จะรู้ไหมว่า กำลังยึดมั่นทุกขณะ

  
เมตตา
วันที่  14 ก.ค. 2569
หมายเลข  52689
อ่าน  123

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑- หน้า 96 - 97

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อภิกษุรู้อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น พระเจ้าข้า.

พ. ดูก่อนภิกษุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น เธอย่อมรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมเห็นนิมิตทั้งปวง โดยประการอื่น คือเห็นจักษุ โดยประการอื่น เห็นรูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยประการอื่น ฯลฯ เห็นใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยประการอื่น ดูก่อนภิกษุ เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น.

จบ ทุติยอวิชชาสูตรที่ ๗

อรรถกถาทุติยอวิชชาสูตรที่ ๗

ในทุติยอวิชชาสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สพฺเพ ธมฺมา ได้แก่ ธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด. บทว่า นาลํ อภินิเวสาย ความว่า ไม่ควรถือมั่น คือไม่ควรเพื่อจะยึดถือโดยลูบคลำ. บทว่า สพฺพนิมิตฺตานิ ได้แก่ สังขารนิมิตทั้งหมด. บทว่า อญฺโต ปสฺสติ ได้แก่ ชนที่มีความยึดมั่นอันมิได้กำหนดรู้ ย่อมเห็นโดยประการใด ย่อมเห็นโดยประการอื่นจากประการนั้น. จริงอยู่ ชนผู้มีความยึดมั่นอันมิได้กำหนดรู้ ย่อมเห็นนิมิตทั้งปวง โดยเป็นอัตตา ส่วนผู้ยึดมั่นอันได้กำหนดรู้แล้ว ย่อมเห็นโดยเป็นอนัตตา ไม่เห็นโดยเป็นอัตตา. ในพระสูตรนี้ ตรัสเฉพาะอนัตตลักขณะเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

จบ อรรถกถาอวิชชาสูตรที่ ๗


อ.วิชัย: ขอโอกาสร่วมสนทนากับท่านอาจารย์ในประเด็นเรื่องของ รู้อยู่ แล้วก็ เห็นอยู่ ด้วยครับ ก็มีข้อความใน ทุติยอวิชชาสูตร ก็คืออยู่ใน สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ก็เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องของอวิชชานะครับ ที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจเรื่องของ รู้อยู่ เห็นอยู่ ครับ ซึ่งข้อความในพระสูตรนี้นะครับ ก็มีพระภิกษุที่กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อภิกษุรู้อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น เธอย่อมรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง ครั้นรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว ย่อมเห็นนิมิตทั้งปวง โดยประการอื่น คือเห็นจักษุ โดยประการอื่น เห็นรูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยประการอื่น ข้อความละครับ เห็นใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยประการอื่น ดูก่อนภิกษุ เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงละอวิชชาได้ วิชชาจึงเกิดขึ้น.

ข้อความในอรรถกถา ทุติยอวิชชาสูตร ที่ ๗ บทว่า บทว่า สพฺเพ ธมฺมา ได้แก่ ธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด. บทว่า นาลํ อภินิเวสาย ความว่า ไม่ควรถือมั่น คือไม่ควรเพื่อจะยึดถือโดยลูบคลำ. บทว่า สพฺพนิมิตฺตานิ ได้แก่ สังขารนิมิตทั้งหมด. บทว่า อญฺโต ปสฺสติ ได้แก่ ชนที่มีความยึดมั่นอันมิได้กำหนดรู้ ย่อมเห็นโดยประการใด ย่อมเห็นโดยประการอื่นจากประการนั้น. จริงอยู่ ชนผู้มีความยึดมั่นอันมิได้กำหนดรู้ ย่อมเห็นนิมิตทั้งปวง โดยเป็นอัตตา ส่วนผู้ยึดมั่นอันได้กำหนดรู้แล้ว ย่อมเห็นโดยเป็นอนัตตา ไม่เห็นโดยเป็นอัตตา. ในพระสูตรนี้ ตรัสเฉพาะอนัตตลักขณะเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้

กราบท่านอาจารย์ครับ ก็อ่านข้อความในพระสูตรนี้ ตัวกระผมก็พอพิจารณาได้ในเรื่องของ รู้อยู่ และก็ เห็นอยู่ ครับ ก็คือตามความเข้าใจก็คิดว่า ที่พระองค์ตรัสเรื่องของ รู้อยู่ ก็คือเป็นการรู้ความเป็นธรรม ครับ ไม่ว่าจะเป็นประการหนึ่งประการใดโดยกล่าวโดยเป็นรูป กล่าวโดยความเป็นจักษุ ก็เป็นการรู้ความเป็นธรรมนั้นๆ ครับ

แล้วก็ เห็นอยู่ ก็คือเมื่อมีความรู้ความเข้าใจใน รูป เป็นต้นครับ ก็มีการที่จะเห็นความเป็นจริงของรูปโดยความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ครับ ก็กราบท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจในส่วนนี้ด้วยครับว่า ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ จะพิจารณาโดยนัยยะนี้อย่างไรครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: นัยยะนี้ คืออะไร?

อ.วิชัย: ก็คือตามความเป็นจริงว่า รู้ ก็คือรู้ความเป็นธรรม ซึ่งปกติไม่รู้ครับ เพราะมีสิ่งที่ปรากฏแต่ก็ไม่รู้โดยความเป็นธรรม

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ยังไม่รู้ใช่ไหม?

อ.วิชัย: เดี๋ยวนี้ยังไม่รู้ครับ เพียงฟังเรื่องธรรมครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่รู้ไปเรื่อยๆ จะรู้ไหม?

อ.วิชัย: ถ้าไม่รู้ไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีทางที่จะรู้ตามความเป็นจริงได้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ขณะนี้เดี๋ยวนี้เองค่อยๆ รู้หรือเปล่า?

อ.วิชัย: ค่อยๆ รู้ขึ้น กับการได้ฟังแล้วไตร่ตรองครับ

ท่านอาจารย์: ค่ะ จนกว่าจะรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้อย่างนี้มาก่อน ที่กำลังเป็นอย่างนี้จริงๆ

อ.วิชัย: ครับ อย่างที่ข้อความใน อรรถกถา กล่าวว่า ชนอันมิได้กำหนดรู้ ย่อมเห็นประการใด อย่างก็เห็นเป็นคน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเต็มไปหมดเลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ไม่ดับเลยสักอย่าง

อ.วิชัย: ไม่ดับเลยครับ ก็ยังยืดมั่นอยู่ ก็คือไม่ได้รู้ความเป็นธรรม ก็ยังถือในนิมิตจากสิ่งที่ปรากฏโดยความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

ท่านอาจารย์: ต่ างกับค่อยๆ รู้ใช่ไหม?

อ.วิชัย: ต่างกับการค่อยๆ รู้ขึ้น ครับ

ท่านอาจารย์: พอรู้แล้ว ก็ไม่เคยรู้สิ่งที่กำลังเป็นอย่างนี้มาก่อน เห็นเป็นอื่นไป!!

อ.วิชัย: ขออนุญาติกราบท่านอาจารย์ตรงนี้ครับที่กล่าวว่า ชนที่มีความยึดมั่นอันมิได้กำหนดรู้ ย่อมเห็นเป็นประการใด ครับ

ท่านอาจารย์: แค่นี้ ทบทวนอีกครั้งแล้วหยุดก่อน

อ.วิชัย: ชนที่มีความยึดมั่นอันมิได้กำหนดรู้

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้เห็นคนไหม?

อ.วิชัย: เห็นครับ

ท่านอาจารย์: เห็นโต๊ะไหม?

อ.วิชัย: เห็นมากมายเลยครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ตรงนี้ใช่ไหมที่กล่าวถึง?

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ มิได้รู้ความจริง มิได้กำหนดรู้ ย่อมเห็นโดยประการใด

ท่านอาจารย์: ประการที่กำลังเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

อ.วิชัย: ครับ ย่อมเห็นโดยประการอื่นจากประการนั้น

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ค่อยๆ รู้ว่า ไม่ใช่เป็นอย่างที่เคยเห็น

อ.วิชัย: เมื่อรู้ขึ้นนะครับ

ท่านอาจารย์: แน่นอน สิ่งที่ปรากฏทางตา เคยเป็นโต๊ะ เคยเป็นเก้าอี้ เคยเป็นคน ค่อยๆ รู้ว่า ไม่ใช่เป็นอย่างที่เคยเห็น

อ.วิชัย: ครับและข้อความต่อไป ก็ยิ่งพิจารณามากขึ้นว่า จริงอยู่ ชนผู้มีความยึดมั่นอันมิได้กำหนดรู้ย่อมเห็นนิมิตทั้งปวงโดยความเป็นอัตตา

ท่านอาจารย์: ก็ชัดเจน เดี๋ยวนี้ไง ไม่ต้องไปเมื่อไหร่!!

อ.วิชัย: ครับ ทั้งหมดเลยนะครับท่านอาจารย์ คือ ถ้าไม่มีคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดง ไม่รู้ว่ามีความยึดมั่นแล้วครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าข้ามไปผ่านไป จะรู้ไหมว่า กำลังยึดมั่นทุกขณะทุกชาติ โดยที่ว่า ถ้าไม่ได้ค่อยๆ รู้ขึ้น จะไม่ได้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า ไม่ใช่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอีกต่อไป

อ.วิชัย: แสดงว่า ความรู้ค่อยๆ รู้ความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏ ค่อยๆ คลายจากความที่ยึดมั่นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แต่ละคนก็รู้ตามความเป็นจริง ยังเห็นคนใช่ไหม?

อ.วิชัย: ยังเห็นอยู่ ยังรู้อย่างนั้นอยู่ครับ

ท่านอาจารย์: จนกว่าจะไม่ใช่คน ไม่ใช่อะไรเลยทั้งสิ้น ใช่ไหม?

นี่แหละ ความหมายของประโยคนี้

อ.วิชัย: ดังนั้น เมื่อรู้ว่า รู้สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ แต่ว่า ก็ยังไม่ได้เห็นตามความเป็นจริงครับ

ท่านอาจารย์: แน่นอน

อ.วิชัย: ครับ แต่การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าธรรมโดยประการต่างๆ ก็เป็นเหตุให้รู้สิ่งนั้น แล้วก็เห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริง จึงตรัสว่า รู้อยู่ เห็นอยู่ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กำลังเห็นเป็นคน แต่ความจริงไม่ใช่ ต่อเมื่อไหร่ค่อยๆ รู้ขึ้น จึงจะประจักษ์แจ้งว่า ไม่ใช่อย่างที่เคยเป็นคน เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้

อ.วิชัย: ครับ ยากที่สุดเลยครับ หลงลืมมานาน

ท่านอาจารย์: เป็นอย่างหนึ่งจากความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งหมด

อ.วิชัย: ครับ คำแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสก็เตือนให้รู้ว่า ยังไม่รู้อีกมากครับท่านอาจารย์ ความยึดมั่นก็เหนียวแน่นมากครับ ในสิ่งที่ปรากฏก็พอปรากฏปุ๊บ ก็ถือทันทีโดยความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็คืออัตตาทั้งหมดครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ กราบของพระคุณครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

๗. ทุติยอวิชชาสูตร ว่าด้วยการละอวิชชาได้ วิชชาก็เกิดขึ้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
chatchai.k
วันที่ 14 ก.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ