อยู่ในโลกของความไม่รู้ความจริง

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งที่ว่า ถ้าไม่ละเอียดพอที่จะรู้คุณ ไม่สามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงได้ จนกว่ารู้สิ่งที่เกิดแล้วเดี๋ยวนี้ตามความเป็นจริง ค่อยๆ รู้จนประจักษ์แจ้ง
อ.ณภัทร: กราบท่านอาจารย์ ก็เป็นเหมือนสิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า จนกว่าจะรู้สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ ซึ่งก็เป็นคำที่น่าพิจารณาครับ เพราะว่า ถ้าไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้จริงๆ ก็ย่อมที่จะติดข้องต่อไป เพราะไม่รู้ แต่เมื่อรู้จึงค่อยๆ ละคลายการติดข้อง
ดังนั้น การที่จะรู้นี่ครับ รู้ในความเป็นธาตุ ความเป็นสังขารธรรม ที่ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่ตัวตน เริ่มอย่างนี้ก่อนใช่ไหมครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ตรงต่อความเป็นจริงทีละเล็กทีละน้อยโดยนัยต่างๆ โดยประการทั้งปวง
อ.ณภัทร: ครับ เพราะว่าท่านอาจารย์กล่าวบ่อยครั้งครับว่า สิ่งที่ปรากฏไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้คุณณภัทรอยู่ในโลกอะไร?
อ.ณภัทร: อยู่ในโลกของความเป็นตัวตน เป็นบัญญัติ
ท่านอาจารย์: อยู่ในโลกของความไม่รู้ความจริง
เพราะฉะนั้น โลกที่เป็นจริงไม่ใช่อย่างนี้ จะเป็นอย่างไรลองคิดดู ไม่มีทางที่จะคิดออก ปลาในน้ำจะไม่รู้ว่าบนบกมีอะไร
กำลังอยู่ในโลกของความไม่รู้ตามความเป็นจริง ถูกต้องไหม? เกิดแล้วดับแล้ว รู้ที่ไหนล่ะ!!
อ.ณภัทร: ครับ ดังนั้น โลกตามความเป็นจริง ก็คือสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น แล้วสิ่งๆ นั้นก็ดับไป
ท่านอาจารย์: ทีละหนึ่งไม่ปะปนกันเมื่อไหร่ จึงจะปรากฏดี และไม่ใช่ทางตา ไม่ใช่ทางหู เพราะขณะนั้นกำลังมีเสียงเป็นอารมณ์ เร็วปานนั้นที่จะต้องรู้ความรวดเร็วของความต่างของแต่ละขณะของธรรม ซึ่งเป็นจิต เจตสิก รูป ประเภทต่างๆ ที่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงที่กำลังเกิดดับ เร็วสุดที่จะประมาณได้
แค่หลับตา หมดแล้ว ไม่มีอะไรปรากฏ พอลืมตาทำไมปรากฏล้อมรอบไปหมดทุกอย่าง
อ.ณภัทร: ดังนั้น การที่จะกล่าวได้ว่า การเกิดขึ้น และดับไป เป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้ค่อยๆ ละคลายความติดข้องอย่างนั้นใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์: ต้องมั่นคงตามลำดับ เดี๋ยวนี้อยู่ในโลกของนิมิต
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีอะไรเกิดก็มีนิมิตไม่ได้ แต่ทำไมเกิดเร็วอย่างนี้ล่ะ แค่ลืมตา!! ทั่วไปหมดล้อมรอบ มาได้อย่างไรซึ่งทั้งหมดต้องกระทบตาจึงจะปรากฏได้
อ.ณภัทร: แต่เพราะไม่รู้การเกิดขึ้น และดับไปครับ
ท่านอาจารย์: แต่รู้เร็วปานนั้นเลยหรือการเกิดขึ้นและดับไป!! อะไรเกิดยังไม่รู้เลย!!
อ.ณภัทร: ใช่ครับ การที่จะละคลายความติดข้อง ก็ต้องรู้ในความเป็นธรรมอย่างที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวว่า ต้องเป็นไปตามลำดับก่อน
ท่านอาจารย์: จึงต้องอดทนปานใด วิริยบารมี ที่จะฟังไตร่ตรอง รู้ว่า แสนไกล แล้วก็ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงเลย
อ.ณภัทร: ครับ ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงเลยครับ เพราะฉะนั้น ชีวิตประจำวันก็ฟังพระธรรมค่อยๆ เข้าใจไป แล้วก็มีเหตุที่จะทำให้ค่อยๆ เข้าใจตามความเป็นจริงได้ ก็เป็นไปอย่างนั้นครับ
ท่านอาจารย์: ค่อยๆ เห็นความลึกซึ้งยิ่งขึ้น จึงละความหวังประการใดๆ ทั้งปวง เป็นไปไม่ได้ที่เป็นเราที่จะหวังที่จะทำ ให้เกิดขึ้นได้
เพราะฉะนั้น ต้องไม่มีเรา แต่เป็นธรรมทั้งหมดทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะค่อยๆ รู้ความจริงมั่นคงขึ้น
อ.ณภัทร: ครับ ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวเมื่อสักครู่ใหญ่ๆ ว่า เกินวิสัยที่จะรวดเร็ว ก็เป็นจริงอย่างนั้นครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่เร็วแน่ อีกนานเท่าไหร่ล่ะ?
อ.ณภัทร: ก็นานแสนนานแบบไม่ต้องคิดเลยครับ
ท่านอาจารย์: นั่นแหละ คือหนทางที่ถูกต้อง มรรคมีองค์ ๘ มีความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริง สัมมาทิฏฐิ จึงจะสามารถที่จะละความไม่รู้ และความหวัง
อ.ณภัทร: ครับ แม้จะได้ฟังว่า ทุกอย่างเป็นธรรม แต่ก็ยังไม่ได้เป็นไปอย่างที่ได้ฟังครับ
ท่านอาจารย์: แล้วจะเป็นได้ไหม?
อ.ณภัทร: เป็นได้ครับ
ท่านอาจารย์: อดทนไหม?
อ.ณภัทร: อดทนครับ
ท่านอาจารย์: จนเป็นปกติใช่ไหม?
อ.ณภัทร: จนกว่าจะเป็นปกติครับ
ท่านอาจารย์: อย่างนี้เลยใช่ไหม?
อ.ณภัทร: อย่างนี้เลยครับ
ท่านอาจารย์: แต่ปัญญารู้ได้แทงตลอดได้ในความมืด ซึ่งกำลังคั่นอยู่ตลอดเวลา
อ.ณภัทร: ครับ เมื่อคิดอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ติดข้องเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ก็ละยากขึ้นเท่านั้น ก็เหมือนกับว่า ติดข้องก็ความยากก็เขยิบไปไกลอีก เขยิบไปไกลอีก แต่ก็นั่นคือฝ่ายของอกุศล แต่ถ้าเป็นสะสมในฝ่ายของปัญญาก็ ค่อยๆ ใกล้เข้ามาๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้หนทางจึงรู้ว่า ไม่ใช่เรา ไม่มีเราที่จะทำอะไรได้เลยทั้งสิ้น เป็นธรรมทั้งหมดแน่นอน กว่าจะเป็นธรรมทีละหนึ่งจนทั้งหมดแน่นอน อีกนานเท่าไหร่ก็แล้วแต่เดี๋ยวนี้เข้าใจแค่ไหน
อ.ณภัทร: ครับ ถ้าเป็นธรรมทั้งหมด ความติดข้องก็คงจะ ตามความคิดของผมก็คงจะน้อยมากครับ
ท่านอาจารย์: เมื่อไหร่ละ จะน้อยมากอย่างที่ว่า?
อ.ณภัทร: ก็จนกว่าจะเป็นธรรมอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า จนกว่าทุกอย่างจะเป็นธรรมครับ
ท่านอาจารย์: เพราะว่า เดี๋ยวนี้ติดข้องหมดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มหาศาลแค่ไหนในความมืด ก็ไม่รู้ว่า กำลังเห็นสีต่างๆ เท่านั้น แต่ทุกอย่างที่เป็นโต๊ะ เก้าอี้ อยู่ในความมืดหมด เพราะไม่มี!! แต่เข้าใจว่า มี!!
อ.ณภัทร: เป็นอย่างนั้นเลยครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เห็นไหม ยิ่งฟังยิ่งเป็นเหตุให้ไม่พยายามที่จะไปด้วยความเป็นเราที่จะรู้อย่างนั้นอย่างนี้ นอกจากเห็นความลึกซึ้งขึ้นเท่าไหร่ความเข้าใจธรรมก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามความเป็นจริง
ธาตุรู้ ปรากฏหรือยัง? ทั้งๆ ที่มีทุกวัน
อ.ณภัทร: ยังไม่ปรากฏครับ
ท่านอาจารย์: ถึงแม้ว่าเกิด ก็ไม่รู้ใช่ไหมว่า เป็นธาตุรู้?
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม! เพราะฉะนั้น ก็ตรงต่อความเป็นจริงทุกอย่าง ฟังแต่ละชาติเพื่อเป็นบารมี ตรงต่อความเป็นจริงทุกประการ จนกว่าจะค่อยๆ ขัดเกลาจนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจได้ มั่นคงไม่ว่าชาติไหน ขณะไหน
อ.ณภัทร: ครับ ก็จะเป็นคำที่จะทำให้ค่อยๆ มั่นคงขึ้นครับ ก็กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ
