อโรคยา ปรมา ลาภา ท่านหมายถึงเพียงโรคทางกายหรือเปล่าครับ

  
acsmaster
วันที่  17 ก.ค. 2569
หมายเลข  52712
อ่าน  50

1) "อโรคยา ปรมาลาภา" มาจากพระไตรปิฎกเล่มไหนครับ?

2) ประโยคนี้หมายถึงโรคทางกายเพียงเท่านั้นหรือเปล่าครับ หรือมุ่งเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นครับ?

กราบขอบพระคุณมากครับ ^_/_^


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
khampan.a
วันที่ 19 ก.ค. 2569

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

1) "อโรคยา ปรมาลาภา" มาจากพระไตรปิฎกเล่มไหนครับ?

มีหลักฐานอ้างอิงดังนี้

[เล่มที่ 20] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ ๔๙๖

[๒๘๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง บรรดาทางทั้งหลายอันให้ถึงอมตธรรมทางมีองค์แปดเป็นทางอันเกษม


[เล่มที่ 42] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้า ๓๗๙-๓๘๐
อาโรคฺยปรมา ลาภา สนฺตุฏฺิปรมํ ธนํ
วิสฺสาสปรมา าติ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ.
"ลาภทั้งหลาย มีความไม่มีโรค เป็นอย่างยิ่ง,
ทรัพย์มีความสันโดษ เป็นอย่างยิ่ง, ญาติมีความคุ้นเคย
เป็นอย่างยิ่ง, พระนิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง."


2) ประโยคนี้หมายถึงโรคทางกายเพียงเท่านั้นหรือเปล่าครับ หรือมุ่งเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นครับ?

พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ในเรื่องความไม่มีโรค ครอบคลุมทั้งความไม่มีโรคทางกาย และ สูงสุด คือ ความไม่มีโรคคือกิเลส
ควาไม่มีโรคทางกาย ก็สามารถนำมาซึ่งสิ่งที่ดี ไม่ต้องเสียเงินเสียทองในการรักษา เป็นต้น และควาไม่มีโรคกิเลส เป็นความมุ่งหมายสูงสุด ไม่มีกิเลสใดๆ เกิดขึ้นเลย จะไม่มีอะไรประเสริฐกว่านี้ได้เลย

จะเห็นได้ว่า โรค หมายถึง สภาพที่เสียดแทง โรคทางกาย เสียดแทงกายให้ได้รับความเจ็บปวด ทรมาน แต่โรคทางใจ คือ กิเลส เป็นสภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ย่อมเสียดแทงจิตใจของสัตว์ทั้งหลายให้เร่าร้อน และไม่ให้ออกไปจากวัฏฏะ

โรคที่สำคัญกว่าโรคทางกาย ก็คือโรคทางใจ (โรคทางใจ หมายถึง กิเลสที่เสียดแทงใจ) ซึ่งบางคนอาจจะไม่ได้พิจารณาเลยว่า โรคทางใจของตนเองมีอะไรบ้าง ซึ่งมีมากเหลือเกิน ทั้งโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ที่พร้อมจะเกิดขึ้นเสียดแทงใจให้เร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา และเมื่อไม่ได้สังเกต ไม่ได้สำรวจ ไม่ได้พิจารณาก็ย่อมจะไม่ได้เห็นโทษของโรคทางใจนั้น เพราะโรคทางใจเป็นโรคที่เห็นได้ยาก เพราะฉะนั้นการที่จะรักษาโรคทางใจ ก็จะต้องรักษายากกว่าโรคทางกาย และจะต้องใช้เวลานานในการเจริญกุศล ซึ่งเป็นยาที่จะรักษาอกุศลซึ่งเป็นโรคทางใจ ซึ่งถ้าผู้ใดพิจารณาเห็นอกุศลธรรมที่ตนมีตามความเป็นจริง แล้วก็รีบแก้ไข คือ พิจารณาเห็นโทษ ก็คงจะดีกว่าการที่จะปล่อยให้โรคนั้นกำเริบหรือว่าทรุดหนัก จนกระทั่งถึงกับเป็นอัมพาตทางใจ คือ ไม่ยอมที่จะขัดเกลากิเลสเลย ถ้าอกุศลมากมายเพิ่มพูนเหนียวแน่นถึงอย่างนั้นก็ยากที่จะแก้ไขได้ เพราะไม่ยอมแม้แต่คิดที่จะขัดเกลากิเลสของตนเองเลย แล้วกิเลสจะน้อยลงได้อย่างไร?

เพราะฉะนั้น ขอให้พิจารณาตนเองเพื่อประโยชน์ว่า การที่แต่ละบุคคลจะมีพระธรรมเป็นที่พึ่งอย่างมั่นคง ก็จะต้องเจริญกุศลเพื่อขัดเกลาอกุศลไปเรื่อยๆ จึงควรอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้ไม่ประมาทในการเจริญกุศลทุกประการ เพื่อรักษาโรคทางใจคือกิเลส ด้วยความเข้าใจพระธรรมอย่างถูกต้อง จนกว่าจะเป็นผู้ไม่มีโรคทางใจ คือ กิเลส อีกเลย เมื่อรู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงความเป็นพระอรหันต์ นั่นแหละ คือ ความไม่มีโรค เป็นลาภอย่างยิ่ง ที่แท้จริง ครับ

... ยินดีในกุศลของคุณ acsmaster และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...

  
  ความคิดเห็นที่ 2  
  
chatchai.k
วันที่ 19 ก.ค. 2569

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 3  
  
acsmaster
วันที่ 20 ก.ค. 2569

อ้างอิงจาก ความคิดเห็น 1 โดย khampan.a

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

1) "อโรคยา ปรมาลาภา" มาจากพระไตรปิฎกเล่มไหนครับ?

มีหลักฐานอ้างอิงดังนี้

[เล่มที่ 20] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ ๔๙๖

[๒๘๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง บรรดาทางทั้งหลายอันให้ถึงอมตธรรมทางมีองค์แปดเป็นทางอันเกษม


[เล่มที่ 42] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้า ๓๗๙-๓๘๐
อาโรคฺยปรมา ลาภา สนฺตุฏฺิปรมํ ธนํ
วิสฺสาสปรมา าติ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ.
"ลาภทั้งหลาย มีความไม่มีโรค เป็นอย่างยิ่ง,
ทรัพย์มีความสันโดษ เป็นอย่างยิ่ง, ญาติมีความคุ้นเคย
เป็นอย่างยิ่ง, พระนิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง."


2) ประโยคนี้หมายถึงโรคทางกายเพียงเท่านั้นหรือเปล่าครับ หรือมุ่งเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นครับ?

พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ในเรื่องความไม่มีโรค ครอบคลุมทั้งความไม่มีโรคทางกาย และ สูงสุด คือ ความไม่มีโรคคือกิเลส
ควาไม่มีโรคทางกาย ก็สามารถนำมาซึ่งสิ่งที่ดี ไม่ต้องเสียเงินเสียทองในการรักษา เป็นต้น และควาไม่มีโรคกิเลส เป็นความมุ่งหมายสูงสุด ไม่มีกิเลสใดๆ เกิดขึ้นเลย จะไม่มีอะไรประเสริฐกว่านี้ได้เลย

จะเห็นได้ว่า โรค หมายถึง สภาพที่เสียดแทง โรคทางกาย เสียดแทงกายให้ได้รับความเจ็บปวด ทรมาน แต่โรคทางใจ คือ กิเลส เป็นสภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ย่อมเสียดแทงจิตใจของสัตว์ทั้งหลายให้เร่าร้อน และไม่ให้ออกไปจากวัฏฏะ

โรคที่สำคัญกว่าโรคทางกาย ก็คือโรคทางใจ (โรคทางใจ หมายถึง กิเลสที่เสียดแทงใจ) ซึ่งบางคนอาจจะไม่ได้พิจารณาเลยว่า โรคทางใจของตนเองมีอะไรบ้าง ซึ่งมีมากเหลือเกิน ทั้งโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ที่พร้อมจะเกิดขึ้นเสียดแทงใจให้เร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา และเมื่อไม่ได้สังเกต ไม่ได้สำรวจ ไม่ได้พิจารณาก็ย่อมจะไม่ได้เห็นโทษของโรคทางใจนั้น เพราะโรคทางใจเป็นโรคที่เห็นได้ยาก เพราะฉะนั้นการที่จะรักษาโรคทางใจ ก็จะต้องรักษายากกว่าโรคทางกาย และจะต้องใช้เวลานานในการเจริญกุศล ซึ่งเป็นยาที่จะรักษาอกุศลซึ่งเป็นโรคทางใจ ซึ่งถ้าผู้ใดพิจารณาเห็นอกุศลธรรมที่ตนมีตามความเป็นจริง แล้วก็รีบแก้ไข คือ พิจารณาเห็นโทษ ก็คงจะดีกว่าการที่จะปล่อยให้โรคนั้นกำเริบหรือว่าทรุดหนัก จนกระทั่งถึงกับเป็นอัมพาตทางใจ คือ ไม่ยอมที่จะขัดเกลากิเลสเลย ถ้าอกุศลมากมายเพิ่มพูนเหนียวแน่นถึงอย่างนั้นก็ยากที่จะแก้ไขได้ เพราะไม่ยอมแม้แต่คิดที่จะขัดเกลากิเลสของตนเองเลย แล้วกิเลสจะน้อยลงได้อย่างไร?

เพราะฉะนั้น ขอให้พิจารณาตนเองเพื่อประโยชน์ว่า การที่แต่ละบุคคลจะมีพระธรรมเป็นที่พึ่งอย่างมั่นคง ก็จะต้องเจริญกุศลเพื่อขัดเกลาอกุศลไปเรื่อยๆ จึงควรอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้ไม่ประมาทในการเจริญกุศลทุกประการ เพื่อรักษาโรคทางใจคือกิเลส ด้วยความเข้าใจพระธรรมอย่างถูกต้อง จนกว่าจะเป็นผู้ไม่มีโรคทางใจ คือ กิเลส อีกเลย เมื่อรู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงความเป็นพระอรหันต์ นั่นแหละ คือ ความไม่มีโรค เป็นลาภอย่างยิ่ง ที่แท้จริง ครับ

... ยินดีในกุศลของคุณ acsmaster และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...

กราบขอบพระคุณมากครับ ชัดเจนชัดแจ้งทั้งสองประเด็นครับผม 😇🙏👍🙇

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ