มีชั่วขณะที่ปรากฏ

  
เมตตา
วันที่  15 ก.ค. 2569
หมายเลข  52694
อ่าน  34

[เล่มที่ 19] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้า 157

อรรถกถาจูฬตัณหาสังขยสูตร

บทว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย นี้ อธิบายว่า ขันธ์ ๕ อายตนะ๑๒ ธาตุ ๑๘ ชื่อว่า ธรรมทั้งปวง ธรรมแม้ทั้งหมดเหล่านั้น ไม่ควร คือไม่เรียน ไม่ปรารถนา ไม่ประกอบได้ด้วยความยึดมั่นด้วยอํานาจแห่งตัณหาและทิฏฐิ เพราะเหตุไรเพราะไม่ดํารงอยู่โดยอาการที่บุคคลจะถือเอาได้. จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายมีขันธ์ ๕ เป็นต้นนั้น แม้จะถือว่าเป็นของเที่ยง ความไม่เที่ยงเท่านั้นย่อมเกิดขึ้น แม้จะถือว่าเป็นสุข ความทุกข์เท่านั้น ย่อมถึงพร้อม แม้จะถือว่าเป็นอัตตา อนัตตาเท่านั้นย่อมปรากฏ เพราะฉะนั้น บุคคลจึงไม่ควรเพื่อยึดมั่น.


อ.คำปั่น: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ได้ฟังพระสูตรวันนี้ ๒ พระสูตร ก็ซาบซึ้งอย่างยิ่งครับท่านอาจารย์ ในความเกื้อกูลที่ท่านอาจารย์ได้เกื้อกูล แล้วก็คำหนึ่งที่เป็นหลักฐานชัดเจนนะครับว่า เป็นการแสดงถึง สิ่งที่มีจริง ก็คือคำว่า ธรรม ครับ มีคำว่า ธรรม ก็แสดงให้เห็นเลยว่า นั่นคือสิ่งที่มีจริง ทรงไว้ซึ่งความจริงอย่างนั้น ครับ ทีนี้ประเด็นที่จะขอโอกาสกราบเรียนท่านอาจารย์ เพื่อความเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมยิ่งขึ้น ครับ สำหรับพระพุทธพจน์บทนี้ครับ ก็คือ ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นะครับ ก็เป็นอีกหนึ่งพระพุทธพจน์ครับ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสครับ แต่ในยุคปัจจุบันนี้ครับ แน่นอนครับว่า ธรรมเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง ก็จะเอาคำนี้ เอาพระพุทธพจน์บทนี้ มาอธิบายมากล่าวในความคิดความเห็นของตน แบบพื้นๆ ง่ายๆ ซึ่งไม่ตรงตามความเป็นจริงเลยครับ ว่า ก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่น เพราะยึดมั่นถือมั่นเป็นเหตุแห่งทุกข์ ก็กล่าวกันไปครับท่านอาจารย์ ครับ

ก็มีคำอธิบายใน อรรถกถา ใน อรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ จูฬตัณหาสังขยสูตร ครับ ก็มีคำอธิบายพระพุทธพจน์ บทนี้ ที่จะขอโอกาสได้ฟังความละเอียด ขอความอนุเคราะห์จากท่านอาจารย์ต่อไปนะครับ

บทว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย นี้ ธรรมทั้งปวงไม่ควรเพื่อยึดมั่นนี้ อธิบายว่า ขันธ์ ๕ อายตนะ๑๒ ธาตุ ๑๘ ชื่อว่า ธรรมทั้งปวง ธรรมแม้ทั้งหมดเหล่านั้น ไม่ควร คือไม่เพียงพอไม่สามารถไม่สมควรเพื่อความยึดมั่นด้วยอำนาจแห่งตัณหา และทิฏฐิ เพราะเหตุไร เพราะไม่ดำรงอยู่โดยอาการที่บุคคลจะถือเอาได้ จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายมี ขันธ์ ๕ เป็นต้นนั้น แม้จะถือว่าเป็นของเที่ยง ความไม่เที่ยงเท่านั้นย่อมเกิดขึ้น แม้จะถือว่าเป็นสุข ความทุกข์เท่านั้นย่อมถึงพร้อม แม้จะถือว่าเป็นอัตตา อนัตตาเท่านั้นย่อมปรากฏ เพราะฉะนั้น บุคคลจึงไม่ควรเพื่อยึดมั่นครับ

กราบเท้าท่านอาจารย์ในความเป็นจริงครับ ความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แล้วก็ข้อความในอรรถกถา ก็อธิบายก็พอที่จะไตร่ตรองในความเป็นเหตุเป็นผลในความเป็นจริงได้ครับ แต่ความเข้าใจก็มีน้อยมากครับ ก็ขอโอกาสกราบอาจารย์ในความละอียดตรงนี้ด้วยครับว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรเพื่อยึดมั่นถือมั่นครับ

ท่านอาจารย์: เมื่อวานนี้มีอะไรบ้าง?

อ.คำปั่น: เมื่อวานนี้มีหลายอย่างเลยครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้อยู่ไหน?

อ.คำปั่น: ไม่เหลือเลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แล้วไง? คิดว่ามีจริงๆ หรือเมื่อวาน? แค่เกิดแล้วดับ ไม่กลับมาอีกเลย และวันนี้ก็จะเป็นเมื่อวานนี้ของพรุ่งนี้ ไม่ต่างกันเลยไม่ว่าวันไหนขณะไหน

อ.คำปั่น: ใช่ครับท่านอาจารย์ครับ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีความเข้าใจเป็นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น วันนี้กำลังยึดมั่นมากมายมหาศาล พอถึงวันนี้ความยึดมั่นเดี๋ยวนี้วันนี้อยู่ไหน?

อ.คำปั่น: ไม่พอที่จะถือเอาได้เลย เพราะว่า เกิดแล้วดับแล้วครับ

ท่านอาจารย์: มีชั่วขณะที่ปรากฏเท่านั้นเอง

อ.คำปั่น: ท่านอาจารย์ครับ คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส แล้วก็ที่ท่านอาจารย์ได้อธิบายได้กล่าวเมื่อสักครู่ก็แสดงถึงความเป็นจริงของธรรมที่สั้นแสนสั้น เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย ยิ่งเห็นชัดมากเลยครับ เพียงคำอธิบายไม่กี่คำครับ แต่ว่า ก็ฟังแล้วไตร่ตรองในเหตุในผลในความเป็นจริงก็พอที่จะเข้าใจได้ครับ แต่ว่าสำคัญ ก็คือต้องมีความเข้าใจตั้งแต่ต้นในความเป็นจริงของธรรม ธรรมคือสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ แต่ละขณะๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มีคุณคำปั่นไหม มีโต๊ะไหม มีเก้าอี้ไหม มีผลไม้ไหม คิดดู?

อ.คำปั่น: จริงๆ ไม่มีเลยครับ มีแต่ธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้นครับ

ท่านอาจารย์: ก็ต้องจริง ก็ต้องตรงตามที่เข้าใจทีละน้อย จนกว่าจะประจักษ์แจ้งในความเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

อ.คำปั่น: ครับ กราบท่านอาจารย์จริงๆ เลยครับว่า ได้รับประโยชน์มาก ได้รับความเกื้อกูลจากท่านอาจารย์มากในความเข้าใจครับ ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงในคำไทยๆ ในภาษาของตนที่ฟังแล้วเข้าใจได้เลยครับท่านอาจารย์ ก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลมากครับ อย่างข้อความในอรรถกถา ก็ชัดเจนว่า ไม่สมควรเพื่อความยึดมั่นด้วยอำนาจแห่งตัณหา และทิฏฐิ ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่มีแต่ความติดข้องใช่ไหม?

อ.คำปั่น: ครับ มีอย่างอื่นด้วย

ท่านอาจารย์: มีเราด้วย มีเขาด้วย มีโน่นด้วย มีนี่ด้วยทุกอย่าง

อ.คำปั่น: ครับ

ท่านอาจารย์: อยู่ในโลกของอะไรกันนี่?! อยู่ในโลกของความไม่รู้มืดสนิท

อ.คำปั่น: ครับ

ท่านอาจารย์: ในความมืด เห็นอะไรไหม?

อ.คำปั่น: ไม่เห็นครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้สว่าง เห็นความเป็นจริงหรือเปล่า?

อ.คำปั่น: ไม่เห็นเลยครับ

ท่านอาจารย์: มืดแค่ไหน?

อ.คำปั่น: มืดมากครับ มืดอย่างยิ่งเลยครับ ก็คือความไม่รู้ครับ

ก็ค่อยๆ ได้สะสมความเข้าใจไปจริงๆ ครับ จากการได้ฟังได้สนทนา ก็เป็นประโยชน์ครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างยิ่งครับ

ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..

ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น [อรรถกถาจูฬตัณหาสังขยสูตร]

๗. ทุติยอวิชชาสูตร ว่าด้วยการละอวิชชาได้ วิชชาก็เกิดขึ้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
chatchai.k
วันที่ 15 ก.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ