตวนาราม ครับ ที่มีเหล่าพระภิกษุเข้ามาเพื่อคบหา แม้ท่านจะเป็นพระอรหันต์ผู้เลิศได้คุณแล้ว ท่านก็เดินมา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็น ท่านเข้ามาเพื่อคบหา ด้วยความภักดีในความจริงในพระธรรม ก็ซาบซึ้งอย่างยิ่งครับท่านอาจารย์
ก็เลยยิ่งซาบซึ้งว่า เมื่อวานที่สนทนาว่า ยิ่งฟังยิ่งเห็นในความลึกซึ้งของพระธรรมในแต่ละคำจริงๆ ครับ แม้คำว่า สวน วนา วนะ นี่ครับ ก็มีความไพเราะเช่นนี้ครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กำลังอุทานด้วยความปลาบปลื้มใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ปลาบปลื้มครับ
ท่านอาจารย์: แล้วจะปลาบปลื้มยิ่งขึ้นเมื่อเข้าใจความลึกซึ้ง และประพฤติปฏิบัติตาม จนสามารถที่จะลอยบาปออกไปหมดจนไม่เหลือเลย ไม่เก็บไว้เลย ลอยออกไปให้พ้นจนหมดสิ้น
อ.อรรณพ: จนกว่าจะถึงวันที่ลอยบาปจนหมดสิ้น ครับ แต่ต้องรู้จักบาปก่อนสำหรับพวกผม
ท่านอาจารย์: และหนทางที่จะลอยบาป ออกไปๆ ๆ จนไม่เหลือ
อ.อรรณพ: แม้บาปอย่างหยาบที่พอจะเห็นได้ ก็มีการขัดเกลาลอยออกไปชั่วคราวก็ยังดี
ท่านอาจารย์: ติดแน่นเสียจนยากแสนยากที่จะลอยออกไปได้
เพราะฉะนั้น จึงต้องคบหาด้วยความภักดีอย่างยิ่งในความเป็นจริง
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
๕. เถรสูตร ว่าด้วยพระเถระผู้ใหญ่เข้าเฝ้า
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ

