อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

 
เมตตา
วันที่  12 มิ.ย. 2569
หมายเลข  52500
อ่าน  59

อ.ณภัทร: รู้สึกเป็นโอกาสที่ดีทุกครั้งครับท่านอาจารย์ ที่มีโอกาสได้ขอความรู้ความเข้าใจจากท่านอาจารย์ เพราะว่าพระธรรมก็ละเอียดลึกซึ้งแล้วก็ไม่รู้ว่า ชีวิตบนโลกนี้จะอยู่ได้ยืนยาวอีกสักเท่าไหร่ครับ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง พระองค์ไม่ได้ทรงแสดงพระธรรมเพื่อความไม่รู้ยิ่ง แล้วก็ไม่ใช่รู้อย่างเดียว คือรู้ยิ่งด้วยครับท่านอาจารย์

เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนท่านอาจารย์ขอความเข้าใจในข้อความจากพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค สัจจนิเทส ข้อที่ 13 ครับ ว่า ทุกข์ สิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ครับ แค่ ทุกข์ คำเดียวก่อนครับว่า มีความละเอียดลึกซึ้งกว้างขวางอย่างไรครับที่ควรรู้ยิ่งในคำว่า ทุกข์ ครับ

ท่านอาจารย์: ต้องไปหาทุกข์ที่ไหนมารู้ไหม?

อ.ณภัทร: ไม่ต้องครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ควรรู้ยิ่งใช่ไหม? คือเดี๋ยวนี้

อ.ณภัทร: ครับ คือเดี๋ยวนี้

ท่านอาจารย์: ทุกข์แน่ๆ แต่ไม่รู้เลย

อ.ณภัทร: ครับ ถ้าตามที่พระองค์ทรงแสดงว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ครับ

ท่านอาจารย์: เกิดแล้วก็ดับ ใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วเกิดมาทำไม!! หมดแล้ว ไม่ว่าจะอะไรทั้งสิ้นหมดแล้ว เห็นไหม อริยสัจจธรรม ทุกขอริยสัจจะ ถ้าไม่เห็นความจริงข้อนี้ก็เพลิดเพลินไป ไม่รู้ว่าอะไรเกิดอะไรตาย ก่อนที่จะตายอะไรบ้าง!? ไม่รู้เลยทั้งหมดที่เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ซึ่งสามารถค่อยๆ เข้าใจจนกระทั่งสามารถประจักษ์แจ้งได้ จนกระทั่งหมดความไม่รู้ได้ นี่คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรม ธรรม ให้สามารถประจักษ์แจ้งได้ ถึงความเป็นผู้เลิศในการที่รู้ความจริงที่ลึกซึ้งสุดที่จะประมาณได้

อ.ณภัทร: ครับ เพราะพระองค์ทรงแสดงว่า แม้ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ก็ยังรู้ได้โดยยากเลยครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่รู้ว่า เดี๋ยวนี้อะไร ไม่มีทางรู้ว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับ

อ.ณภัทร: ครับ แล้วถ้าเริ่มรู้ว่า เดี๋ยวนี้อะไร จะค่อยๆ เห็นทุกข์อย่างนั้นใช่ไหมครับ?

ท่านอาจารย์: ก่อนเห็นมีเห็นไหม?

อ.ณภัทร: ก่อนเห็นย่อมไม่มีเห็นครับ

ท่านอาจารย์: เห็นเกิด แล้วเห็นดับหรือเปล่า?

อ.ณภัทร: เห็นเกิด แล้วเห็นต้องดับครับ

ท่านอาจารย์: มีใครหรือเปล่า?

อ.ณภัทร: ไม่มีครับ มีแต่สภาพธรรมครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็เป็นธรรมที่เกิดดับไม่รู้จบสิ้น แต่เข้าใจผิดว่าเป็นเรา

เพราะฉะนั้น ไม่มีทางที่จะออกจากความเข้าใจผิดว่ามีเรา ทั้งๆ ที่เป็นธรรมทั้งหมด จนกว่าจะได้ฟังความจริงจึงคลายความเป็นเรา ค่อยๆ คลายความติดข้อง ค่อยๆ คลายกิเลสอื่นๆ จนกระทั่งไม่เหลือเลย

อ.ณภัทร: ครับ แม้พระองค์ก็ทรงแสดงว่า ชาติ ก็เป็นทุกข์

ท่านอาจารย์: ชาติ คือการเกิดใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย จะมีอะไรดับไหม?

อ.ณภัทร: ไม่มีครับ

ท่านอาจารย์: จบสิ้น ไม่มีการเกิดดับอีกต่อไป จะก็ต้องมีการเกิดดับต่อไปเป็นทุกข์ไหม?

อ.ณภัทร: เป็นทุกข์ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่มีการเกิดดับที่เป็นทุกข์อีกต่อไป เห็นไหม!!

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: พ้นจากทุกข์ได้!!

อ.ณภัทร: ครับ และพระองค์ก็ยังทรงแสดงถึง ความชรา ก็เป็นทุกข์

ท่านอาจารย์: แน่นอน ชราไม่เป็นทุกข์หรือ? จากเด็กแข็งแรง หนุ่มสาว วัยกลางคนทุกสิ่งทุกอย่างจนถึงวัยที่ชรา เหมือนเดิมไหม?

ใครว่า ชราไม่เป็นทุกข์บ้าง?

อ.ณภัทร: ไม่มีครับ จนถึงความมรณะ ก็คือความตายครับ แล้วก็ยังมีความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก

ท่านอาจารย์: เกิดอีกๆ ทุกอย่างไม่จบ เกิดอีกไม่ว่าจะพลัดพรากหรืออะไรก็ เกิดอีกๆ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตลอด

อ.ณภัทร: ครับ แล้วก็ความดับแห่งเหตุให้เกิดทุกข์ครับ

ท่านอาจารย์: ก็ต้องรู้ว่า อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

อ.ณภัทร: ครับ แล้วก็ที่ผมยังอยากขอความเข้าใจ ก็คือว่าฉันทราคะ ในทุกข์คืออย่างไรครับนี่ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ขณะนี้ต้องชอบเห็นแน่ๆ แล้วเห็นก็เกิดดับเป็นทุกข์หรือเปล่า?

อ.ณภัทร: เห็น ก็เกิดดับเป็นทุกข์ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ชอบทุกอย่างที่เกิดดับใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: ก็ไม่รู้ในทุกข์ ที่เป็นชั่วคราว เกิดแล้วก็ดับไป

อ.ณภัทร: แล้วก็ยังมีความยินดีในทุกข์อีกครับ

ท่านอาจารย์: ค่ะ ก็ฉันทะเกิดแล้วจะไม่ยินดีหรือ?!

อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น ที่พระองค์ทรงแสดงว่า เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ไม่ใช่แค่รู้เฉยๆ เพราะฉะนั้น ละเอียดทุกอย่างเลยครับ

ท่านอาจารย์: เป็นความจริงที่เมื่อรู้แล้ว จึงไม่เห็นประโยชน์ของการที่ไม่มีอะไรเลย นอกจากธรรมที่มีปัจจัยเกิดและดับไม่สิ้นสุด

อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น แม้เราได้ศึกษาได้ฟังคำ แต่ว่าสิ่งที่ควรรู้ยิ่งจริงๆ ก็คือสิ่งที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้

ท่านอาจารย์: รู้ยังไงก็ไม่พ้นจากเราจนกว่าจะไม่มีเรา สูงสุดของความถูกต้อง สัจจธรรม ธรรมเป็นธรรม

อ.ณภัทร: แล้วการที่จะไม่มีเราครับท่านอาจารย์ ก็คือเป็นปัญญาที่เห็นสภาพที่กำลังปรากฏนั้น ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่ตัวตน ค่อยๆ มั่นคงครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่เริ่มฟังจะรู้ไหม นี่ ไม่ใช่เราที่เห็น!!

อ.ณภัทร: ไม่มีทางรู้เลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ไม่มีเราที่จำ ไม่มีเราที่โกรธ ไม่มีเราที่เสียใจ ไม่มีเราที่ดีใจ จึงต้องอาศัยพระธรรม

อ.ณภัทร: ครับ ไม่มีทางรู้เลยครับ แล้วก็ฟังครั้งเดียว สิบครั้ง ยี่สิบครั้ง ร้อยครั้ง พันครั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรู้ตามเหมือนอย่างที่ได้ฟัง

ท่านอาจารย์: เทียบกับที่ไม่ได้ฟังแล้วไม่รู้มาแสนโกฏกัปป์ก็แล้วกัน

อ.ณภัทร: ครับ ก็เป็นผู้ที่เริ่มเห็นหนทางจริงๆ ว่า การอบรมเจริญปัญญา ก็คือเดี๋ยวนี้ที่จะรู้ในสิ่งที่กำลังมี แล้วก็ปัญญาค่อยๆ รู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังมีว่า ไม่ใช่เราไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุุคคลไม่ใช่ตัวตนครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ขาดการฟัง ฟังแล้วขาดการไตร่ตรอง เป็นไปได้ไหมที่จะเข้าใจความจริง

อ.ณภัทร: เป็นไปไม่ได้ครับ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
chatchai.k
วันที่ 12 มิ.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ