ในบรรดาผู้จับเสมอด้วยโทสะ ไม่มี…สนทนาธรรมยามค่ำคืน

  
nattawan
วันที่  7 ก.ค. 2569
หมายเลข  52646
อ่าน  76

ในบรรดาผู้จับเสมอด้วยโทสะ ไม่มี (ผู้จับคือสัตว์ร้ายที่จับสัตว์อื่นมากิน) เสือ สิงโต ขณะจับสัตว์มาฆ่าก็ต้องมีโทสะ เพราะตัวจับจริงๆ คือโทสะ เพราะฉะนั้น เสือ สิงโตนั้นเขาจับเรากินเพียงชาติเดียว แต่โทสะสะสมพืชเชื้อในจิต เป็นปฏิฆานุสัยติดตามสะสมไปในจิตพร้อมที่จะเกิดขึ้นทำร้าย เป็นสัตว์ร้ายที่ประทุษร้ายทั้งตนเองและผู้อื่น แล้วถ้าโทสะนั้นมีกำลังมากขึ้น ก็จะเห็นโทษของโทสะตามพระพุทธพจน์ ก็ทำในสิ่งที่เป็นโทษแล้วก็เสียใจในภายหลัง

คงมีหลายท่านที่มีกำลังของความโกรธในอดีต ที่ทำสิ่งที่เราทำไปแล้วก็เสียใจ ... ก็คงจะเป็นข้อเตือนใจที่จะทำให้เห็นโทษของโทสะเพิ่มขึ้นๆ แล้วก็เป็นปัจจัยให้เห็นประโยชน์ของการที่จะศึกษาพระธรรม

เพราะอะไรถึงโกรธ? เพราะมีเรา ถ้าไม่มีเราก็ไม่โกรธ เพราะเรามีความติดในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เมื่อไม่ได้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่พอใจ โทสะก็เกิดขึ้น แล้วเมื่ออวิชชาความมืดมิดก็ยิ่งปิดบังไม่ให้เห็นความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นก็สะสมความไม่รู้ สะสมความเป็นเราแล้วก็มีโทสะที่มีกำลังเพิ่มขึ้นๆ

ต้องเข้าใจในความเป็นธรรมะ โทสะก็เป็นธรรมะ โทสะก็สะสมเพิ่มขึ้นๆ ก็มีกำลัง พระพุทธพจน์นี้เตือนจริงๆ ... ผู้จับเสมอด้วยโทสะ ไม่มี ... สัตว์ร้ายที่จะจับอะไรกิน จับเราฆ่ากินแค่ชาติเดียว แต่โทสะตามไปจับ ไปกิน ไปประทุษร้ายทุกครั้งที่โทสะเกิดขึ้น ... โทสะที่เกิดขึ้นจึงเป็นปฏิฆสัมปยุตต์ หมายความว่าเป็นตัวธรรมะที่ประกอบพร้อมเข้าไปด้วยความกระทบกระทั่ง เป็นหนึ่งในสัมปยุตต์มาบ่อยๆ เพราะมีเชื้อของโทสะบ่อยๆ

ไม่ลืมในความเป็นจริงของธรรมะกล่าวถึงความโกรธก็ต้องเป็นธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริง กล่าวถึงความประพฤติเป็นไปอันเนื่องมาจากความโกรธ ก็ต้องเป็นความประพฤติเป็นไปของธรรมะนั่นแหละที่เกิดขึ้นเป็นไป เพราะฉะนั้นการได้ยินได้ฟังในเรื่องของสิ่งที่มีจริงจึงเป็นประโยชน์มาก ตั้งต้นที่ว่าธรรมะคืออะไร ... จะเป็นประโยชน์เป็นเครื่องเกื้อกูลอย่างยิ่ง ในการที่จะได้ศึกษาให้มีความเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมะ และความเข้าใจก็เป็นสภาพธรรมะที่เกื้อกูลจริงๆ ปัญญาไม่ทำให้โกรธ ปัญญาจะไม่พาให้ไปโกรธใคร เพราะปัญญาเป็นสภาพธรรมะที่เข้าใจถูกเห็นถูกตรงตามความเป็นจริง

พระพุทธพจน์ พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นคำอนุเคราะห์เกื้อกูล เป็นคำหวังดี เป็นคำที่ให้แต่ประโยชน์จริงๆ ยิ่งฟังก็ยิ่งซาบซึ้ง อย่างที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงว่า พระพุทธเจ้าเวลาที่พระองค์ทรงแสดงพระธรรม ให้ประโยชน์กับผู้ฟังเสมอกันหมดเลย และคำที่พระองค์ตรัสจะไม่มีแม้แต่คำเดียวที่จะส่งเสริมให้ใครเป็นอกุศล

ทำให้เห็นถึงความประเสริฐยิ่งของปัญญาของพระพุทธเจ้า ที่ทรงอนุเคราะห์เกื้อกูลสัตว์โลก ให้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในความเป็นจริงของธรรมะ และความเข้าใจนี้ก็จะเกื้อกูลให้กุศล คุณความดีทั้งหลายเจริญขึ้นในชีวิตประจำวันจริงๆ

ชนทั้งหลายย่อมยินดีด้วยความโกรธที่เกิดขึ้นแล้วชื่อว่าเป็นศัตรูแก่ตัวเองหาความทุกข์ใส่ตัว แต่ผู้ที่มีปัญญาท่านเห็นโทษของความโกรธ

ผู้ที่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมทอดทิ้งกุศลเสีย และจะทำลายสิ่งที่เป็นประโยชน์แม้มากได้ อันเนื่องมาจากความโกรธ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ