ไม่ว่าเมื่อไหร่ความจริงต้องจริง

[เล่มที่ 60] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้า 147-148
ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ถูกความเสียใจครอบงำ ทรงดำริว่า เราต้องเป็นที่พึ่งของพราหมณ์ รุ่งขึ้นเสด็จเที่ยวโปรดสัตว์ในพระนครสาวัตถี ภายหลังจากเสวยเสร็จ เสด็จกลับจากบิณฑบาต ทรงส่งพวกภิกษุไปสู่พระวิหาร เสด็จไปสู่ประตูเรือนของเขากับด้วยสมณะติดตาม พราหมณ์ได้ยินความที่พระศาสดาเสด็จมา กล่าวว่า สหายของเราคงมาเยี่ยมเยียน ค่อยได้ความโปร่งใจ จัดแจงอาสนะไว้ พระศาสดาเสด็จเข้าไปประทับนั่งเหนืออาสนะที่จัดไว้ ตรัสถามว่า ดูก่อนพราหมณ์ เหตุไรจึงเศร้าหมองไปล่ะ ท่านไม่สบายอะไรเล่า กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ย่อมทรงทราบการงานที่ข้าพระองค์กระทำ จำเดิมแต่ตัดต้นไม้ที่ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี ข้าพระองค์เคยกราบทูลไว้ว่า เมื่อข้าวกล้านี้สำเร็จแล้ว ข้าพระองค์จักถวายทานแด่พระองค์ บัดนี้ห้วงน้ำใหญ่พัดข้าวกล้าของข้าพระองค์ไปสู่ทะเลเสียหมดเกลี้ยงทีเดียว ข้าวกล้าไม่มีเหลือสักหน่อย ข้าวเปลือกประมาณ ๑๐๐ เกวียน เสียหายหมด เหตุนั้นความโศกอย่างใหญ่โตจึงเกิดแก่ข้าพระองค์ ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ก็เมื่อท่านเศร้าโศกอยู่ สิ่งที่เสียหายไปแล้วจะกลับคืนมาได้หรือ กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน พระเจ้าข้า ตรัสว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านเศร้าโศกเพราะเหตุไร ขึ้นชื่อว่า ทรัพย์และข้าวเปลือกของสัตว์เหล่านี้ ถึงคราวเกิดก็บังเกิด ถึงคราวเสียหายก็เสียหาย สิ่งไรๆ ที่ถึงการปรุงแต่ง จะชื่อว่า ไม่มีความเสียหายเป็นธรรมดาน่ะ ไม่มีดอก ท่านอย่าคิดไปเลย พระศาสดาทรงปลอบเขาด้วยประการฉะนี้ เมื่อทรงแสดงธรรมอันเป็นที่สบายแก่เขา ตรัสกามสูตร เมื่อพระสูตรถึงปริโยสาน พราหมณ์ดำรงในโสดาปัตติผล พระศาสดาทรงทำให้เขาสร่างโศก เสด็จลุกจากอาสนะไปสู่พระวิหาร.
อ.คำปั่น: วันนี้ได้ฟังก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งครับ กราบท่านอาจารย์ครับ เวลาได้ฟังว่า ละเลยปรมัตถธรรมนะครับ ก็คือละเลยในการที่จะได้เข้าใจในความเป็นจริงของธรรมครับ เพราะว่าความหมายของปรมัตถธรรม ก็คือสิ่งที่มีจริงที่มีลักษณะที่ใครๆ ก็เปลี่ยนแปลไม่ได้ครับ นี่ก็คือความหมายครับ ทีนี้เวลาได้อ่านข้อความในพระไตรปิฎกที่เป็นเรื่องราวครับ ก็เหมือนกับจะเป็นผู้ที่เพลินกับเรื่องราว ก็เหมือนกับเลยความเป็นจริงของธรรมไปเลยครับท่านอาจารย์ครับ
ก็จะขอโอกาสท่านอาจารย์ได้เกื้อกูลตรงนี้ด้วยครับ เพราะว่าธรรมมีจริงทุกขณะ ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลยครับ อย่างข้อความในพระไตรปิฎก อย่างข้อความตอนหนึ่งที่มีปรากฏในกามชาดก ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เกื้อกูลพราหมณ์ท่านหนึ่ง ที่ข้าวกล้าเสียหายหมด พราหมณ์ก็โศกเศร้า ซึ่งถ้าหากว่าข้าวกล้าไม่เสียหาย พราหมณ์ผู้นี้ก็จะเก็บผลผลิตได้ประมาณ ๑๐๐ เล่มเกวียน แต่ปรากฏว่า เพียงชั่วข้ามคืนพายุลงกระหน่ำอย่างมากทำให้ไร่นาเสียหายหมดเลย พราหมณ์ผู้นี้ก็เกิดความเศร้าโศกอย่างมากเลยนะครับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยทรงเห็นการสะสมมาของพราหมณ์ผู้นี้ที่จะได้รู้แจ้งธรรมถึงความเป็นพระโสดาบัน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จมาเกื้อกูล โดยที่พระองค์ก็ได้ตรัสถามด้วยข้อความธรรมดาว่า เพราะเหตุใดท่านจึงเศร้าโศก พราหมณ์ก็ได้กราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ที่เกิดความเศร้าโศกก็เพราะว่า ข้าวกล้าเสียหายครับ ทีนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสครับ ก็ขอโอกาสท่านอาจารย์ว่าในความละเอียดที่จะเกื้อกูลให้ได้เข้าใจในความเป็นจริงของธรรมที่จะไม่ละเลยปรมัตถธรรมคืออย่างไรครับ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ดู กร พราหณ์ ท่านเศร้าโศกอยู่ สิ่งที่เสียหายไปแล้วจะกลับคืนมาได้หรือ?! นี้ก็เป็นพระดำรัสตรัสถามครับ แล้วพราหมณ์ก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอนพระเจ้าข้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ท่านเศร้าโศกเพราะเหตุอะไร ขึ้นชื่อว่าทรัพย์และข้าวเปลือกของสัตว์เหล่านี้ถึงคราวเกิดก็บังเกิด ถึงคราวเสียหายก็เสียหาย สิ่งไรๆ ที่ถึงการปรุงแต่ง จะชื่อว่าไม่มีความเสียหายเป็นธรรมดาน่ะ ไม่มีดอก ท่านอย่าคิดไปเลยครับท่านอาจารย์
ก็ พอฟังอย่างนี้ก็เพลินไปกับเรื่องที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเกื้อกูลครับ ก็แน่นอนครับว่าพระธรรมเป็นประโยชน์อย่างมาก เป็นประโยชน์มหาศาลจริงๆ จนเป็นเหตุทำให้พราหณ์ผู้นี้ได้รู้แจ้งธรรมถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ที่คลายจากความเศร้าโศกได้ เป็นผู้ที่ส่างโศกได้ครับ
แต่ในฐานะที่เป็นผู้ฟังอย่างกระผม พอได้อ่านข้อความนี้ก็เพลินไปกับเรื่องราวครับ ก็เหมือนกับว่า เลยตัวจริงของธรรมไปเลยครับก็กราบท่านอาจารย์ได้เกื้อกูลด้วยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะอะไร?
อ.คำปั่น: เพราะอะไร ใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม เพราะไม่รู้ความจริงขณะนั้นอย่างพราหมณ์
อ.คำปั่น: อืม .. ชัดเจนมากเลยครับท่านอาจารย์ เพราะไม่ได้รู้ความจริงเหมือนอย่างพราหณ์
ท่านอาจารย์: ไม่ต้องเป็นพราหมณ์ค่ะ ผู้ใดก็ตามที่ได้สะสมมาแล้วเราไม่รู้เลย กำลังพูดอย่างนี้ความเข้าใจก็ต่างกันแล้วใช่ไหม?
อ.คำปั่น: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าสะสมมาถึงขนาดอย่างพราหมณ์ พูดคำธรรมดาที่เราคุยกันนี่ ไม่ต้องไปข้าวเสียหายหรอก รู้ความจริงได้
อ.คำปั่น: ครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ เป็นประโยชน์มากเลยครับ ก็เตือนอย่างมากเลย ความเข้าใจยังไม่มียังไม่เกิดขึ้นยังไม่เจริญขึ้นจึงเป็นอย่างนั้นไม่ได้ แต่ถ้าได้สะสมมามีความเข้าใจ ก็สามารถที่เข้าใจในความเป็นจริงได้ครับท่านอาจารย์ครับ
เป็นประโยชน์มากที่ได้ฟังได้ศึกษาที่ได้ฟังเรื่องของธรรม แล้วๆ เล่าๆ นี่ครับ จึงเป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งเป็นประโยชน์มหาศาลจริงๆ ครับ คำนี้เป็นคำที่พูดทีไรก็ซาบซึ้งในพระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซาบซึ้งในความเกื้อกูลที่ท่านอาจารย์ได้เกื้อกูลในแต่ละครั้งครับ เป็นประโยชน์ที่ทำให้ไม่ลืมในความเป็นจริงของธรรมจริงๆ ครับ แม้แต่ที่ท่านอาจารย์ได้ถามกระผมเมื่อสักครู่นี้ ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ต้องเก็บไว้ในหทัยเลยครับว่า เพราะยังไม่ได้เข้าใจอย่างนั้นครับ ก็จะได้ฟังได้ศึกษาเพื่อความเข้าใจต่อไปครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเมื่อไหร่ความจริงต้องจริง ถ้าเป็นที่เรากำลังพูดนี่ สมัยที่มีคนไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วพระองค์ตรัสอย่างนี้ที่คุณคำปั่นพูดนี่นะ ความเข้าใจของคนไม่เท่ากันใช่ไหม?
อ.คำปั่น: ไม่เท่ากันครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ระดับของพราหมณ์ที่ฟังแล้วรู้ความจริง สามารถเป็นไปได้ทุกขณะโดยความเป็นอนัตตา
อ.คำปั่น: ครับ นี้ก็ยิ่งชัดเจนมากเลยครับ
ท่านอาจารย์: ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลยว่า ที่กำลังฟังวันนี้เดี๋ยวนี้ ที่กำลังฟังวันก่อน เมื่อที่กำลังฟังเดือนก่อน และปีต่อๆ ไป ความเข้าใจระดับไหน ใครรู้ แต่ปัญญาทำหน้าที่ของปัญญาจนกระทั่งถึงขณะที่อนัตตาชัดเจน เพราะว่า ถึงเดี๋ยวนี้ก็ต้องเข้าใจในความเป็นอนัตตา เพิ่มขึ้นๆ ๆ จึงจะละอัตตาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า เอาตัวอนัตตาเอาคำอนัตตามาละ แต่สิ่งที่เคยเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดนี่ พอมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า ไม่ใช่สิ่งนั้น เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง นั่นคือเข้าใจในความเป็นอนัตตา
เพราะฉะนั้น เข้าใจอย่างนี้แหละ มากจนกระทั่งได้ฟังอย่างนั้น เมื่อเหตุพร้อมที่จะเกิดขึ้น ใครยับบั้งไม่ไม่ได้
อ.คำปั่น: ครับท่านอาจารย์ ปลาบปลื้มอย่างยิ่งครับ ซาบซึ้งจริงๆ ครับ ก็เห็นประโยชน์ของการได้ค่อยๆ สะสมความเข้าใจในความเป็นจริงของธรรม และธรรมมีจริงทุกขณะ ไม่ต้องไปหาที่ไหนจริงๆ ครับ การรู้ธรรมก็รู้ในสิ่งที่มีจริงๆ เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย ไม่ต้องไปทำอะไรเลยครับ ความเป็นอนัตตาจริงๆ ครับ
ก็ได้ฟังท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ก็เป็นข้อความเป็นถ้อยคำที่เป็นไปเพื่อปรารภความเพียรจริงๆ เป็นประโยชน์เกื้อกูลให้มีความเพียรความอดทน มีความจริงใจ เห็นประโยชน์ที่จะฟังที่จะศึกษาธรรมต่อไปจริงๆ ครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
กามและโทษของกาม [อรรถกถากามชาดก]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ
