สว่างไสวก็ชั่วขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้น

[เล่มที่ 45] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้า 545
บทว่า จิตฺตปฺปโกธโน ความว่า ยังจิตให้สะเทือน อธิบายว่า ความโลภเมื่อเกิดขึ้นในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ จะยังจิตให้สะเทือน ให้หวั่นไหว ให้เปลี่ยนแปลงไป ให้ถึงความพิการเกิดขึ้นไม่ให้เป็นไปด้วย สามารถแห่งความเลื่อมใสเป็นต้น.
(พิการ คือ อาการอันแปลก)
ที่มาของพระสูตรนี้: กราบขอบพระคุณ อ.คำปั่น อักษรวิไล
[เล่มที่ 47] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 891
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนอชิตะ
โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ โลกไม่แจ่มแจ้งเพราะความตระหนี่ (เพราะความประมาท) เรากล่าวตัณหา ว่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกไว้ ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น.
[เล่มที่ 47] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 893
อรรถกถาอชิตสูตร๑ที่ ๑
ก็ในปัญหานั้น บทว่า นิวุโต หุ้มห่อ คือ ปกปิดไว้. บทว่า กิสฺสาภิเลปนํ พฺรูสิ คืออชิตมาณพทูลถามว่า พระองค์ตรัสว่าอะไรเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้นไว้.
บทว่า เววิจฺฉา ปมาทา นปฺปกาสติ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โลกไม่แจ่มแจ้งเพราะความตระหนี่และเพราะความประมาทเป็นเหตุ. จริงอยู่ ความตระหนี่ไม่ให้เพื่อประกาศคุณมีทานเป็นต้นของเขา และความประมาทไม่ให้เพื่อประกาศคุณมีศีลเป็นต้น. บทว่า ชปฺปาภิเลปนํ ตัณหาเป็นเครื่องฉาบทา คือตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้นไว้ดุจตังดักลิง ฉาบทาลิงไว้ฉะนั้น. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์มีชาติเป็นต้น.
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีอะไรเลย จะมีอะไรไหมแม้แต่ฉาบทา
อ.อรรณพ: ต้องมีสิ่งที่ปรากฏแต่ไม่ได้ปรากฏด้วยดี ด้วยความไม่รู้ที่ปกปิดไว้
กิจของโมหะ ก็คือปกปิดอารมณ์ไว้ ปกปิดไม่ให้ปรากฏตามความเป็นจริง แล้วโลภะก็ฉาบทา
ท่านอาจารย์: แล้วก็ไม่ใช่ขณะอื่นเลยนะ เดี๋ยวนี้เองทุกขณะ คิดดู!
อ.อรรณพ: ไม่สะเทือน โลภะเกิดนี่สะเทือน พอเห็นคร่าวๆ ที่ท่านอาจารย์ตอบ อ.คำปั่น ตอนที่โลภะไม่เกิด ถ้าเป็นโลภะที่มีกำลังพอที่จะประเมินประมาณได้ เช่น ตอนนี้อยู่ปกตินะครับ อยู่ปกติจริงๆ ก็มีโลภะแต่ยังไม่เห็นความสะเทือนของโลภะที่ไม่มีกำลัง แต่ถ้ามีคนโทรมาแล้วมีสิ่งที่เราน่าสนใจ เราจะสะเทือนทันทีเลย สะเทือนว่า อุ๊ย .. เราจะได้รับรางวัลตรงนี้ สะเทือนว่า อ้า ..เดี๋ยวจะมีการที่เราจะได้ไปซื้อของดี ราคาถูกอะไรอย่างนี้ ก็พอคิดประเมินในเรื่องราวเมื่อมีโลภะที่มีกำลังที่เกิดขึ้น ทำให้สะเทือนเปลี่ยนแปลงหวั่นไหวตามข้อความไปครับท่านอาจารย์
แต่การที่จะปรากฏลักษณะความสะเทือนของโลภะที่มีในชีวิตประจำวันที่ไม่ถึงระดับที่รุนแรงอย่างนั้น ยากสุดประมาณที่จะเห็นครับในความสะเทือนของโลภะ เพราะว่าแนบเนียม แล้วขณะนั้นโลภะก็เป็นสภาพที่ติดข้อง กราบเท้าท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: กว่าจะได้ฟังคำที่ทำให้ค่อยๆ คิด ค่อยๆ พิจารณา จนกระทั่งรู้ว่า เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง แค่นี้!!
มีธาตุรู้กำลังรู้ จึงมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ แต่สิ่งที่ปรากฏไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง ต้องพิจารณาไตร่ตรองมากแค่ไหน!! ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย ดับหมดทุกสิ่งทุกอย่างเดี๋ยวนี้ไม่เหลือก็ไม่มีความติดข้อง แต่นี่.. สิ่งที่มีคือธาตุรู้ และก็มีธาตุรู้ที่เกิดร่วมกัน รู้สิ่งเดียวกันทีละหนึ่งในความมืดสนิท
อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ก็ศึกษาเรื่องของพระอภิธรรม รู้ว่า ขณะที่โลภะเกิด ขณะนั้นต้องมีโมหะเกิดแน่นอน ก็มาใคร่ครวญข้อความเมื่อสักครู่ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า เดี๋ยวนี้ที่โลภะติดข้องในอารมณ์ที่ปรากฏ ต้องมีอารมณ์ปรากฏแต่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง ก็เห็นในความปกปิดอารมณ์ของความไม่รู้นะครับ โมหะที่ปกปิดไม่ให้อารมณ์ปรากฏตามความเป็นจริง แล้วเมื่อโลภะเกิด โลภะก็ต้องอาศัยโมหะปกปิด ถ้าไม่มีโมหะปกปิด โลภะก็จะไปติดในสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์ครับน่าสลดใจว่า โลภะเขาติดหรือว่าฉาบทาในสิ่งที่ปรากฏ เพราะว่าต้องมี อย่างที่ท่านอาจารย์ถามถึง ๒ ครั้งว่า ถ้าไม่มีอะไรเลยจะไปติดอะไร ก็ต้องมีสิ่งที่โลภะติด แล้วโลภะก็ต้องเกิดขึ้นติด แต่ว่าโลภะนี่ติดในสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง ท่านอาจารย์ช่วยอีกนิดครับ โลภะติดในสิ่งที่ปรากฏแต่ไม่ปรากฏตามความเป็นจริง ครับ
ท่านอาจารย์: ทุกวันเป็นอย่างนี้ไม่ใช่เฉพาะขณะนี้เท่านั้น มีสิ่งที่กระทบตาแน่ๆ เพราะว่ามีตา และถ้าสิ่งนั้นไม่มากระทบ ธาตุรู้คือเห็นก็เกิดขึ้นเห็นสิ่งนั้นไม่ได้ แค่นี้! ก็เป็นความจริงไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้
มีตาเกิดขึ้น และก็มีสิ่งที่กระทบตา เมื่อกระทบแล้วก็มีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กระทบตาดับ เพราะฉะนั้น อยู่ในความมืดหรือความสว่างเมื่อดับแล้ว
อ.อรรณพ: มืดครับ
ท่านอาจารย์: มืด เพราะฉะนั้น กระทบตาแค่ไหน! นิดเดียวมืดแล้ว!!
อ.อรรณพ: ครับ
ท่านอาจารย์: ปรากฏตามความเป็นจริงหรือเปล่าว่า ทางตาเท่านั้นที่ปรากฏเมื่อจิตเห็นเกิด สว่างไสวก็ชั่วขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้น
สว่างไสวชั่วขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้น แค่นี้!! ลึกซึ้งแค่ไหน?
ไม่เคยคิด แม้เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้คิดว่า ที่สว่างไสวเดี๋ยวนี้เพียงชั่วขณะที่จิตเห็นธาตุรู้ เกิดขึ้นเห็นเท่านั้นแล้วก็มืด ดับเร็วมาก
เพราะฉะนั้น สว่างแค่ไหน!! นิดเดียว แต่ปรากฏเหมือนทั้งวันต่อกันจนกระทั่งไม่รู้ความจริงว่า ต้องมีความมืดคั่นแน่นอน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า แต่ละหนึ่งปะปนกันไม่ได้ต้องแยกขาดจากกันโดยความมืดที่คั่น สามารถจะรู้ได้ว่า สิ่งที่ปรากฏ ๑ และความมืดคั่น มีสิ่งที่ปรากฏอีก ๑ ไม่ใช่อันเก่า
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ คือปรารภว่า ทำไมถึงโง่ขนาดนั้นที่ไม่รู้จัก สว่างก็ไม่รู้จัก มืดก็ไม่รู้จัก แม้สว่างก็ไม่รู้จัก มืดก็ไม่รู้จัก แล้วก็ฟังว่ามืดมากกว่าสว่างครับ
ขอเชิญฟังได้ที่ ..
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ

