ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด
ท่านอาจารย์: นี่ก็เป็นเรื่องทุกขณะในชีวิตประจำวันทุกชาติไม่พ้นเลย แม้เดี๋ยวนี้ ล้อมรอบด้วยธรรมแล้วก็เป็นธรรมทั้งหมด ต้องมีความเข้าใจว่า เข้าใจอย่างนี้หรือเปล่า? จริงไหม? ลึกซึ้งแค่ไหน!! มั่นคงแค่ไหน!! มากพอแค่ไหนที่จะรู้ว่า ขณะนี้ธรรมคืออะไร? สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง!!
อ.อรรณพ: ครับ ท่านอาจารย์ได้กล่าวคำที่มีประโยชน์ยิ่งเลยครับ แล้วก็เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจเพิ่มขึ้นว่า ก็ฟังอย่างนี้แหละ ท่านอาจารย์ก็กล่าวเช่นนี้เพราะเป็นสิ่งที่เป็นความจริง ธรรมมี ๒ อย่าง นามธรรมรูปธรรม ท่านอาจารย์ก็กล่าวอธิบายด้วยภาษาที่จะเข้าใจได้ ก็ดู ซ้ำๆ ๆ ๆ เช่นนี้นะครับ แต่ก็เป็นความที่เข้าใจขึ้นครับท่านอาจารย์ เช่นคำว่า แวดล้อมไปด้วยธรรม
ท่านอาจารย์: เป็นธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้น จึงมีคำว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้น เปลี่ยนได้ไหม?
อ.อรรณพ: เปลี่ยนไม่ได้ เพราะไม่มีคน ไม่มีใคร แล้วธรรมแต่ละอย่างก็เกิดขึ้น ก็ต้องมีลักษณะอย่างนั้น มีกิจ มีอาการปรากฏ อะไรอย่างนั้นของเขาจริงๆ ไม่ใช่ตามตำรา แต่ว่า แปลกที่ว่า ก็ฟังอย่างนี้ซ้ำๆ แต่ว่าท่านอาจารย์ก็ไม่ได้พูดซ้ำแบบเปิดเทป แต่ท่านอาจารย์ก็จะประมวลแสดงในแต่ละครั้งซึ่งโดยสาระ ก็คือเพื่อความเข้าใจความจริงของสิ่งที่มี แต่ว่า มีความหลากหลายของการแสดงเพิ่มเติมตรงโน้นนิดตรงนี้หน่อย แล้วก็เหมาะกับอัธยาศัยของแต่ละคน
ที่ท่านอาจารย์เกื้อกูลบึตรชายคุณมาดี ก็เป็นประโยชน์มากเลย ซึ่งท่านอาจารย์พูดก็เป็นสาระเหมือนเดิม แต่ท่านอาจารย์ก็จะมีแง่มุมที่จะถามให้คิดที่อะไรที่แตกต่าง โดยเฉพาะที่ประทับใจกันมาก คือสีขาวสีดำเห็นอะไรได้ไหม? แข็งเห็นอะไรได้ไหม? เห็นเลยว่า ธาตุรู้ กับธาตุที่ไม่รู้อะไร นี่ต่างกันจริงๆ แล้วก็เพิ่มความเข้าใจในขั้นการฟัง ปริยัติ เพิ่มขึ้นในสภาพรู้ที่ต่างกับสภาพไม่รู้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยให้ปัญญาเจริญต่อไปจนสามารถที่จะประจักษ์แจ้งในธาตุรู้ที่มากมายทางมโนทวารจริงๆ ครับ
แล้วเมื่อกี้ก็เป็นคำที่เคยได้ยินมาแล้วแต่ได้ยินอีก ท่านอาจารย์กล่าวว่า ธาตุรู้ เกิดขึ้นแล้วจะไม่ให้รู้อะไรได้ไหม?! ก็เคยฟังแล้ว แต่ก็คิดว่า ก็เกิดความเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า จริงนะว่า สภาพรู้จะเกิดขึ้นไม่ให้รู้อะไรไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น สภาพรู้ คือจิต เจตสิก นี่ จึงต้องคู่กับสิ่งที่จิตรู้ และเจตสิกรู้ ก็คืออารมณ์ ตรงกับในพระไตรปิฎก อรรถกถา หมดทั้งสิ้นเลยครับ และในทำนองตรงข้าม รูปธรรม ก็คือสภาพที่ไม่รู้อะไร เขาก็เกิดจากปัจจัย แต่ถ้าเขาเกิดจากปัจจัยแล้วจะให้เขารู้ก็เป็นไปไม่ได้ จะให้จักขุปสาทรูปซึ่งเกิดจากกรรมเป็นปัจจัย แล้วจะให้จักขุปสาทรูปซึ่งเป็นรูปธรรม จะให้เขารู้สีก็ไม่ได้ แต่เขาเป็นรูปที่เกิดจากปัจจัยที่สามารถกระทบกับสีได้ แต่จะให้ตารู้สีก็ไม่ได้ ก็เป็นความซาบซึ้งที่ได้ฟังจากทางบ้านคุณมาดี (คุณตุ้ม) มา แล้วก็ฟังท่านอาจารย์ต่อด้วย ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็เห็นเลยว่า ทำไมจึงต้องแสดงธรรมนี่ซ้ำๆ แต่ไม่ได้เปิดเทปท่านอาจารย์ ก็จะกล่าวโดยที่มีเพิ่มเติมตรงโน้นตรงนี้ อะไรต่ออะไรที่จะช่วยเกื้อกูลอุปการะ เป็นคำที่อุปการะมากที่จะทำให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
ซึ่งเมื่อคืนก็มีการสนทนาธรรมกันตอนกลางคืนว่า เบื่อไหมที่จะฟังเรื่องซ้ำๆ เรื่องเห็น เรื่องได้ยิน หลายท่านท่านก็บอกไม่เบื่อเลย ก็เลยถามว่าทำไมถึงไม่เบื่อ ท่านก็มีเหตุผลตอบกันมากมายซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีในความเข้าใจของทุกท่าน ครับ และก็เหตุผลหนึ่งก็คือ ที่ไม่เบื่อนี่ นอกจากคือเป็นความจริง จริงๆ ที่ยังไม่รู้ครับท่านอาจารย์ เป็นความจริง จริงๆ ที่เริ่มรู้ขึ้น คือรู้แค่ไหน? แล้วก็เป็นความจริงที่ จริงๆ ที่รู้ว่า ยังไม่รู้แค่ไหน!!
กราบเท้าท่านอาจารย์ที่เกื้อกูลมาโดยตลอด แล้วท่านอาจารย์ก็เมตตากรุณาที่จะเกื้อกูลต่อไปครับ ก็เป็นประโยชน์มากครับ
ท่านอาจารย์: แค่เห็นอะไร ก็แสนยาก!!
อ.อรรณพ: ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม ต้องมั่นคง!! เห็นคน เห็นตุ๊กตา เห็นรองเท้า เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร?
เพราะฉะนั้น พระองค์เป็นผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงทุกอย่างหมด ละเอียดยิ่ง ลึกซึ้งอย่างยิ่งโดยประการทั้งปวง
มิฉะนั้นแล้ว เราจะสามารถเข้าใจไหมว่า ขณะนี้มีเห็นแต่ไม่ใช่เรา มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแต่ไม่ใช่อะไรเลยทั้งสิ้น นอกจากเป็นสิ่งที่มีจริงที่เปลี่ยนลักษณะไม่ได้ ที่เกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วจากขณะหนึ่งไปอีกขณะหนึ่ง ด้วยสภาพธรรมที่มีในขณะนั้นจนปรากฏเป็นโลกเป็นสิ่งต่างๆ มากมายมหาศาล และความจริงถึงที่สุด ก็คือเพียงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น รู้หรือไม่รู้ เท่านั้นเอง ตรงไหม!!
อ.อรรณพ: ตรงที่สุดเลย ครับ
ท่านอาจารย์: นี่คือ สัจจบารมี ตรงจนกว่าจะรู้แจ้งความจริงตามที่ได้ฟัง
อ.อรรณพ: ครับ ก็เป็นลาภอันประเสริฐ การที่อยู่แล้วก็เป็นไปในสังสารวัฏฏ์มานานแสนนาน แล้วก็ไม่รู้ว่า เคยได้ยินได้ฟังมาแล้วแค่ไหน แต่ก็คงไม่ได้มากมายอะไร เพราะความเข้าใจที่สะสมมาสะท้อนได้ว่า ยังรู้อะไรแค่ไหน และยังไม่รู้อะไรอีกแค่ไหนมากมาย ครับ
ก็เป็นลาภอันประเสริฐที่ชาตินี้ก็ยังได้ยินคำจริงของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยที่พระอริยะทั้งหลาย ท่านได้สืบต่อกันมาจนถึงสมัยนี้ที่ได้ยินได้ฟัง ก็เป็นโอกาสอันประเสริฐนะครับของคณะอาจารย์ที่จะได้กราบเรียนถามปัญหาธรรมของท่านอาจารย์ซึ่งจะเป็นปัญหาธรรมที่อาจารย์แต่ละท่านก็คงจะมีปัญหาธรรมมากราบสนทนากับท่านอาจารย์
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ
