เริ่มรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง

  
เมตตา
วันที่  7 ส.ค. 2569
หมายเลข  52874
อ่าน  20

[เล่มที่ 43] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้า 436

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมจริยาย คือ เพราะความประพฤติ ระงับซึ่งอกุศลธรรมทั้งปวง.

บทว่า ตสฺมา ความว่า บุคคลที่พระศาสดาตรัสเรียกว่า "พราหมณ์" เพราะความเป็นผู้มีบาปอันลอยแล้ว, บุคคลที่พระศาสดาตรัสเรียกว่า "สมณะ" เพราะความประพฤติสงบซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลาย. เหตุนั้น ผู้ใดประพฤติขับไล่ คือขจัดมลทินมีราคะเป็นต้นของตนอยู่, แม้ผู้นั้น พระศาสดาก็ตรัสเรียกว่า "บรรพชิต" เพราะการขับไล่นั้น.


อ.คำปั่น: ท่านอาจารย์ครับ พอได้ฟังเป็นประโยชน์มากเลยนะครับแม้แต่คำว่า สมการี ครับ เป็นผู้กระทำสม่ำเสมอ ซึ่งแน่นอนครับว่า เวลาได้ยินคำว่า สมะ สมะ นี่ก็ บางท่านก็จะมุ่งไปที่ โลภะ สม่ำเสมอ อันนั้นคือความเป็นอกุศล อันนั้นก็ไม่ได้พูดถึงโดยนัยยะนี้แน่นอนนะครับ

เพราะว่าถ้ากล่าวถึงในความหมายของประพฤติเสมอนี้ครับ กระผมก็มีข้อความใน ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ครับ ที่อธิบายถึงความประพฤติเสมอครับ ก็มีความหมายว่า ความประพฤติเรียบร้อย ซึ่งมีคำอธิบายว่า หมายถึงการประพฤติสงบระงับซึ่งอกุศลธรรมทั้งปวงครับท่านอาจารย์ครับ ประพฤติสงบระงับซึ่งอกุศลธรรมทั้งปวงครับจะมีความละเอียดอย่างไรครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่เพียงแค่เรียบร้อยใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม แต่ละคำลึกซึ้งเพราะเป็นธรรม สิ่งที่มีจริง เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ปรุงแต่งหลากหลายมากหลายระดับ

เพราะฉะนั้น ก็ต้องตรงต่อความเป็นจริง

อ.คำปั่น: ครับ แต่ละคำก็เกื้อกูลอย่างยิ่งเลยครับ ในความเป็นจริงของธรรม หรือแม้แต่ข้อความที่ อ.อรรณพ ได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่ใน ปเจตนสูตร ในพระสูตรนี้ก็แสดงให้เห็นเลยนะครับว่า ผู้ที่ยังละความคด ความเป็นโทษ ยังละมลทิน คือกิเลสทั้งหลายไม่ได้นะครับ ก็เป็นผู้ที่ตกไปจากพระธรรมวินัยครับท่านอาจารย์ครับ คือเตือนทั้งหมดเลยครับ ทุกข้อความเป็นประโยชน์เกื้อกูลจริงๆ ครับ

และ แม้แต่ข้อความในอรรถกถา อันนี้ก็มีความละเอียดมากที่มีคำอธิบายไว้ ให้เห็นถึงความเป็นจริงเลยครับว่า แม้ผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลยังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ ท่านก็มีขณะที่กิเลสเกิดขึ้น เพราะว่าผู้ที่จะไม่มีกิเลสเกิดขึ้นเลย นี่ก็คือพระอรหันต์ หรือว่าพระขีณาสพ ครับ

กระผมขออนุญาติอ่านข้อความในอรรถกถา ครับว่า พระอริยบุคคล ๓ ประเภทข้างต้น ชื่อว่าตกไปแล้วจากคุณงามความดีในขณะที่กิเลสทั้งหลายฟุ้งขึ้น ส่วนพระขีณาสพ ชื่อว่า ตั้งมั่นอยู่แล้วโดยส่วนเดียวโดยแท้ครับท่านอาจารย์ ก็เป็นความเป็นจริงครับท่านอาจารย์ว่า ในขณะที่กิเลสเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ขณะนั้นก็คือตกไปแล้วจากคุณความดี อันนี้ก็ละเอียดมากเลย ต้องกราบท่านอาจารย์ในความละเอียดของธรรมจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วผู้ที่ยังไม่ใช่พระโสดาบัน ลองซิ ตกไปแค่ไหน?

อ.คำปั่น: ครับ ก็มีครับ ก็ละเอียดมากเลยครับ ก็มีข้อความแสดงไว้ครับว่า ในบรรดาบุคคลเหล่านั้น โลกียมหาชน ชื่อว่า ตกไปแล้วจากคุณความดี ส่วนพระอริยบุุคคลมีพระโสดาบัน เป็นต้น ชื่อว่าตั้งมั่นอยู่แล้วในคุณความดี อันนี้คือแสดงเป็นเบื้องต้นก่อนที่จะแสดงถึงในความเป็นไปของผู้ที่เป็นพระอริยบุคคล ๓ ข้างต้นครับว่า เป็นผู้ตกไปจากคุณความดีในขณะที่กิเลสเกิดขึ้นในขณะที่กิเลสฟุ้งขึ้น ส่วนพระขีณาสพเป็นผู้ตั้งมั่นโดยส่วนเดียวครับท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ก็ชัดเจนนะ

อ.คำปั่น: ครับ ก็เป็นประโยชน์มาก

ท่านอาจารย์: ความต่างกันของปุถุชน โลกียปุถุชนกับพระอริยบุคคล จนถึงพระอรหันต์

อ.คำปั่น: ครับ เป็นประโยชน์มากครับ และกราบขอบพระคุณ อ.อรรณพ อย่างยิ่ง ที่ได้กล่าวถึงความเป็นจริงของธรรม แล้วก็เป็นประโยชน์ที่ได้ฟังความละเอียดจากท่านอาจารย์เพิ่มเติมครับ ก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลทั้งหมดเลย ก็เป็นการได้ค่อยๆ สะสมความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยจริงๆ ครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: เริ่มรู้จักตัวเองตามความเป็นจริงใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วก็ต้องไม่ลดเลี้ยวด้วย

อ.คำปั่น: ถูกต้องที่สุดเลยครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

ความคดของไม้กับคน [ปเจตนสูตร]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ