อุเบกขาใดควรเสพ อุเบกขาใดไม่ควรเสพ ตอนที่ ๖-๕ [สักกปัญหสูตร]

 
wittawat
วันที่  14 พ.ค. 2569
หมายเลข  52357
อ่าน  20

อุเบกขาใดควรเสพ อุเบกขาใดไม่ควรเสพ ตอนที่ ๖-๕ [สักกปัญหสูตร]
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้า 134
[๒๕๗] ส. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็ภิกษุปฏิบัติอย่างไร ชื่อว่าเป็นผู้ดําเนินปฏิปทาอันสมควร และให้ถึงความดับส่วนแห่งสัญญาอันสัมปยุตด้วยปปัญจธรรม.

พ. ก็อาตมภาพ กล่าวโดยโสมนัส โทมนัส และอุเบกขา ส่วนละ ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี อาตมภาพกล่าวหมายถึงข้อความดังว่ามาฉะนี้ และอาศัยอะไรจึงกล่าว ดังนั้น บรรดาโสมนัส ๒ อย่างนั้น บุคคลพึงรู้จัก
โสมนัสใดว่า เมื่อเราเสพโสมนัสนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญมาก กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ดังนี้ โสมนัสเห็นปานนั้นไม่ควรเสพ. บุคคลพึงรู้จักโสมนัสใดว่าเมื่อเราเสพโสมนัสนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญมากดังนี้ โสมนัสเห็นปานนั้นควรเสพ. บรรดาโสมนัสนั้น โสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยปฐมฌาน ยังมีวิตก วิจาร โสมนัสที่ไม่มีวิตก วิจาร ประณีตกว่า อาตมภาพกล่าวโสมนัสใด โดยส่วน ๒ ว่าควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี อาตมภาพกล่าว หมายถึงข้อความดังว่ามาฉะนี้ และอาศัยเหตุนี้จึงกล่าวดังนั้น. แม้โทมนัสและอุเบกขา ก็มีลักษณะดังนี้แล ขอถวายพระพร. ภิกษุปฏิบัติอย่างนี้แล ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ดําเนินปฏิปทาอันสมควรและให้ถึงความดับส่วนแห่งสัญญาอันประกอบด้วยปปัญจธรรม.


สุตฺต ที. มหาวคฺโค - หน้าที่ 313

อุเปกฺขํ จาหํ เทวานมินฺท ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพํปิ อเสวิตพฺพํปีติ ฯ
ดูกรท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ เรากล่าวซึ่งอุเบกขาโดยประการสอง คือที่ควรเสพด้วยก็มี และที่ไม่ควรเสพด้วยก็มี

อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ
ก็แล ข้อนี้ที่กล่าวแล้วนั้น กล่าวอาศัยอะไรเล่า

ตตฺถ ยํ ชญฺญา อุเปกฺขํ
ในกรณีนั้น อุเบกขาใดที่พึงรู้

อิมํ โข เม อุเปกฺขํ เสวโต
ว่าเมื่อเราเสพอุเบกขานี้แล้ว

อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ
อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญขึ้น

กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺตีติ
กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไป

เอวรูปา อุเปกฺขา น เสวิตพฺพา ฯ
อุเบกขามีลักษณะเช่นนี้ ไม่ควรเสพ

ตตฺถ ยํ ชญฺญา อุเปกฺขํ
ในกรณีนั้น อุเบกขาใดที่พึงรู้

อิมํ โข เม อุเปกฺขํ เสวโต
ว่าเมื่อเราเสพอุเบกขานี้แล้ว

อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ
อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไป

กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺตีติ
กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญขึ้น

เอวรูปา อุเปกฺขา เสวิตพฺพา ฯ
อุเบกขามีลักษณะเช่นนี้ ควรเสพ

ตตฺถ ยญฺเจ สวิตกฺกํ สวิจารํ
ในกรณีนั้น ไม่ว่าจะเป็นอุเบกขาที่ประกอบด้วยวิตกและวิจาร

ยญฺเจ อวิตกฺกํ อวิจารํ
หรืออุเบกขาที่ไม่ประกอบด้วยวิตกและวิจาร

เย อวิตกฺเก อวิจาเร ปณีตตเร
หรืออุเบกขาที่ประณีตกว่านั้น ในภาวะไม่มีวิตกไม่มีวิจาร

อุเปกฺขํ จาหํ เทวานมินฺท ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพํปิ อเสวิตพฺพํปีติ ฯ
ดูกรท้าวสักกะ เรากล่าวซึ่งอุเบกขานั้นโดยประการสอง คือที่ควรเสพด้วยก็มี และที่ไม่ควรเสพด้วยก็มี

อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ
ข้อความใดที่กล่าวแล้ว ข้อความนั้นแล กล่าวอาศัยเหตุนี้

เอวํปฏิปนฺโน โข เทวานมินฺท ภิกฺขุ ปปญฺจสญฺญาสงฺขานิโรธสารุปฺปคามินีปฏิปทํ ปฏิปนฺโน โหตีติ ฯ
ดูกรท้าวสักกะ ภิกษุผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อความสมควรแก่ความดับแห่งปปัญจสัญญาสังขาทั้งหลาย

อิตฺถํ ภควา สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส ปญฺหํ ปุฏฺโฐ พฺยากาสิ ฯ
พระผู้มีพระภาค เมื่อถูกท้าวสักกะจอมเทพทูลถามแล้ว ได้ทรงพยากรณ์ดังนี้

อตฺตมโน สกฺโก เทวานมินฺโท ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิ อนุโมทิ
ท้าวสักกะจอมเทพมีพระทัยยินดี ได้อนุโมทนาพระพุทธพจน์ของพระผู้มีพระภาค

เอวเมตํ ภควา เอวเมตํ สุคต
เป็นอย่างนี้แล พระผู้มีพระภาค เป็นอย่างนี้แล พระสุคต

ติณฺณา เมตฺถ กงฺขา วิคตา กถํกถา
ความสงสัยของข้าพระองค์ในข้อนี้ข้ามพ้นแล้ว ความลังเลสิ้นไปแล้ว

ภควโต ปญฺหาพฺยากรณํ สุตฺวาติ ฯ
เพราะได้สดับคำพยากรณ์แห่งปัญหาจากพระผู้มีพระภาค


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้า 192

คําว่า ไม่พึงเสพอุเบกขาเห็นปานนั้น ความว่าไม่พึงเสพอุเบกขาที่อาศัยเรือนเห็นปานนั้น. ที่ชื่อว่าอุเบกขาที่อาศัยเรือนได้แก่ อุเบกขาที่อาศัยกามคุณ ซึ่งติดข้อง เกิดขึ้นในกามคุณนั้นเอง เป็นไปล่วงรูปเป็นต้นไม่ได้เหมือนแมลงวันตอมงบน้ำอ้อย ในอารมณ์ที่น่ารักที่มาสู่คลองในทวารทั้ง ๖ อย่างนี้ คือ ในเวทนาเหล่านั้น อุเบกขาที่อาศัยเรือน ๖ อย่างเป็นไฉน เพราะเห็นรูปด้วยตา อุเบกขาย่อมเกิดขึ้นแก่คนโง่ คนหลง คนมีกิเลสหนา คนเอาแต่ชนะไม่มีขอบเขตไป เอาแต่ชนะไม่เป็นผล มีปกติไม่เห็นโทษ ไม่ได้รับการศึกษาคือเป็นปุถุชน อุเบกขาเห็นปานนี้ใด อุเบกขานั้นก้าวล่วงรูปไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงเรียกอุเบกขานั้น ว่าอาศัยเรือน (๑) ดังนี้เป็นต้น. คําว่า อุเบกขาเห็นปานนี้ อันบุคคลพึงเสพ คือ พึงเสพอุเบกขาที่อาศัยการออกจากเรือนเห็นปานนี้. ที่ชื่อว่า อุเบกขาที่อาศัยการออกจากเรือน ได้แก่ อุเบกขาที่ประกอบพร้อมด้วยวิปัสสนาญาณซึ่งเกิดแก่บุคคลผู้ไม่ยินดีในอารมณ์ที่น่ารัก ไม่ยินร้ายในอารมณ์ที่ไม่น่ารัก ไม่ลุ่มหลงเพราะขาดการเพ่งพิจารณาในอารมณ์ มีอารมณ์ที่น่ารักเป็นต้น ที่มาสู่คลองในทวารทั้งหกอย่างนี้คือ ในเวทนาเหล่านั้นอุเบกขาที่อาศัยการออกจากเรือนหกอย่างเป็นไฉน คือ อุเบกขาย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้รู้แจ้ง ความไม่เที่ยงนั้นเอง ความแปรปรวน ความคลาย ความดับของรูป แล้วเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูปทั้งหลายทั้งในเมื่อก่อน ทั้งในบัดนี้ รูปเหล่านั้นล้วนแต่ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา อุเบกขาเห็นปานนี้ใด อุเบกขา นั้นก้าวล่วงรูปได้ เพราะฉะนั้น อุเบกขานั้นจึงเรียกว่าอาศัยการออกจากเรือน ดังนี้เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่งแม้อุเบกขาที่เป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ มีส่วนเสมอกันกับเวทนา ก็จัดเป็นอุเบกขาในที่นี้ได้เหมือนกัน. คําว่า เพราะฉะนั้น พึงเสพ ความว่า พึงเสพอุเบกขาที่เกิดด้วยอํานาจการออกจากเรือนด้วยอํานาจวิปัสสนา ด้วยอํานาจการตามระลึกถึง ด้วยอํานาจฌานที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม และที่สี่นี้ไว้

ในคําเหล่านั้นคําว่า ถ้าอุเบกขาใดยังมีความตรึกยังมีความตรอง คือแม้ในอุเบกขาที่อาศัยการออกจากเรือนนั้นก็พึงทราบว่า อุเบกขายังมีความตรึก ยังมีความตรองซึ่งเกิดขึ้นด้วยอํานาจการออกจากเรือน ด้วยอํานาจวิปัสสนาด้วยอํานาจการตามระลึกถึงและด้วยอํานาจฌานที่หนึ่งใด. คําว่า ใด ถ้าไม่มีความตรึก ไม่มีความตรอง คือ ก็พึงทราบว่าอุเบกขาที่ไม่มีความตรึกไม่มีความตรอง ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอํานาจฌานที่สอง และที่สามเป็นต้นใด. คําว่า เหล่าใดไม่มีความตรึก ไม่มีความตรอง ความว่า ในอุเบกขาทั้งสอง เหล่านี้อุเบกขาที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองนั้นประณีตกว่า. ด้วยคํานี้ เป็นอันท่านกล่าวถึงอะไร กล่าวถึงอรหัตผลของสองท่าน. จริงอยู่ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อเริ่มตั้งวิปัสสนาในอุเบกขาที่ยังมีความตรึก และยังมีความตรองแล้วก็มาใคร่ครวญว่า อุเบกขานี้อาศัยอะไร ก็ทราบชัดว่าอาศัยที่วัตถุ แล้วก็ตั้งอยู่ในอรหัตผลโดยลําดับ ตามนัยที่กล่าวแล้วในหมวดอันมีผัสสะเป็นที่ห้านั่นแหละ. รูปหนึ่งเริ่มตั้งวิปัสสนาในอุเบกขาที่ไม่มีความตรึก และไม่มีความตรองแล้วก็ตั้งอยู่ ในอรหัตผลตามนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน.

แม้ในอุเบกขาที่ตั้งมั่นเหล่านั้น อุเบกขาที่ไม่มีความตรึก และไม่มีความตรองประณีตกว่าที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง อุเบกขาวิปัสสนาที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองประณีตกว่า แม้อุเบกขาวิปัสสนาที่มีความตรึกและมีความตรอง อุเบกขาผลสมาบัติที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองเท่านั้น ที่ประณีตกว่าอุเบกขาผลสมาบัติที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า เหล่าใดไม่มีความตรึกไม่มีความตรองประณีตกว่า ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จอมทวยเทพ! ภิกษุผู้ปฏิบัติอย่างนี้แลชื่อว่า ย่อมปฏิบัติข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความสมควร เพื่อความดับโดยไม่เหลือแห่งส่วนที่มีความจําได้หมายรู้อันประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า แล้วก็ทรงจบเทศนาลงด้วยยอดคือ พระอรหัตผล. ส่วนท้าวสักกะทรงบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว.


ทีฆนิกายฏฺฐกถา (สุมงฺคลวิลาสินี ๒) - หน้า 566-568

เอวรูปา อุเปกฺขา น เสวิตพฺพาติ
อุเบกขาเช่นนี้ ไม่ควรเสพ / ไม่ควรเจริญ ดังนี้

เอวรูปา เคหสิตอุเปกฺขา น เสวิตพฺพา ฯ
อุเบกขาอันอาศัยเรือน / อาศัยกามคุณ เช่นนี้ ไม่ควรเสพ

เคหสิตอุเปกฺขา นาม ตตฺถ กตมา
อุเบกขาอันอาศัยเรือน ชื่อว่าอะไร ในบรรดาอุเบกขาเหล่านั้น?

ฉ เคหสิตา อุเปกฺขา ฯ
อุเบกขาอันอาศัยเรือน มี 6 อย่าง

จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา
บุคคลเห็นรูปด้วยตาแล้ว อุเบกขาก็เกิดขึ้น

พาลสฺส มุฬฺหสฺส ปุถุชฺชนสฺส
แก่ปุถุชน ผู้เป็นคนพาล ผู้หลง

อโนธิชินสฺส อวิปากชินสฺส
ผู้ยังไม่ชนะขอบเขต / ยังไม่ชนะเครื่องกั้น ผู้ยังไม่ชนะวิบาก

อนาทีนวทสฺสาวิโน อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส ฯ
ผู้ไม่เห็นโทษ ผู้มิได้สดับ ผู้เป็นปุถุชน

ยา เอวรูปา อุเปกฺขา ฯ
อุเบกขาใด เป็นเช่นนี้

รูปํ สา นาติวตฺตติ ฯ
อุเบกขานั้น ย่อมไม่ก้าวล่วงรูปไปได้

ตสฺมา สา อุเปกฺขา เคหสิตาติ วุจฺจตีติ
เพราะเหตุนั้น อุเบกขานั้น จึงเรียกว่า “เคหสิตอุเบกขา” คือ อุเบกขาอันอาศัยเรือน ดังนี้

เอวํ ฉสุ ทฺวาเรสุ อิฏฺฐารมฺมเณ อาปาถคเต
อย่างนี้ เมื่ออารมณ์อันน่าปรารถนา มากระทบคลอง / มาปรากฏในทวารทั้ง 6

คุฬปิณฺฑิเก นิลีนมกฺขิกา วิย
เหมือนแมลงวันที่เกาะติดอยู่ในก้อนน้ำอ้อย / ก้อนน้ำตาล

รูปาทีนิ อนติวตฺตมานา
ไม่ก้าวล่วงรูปเป็นต้นไปได้

ตตฺเถว ลคฺคา ลคฺคิตา หุตฺวา
เป็นธรรมชาติติดอยู่ พัวพันอยู่ในอารมณ์นั้นนั่นเอง

อุปฺปนฺนา กามคุณนิสฺสิตา อุเปกฺขา
อุเบกขาที่เกิดขึ้น อาศัยกามคุณ

น เสวิตพฺพา ฯ
ไม่ควรเสพ / ไม่ควรเจริญ

เอวรูปา อุเปกฺขา เสวิตพฺพาติ
อุเบกขาเช่นนี้ ควรเสพ ดังนี้

เอวรูปา เนกฺขมฺมสิตอุเปกฺขา เสวิตพฺพา ฯ
อุเบกขาอันอาศัยเนกขัมมะเช่นนี้ ควรเสพ / ควรเจริญ

เนกฺขมฺมสิตอุเปกฺขา นาม ตตฺถ กตมา
อุเบกขาอันอาศัยเนกขัมมะ ชื่อว่าอะไร ในบรรดาอุเบกขาเหล่านั้น?

ฉ เนกฺขมฺมสิตา อุเปกฺขา ฯ
อุเบกขาอันอาศัยเนกขัมมะ มี 6 อย่าง

รูปานํเตฺว อนิจฺจตํ วิทิตฺวา
รู้ความไม่เที่ยงของรูปทั้งหลายแล้ว

วิปริณามํ วิราคํ นิโรธํ
รู้ความแปรปรวน ความคลายกำหนัด และความดับ

ปุพฺเพ เจว รูปา เอตรหิ จ
รูปทั้งหลายในกาลก่อนด้วย รูปทั้งหลายในบัดนี้ด้วย

สพฺเพ เต รูปา อนิจฺจา ฯ
รูปทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ไม่เที่ยง

ทุกฺขา วิปริณามธมฺมาติ
เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดังนี้

เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต
เมื่อบุคคลเห็นสิ่งนั้นอย่างนี้ ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ

อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา ฯ
อุเบกขาก็เกิดขึ้น

ยา เอวรูปา อุเปกฺขา ฯ
อุเบกขาใด เป็นเช่นนี้

รูปํ สา อติวตฺตติ ฯ
อุเบกขานั้น ย่อมก้าวล่วงรูปได้

ตสฺมา สา อุเปกฺขา เนกฺขมฺมสิตาติ วุจฺจตีติ
เพราะเหตุนั้น อุเบกขานั้น จึงเรียกว่า “เนกขัมมสิตอุเบกขา” คือ อุเบกขาอันอาศัยเนกขัมมะ ดังนี้

เอวํ ฉสุ ทฺวาเรสุ อิฏฺฐาทิอารมฺมเณ อาปาถคเต
อย่างนี้ เมื่ออารมณ์มีอารมณ์อันน่าปรารถนาเป็นต้น มากระทบคลอง / มาปรากฏในทวารทั้ง 6

อิฏฺเฐ อรชฺชนฺตสฺส
แก่ผู้ไม่กำหนัดในอารมณ์อันน่าปรารถนา

อนิฏฺเฐ อทุสฺสนฺตสฺส
แก่ผู้ไม่ประทุษร้าย / ไม่โกรธในอารมณ์อันไม่น่าปรารถนา

อสมเปกฺขเนน อสมฺมุยฺหนฺตสฺส
แก่ผู้ไม่หลงด้วยการเพ่งเฉยอย่างไม่ถูกต้อง / ไม่หลงด้วยอุเบกขาอันไม่เสมอ

อุปฺปนฺนา วิปสฺสนาญาณสมฺปยุตฺตา อุเปกฺขา ฯ
อุเบกขาที่เกิดขึ้น ประกอบด้วยวิปัสสนาญาณ

อปิจ เวทนาสภาคา ตตฺรมชฺฌตฺตุเปกฺขาปิ เอตฺถ อุเปกฺขาว ฯ
อีกอย่างหนึ่ง แม้ความเป็นกลางในธรรมนั้นๆ ซึ่งมีสภาวะร่วมกับเวทนา ในที่นี้ก็จัดเป็นอุเบกขาเหมือนกัน

ตสฺมา เสวิตพฺพาติ
เพราะเหตุนั้น จึงควรเสพ / ควรเจริญ

อยํ เนกฺขมฺมวเสน วิปสฺสนาวเสน อนุสฺสติวเสน
อุเบกขานี้ ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจเนกขัมมะ ด้วยอำนาจวิปัสสนา ด้วยอำนาจอนุสสติ

ปฐมทุติยตติยจตุตฺถชฺฌานวเสน อุปปชฺชนอุเปกฺขา
และด้วยอำนาจปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

เสวิตพฺพา นาม ฯ
ชื่อว่าเป็นอุเบกขาที่ควรเสพ / ควรเจริญ

ตตฺถ ยญฺเจ สวิตกฺกํ สวิจารนฺติ
ในอุเบกขานั้น คำว่า “อันมีวิตก มีวิจาร” ใด

ตายปิ เนกฺขมฺมสิตอุเปกฺขาย จ
ด้วยเนกขัมมสิตอุเบกขานั้นด้วย

ยํ เนกฺขมฺมวเสน วิปสฺสนาวเสน อนุสฺสติวเสน
อุเบกขาใด ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจเนกขัมมะ ด้วยอำนาจวิปัสสนา ด้วยอำนาจอนุสสติ

ปฐมชฺฌานวเสน จ อุปฺปนฺนํ
และด้วยอำนาจปฐมฌาน

สวิตกฺกํ สวิจารํ อุเปกฺขนฺติ ชาเนยฺย ฯ
พึงทราบอุเบกขานั้นว่า เป็นอุเบกขาอันมีวิตก มีวิจาร

ยญฺเจ อวิตกฺกํ อวิจารนฺติ
ส่วนคำว่า “อันไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร” ใด

ยํ ปน ทุติยตติยชฺฌานาทิวเสน อุปฺปนฺนํ
อุเบกขาใดเล่า ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจทุติยฌาน ตติยฌาน เป็นต้น

อวิตกฺกํ อวิจารํ อุเปกฺขนฺติ ชาเนยฺย ฯ
พึงทราบอุเบกขานั้นว่า เป็นอุเบกขาอันไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร

เย อวิตกฺเก อวิจาเร
ในอุเบกขาทั้งหลายที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร

เอตาสุ ทฺวีสุ ยา อวิตกฺกอวิจารา ฯ
ในอุเบกขา 2 อย่างเหล่านี้ อุเบกขาใดไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร

สา ปณีตตราติ อตฺโถ ฯ
อุเบกขานั้น ประณีตกว่า นี้คือความหมาย

อิมินา กึ กถิตํ โหติ ฯ
ด้วยคำนี้ อะไรเป็นอันตรัสไว้?

ทฺวินฺนํ อรหตฺตํ กถิตํ ฯ
อรหัตผลของภิกษุ 2 รูป เป็นอันตรัสไว้

เอโก หิ ภิกฺขุ สวิตกฺกสวิจารอุเปกฺขาย
จริงอยู่ ภิกษุรูปหนึ่ง อาศัยอุเบกขาอันมีวิตก มีวิจาร

วิปสฺสนํ ปฏฺฐเปตฺวา
ตั้งวิปัสสนาขึ้นแล้ว

อยํ อุเปกฺขา กึนิสฺสิตาติ อุปธาเรนฺโต
เมื่อพิจารณาว่า อุเบกขานี้อาศัยอะไร

วตฺถุนิสฺสิตาติ ปชานาติ
ย่อมรู้ว่า อุเบกขานี้อาศัยวัตถุ / อาศัยอารมณ์เป็นที่ตั้ง

ผสฺสปญฺจมเก วุตฺตนเยเนว อนุกฺกเมน
โดยลำดับ ตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในหมวดมีผัสสะเป็นที่ห้า

อรหตฺเต ปติฏฺฐาติ ฯ
ย่อมดำรงอยู่ในอรหัตผล / ตั้งอยู่ในพระอรหัต

เอโก อวิตกฺกาวิจาราย อุเปกฺขาย
ภิกษุอีกรูปหนึ่ง อาศัยอุเบกขาอันไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร

วิปสฺสนํ ปฏฺฐเปตฺวา
ตั้งวิปัสสนาขึ้นแล้ว

วุตฺตนเยเนว อรหตฺเต ปติฏฺฐาติ ฯ
ย่อมตั้งอยู่ในพระอรหัต ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล

ตตฺถ อภินิวิฏฺฐอุเปกฺขาสุปิ
ในอุเบกขาทั้งหลายที่ภิกษุยึดถือ / ตั้งไว้เป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนาเหล่านั้นด้วย

สวิตกฺกสวิจารโต อวิตกฺกาวิจารา ปณีตตรา ฯ
อุเบกขาที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ประณีตกว่าอุเบกขาที่มีวิตก มีวิจาร

สวิตกฺกสวิจารอุเปกฺขาวิปสฺสนาโตปิ
แม้กว่า วิปัสสนาที่มีอุเบกขาอันมีวิตก มีวิจาร

อวิตกฺกาวิจารอุเปกฺขาวิปสฺสนา ปณีตตรา ฯ
วิปัสสนาที่มีอุเบกขาอันไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ก็ประณีตกว่า

สวิตกฺกสวิจารุเปกฺขาผลสมาปตฺติโตปิ
แม้กว่าผลสมาบัติที่มีอุเบกขาอันมีวิตก มีวิจาร

อวิตกฺกาวิจารุเปกฺขาผลสมาปตฺติเยว ปณีตตรา ฯ
ผลสมาบัติที่มีอุเบกขาอันไม่มีวิตก ไม่มีวิจารนั่นแล ประณีตกว่า

เตนาห ภควา เย อวิตกฺเก อวิจาเร เต ปณีตตเรติ ฯ
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
“อุเบกขาเหล่าใด ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร อุเบกขาเหล่านั้น ประณีตกว่า” ดังนี้

เอวํ ปฏิปนฺโน โข เทวานมินฺท ภิกฺขุ
ข้าแต่จอมเทพ ภิกษุผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้แล

ปปญฺจสญฺญาสงฺขานิโรธสารุปฺปคามินึ ปฏิปทํ
ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทา อันเป็นไปสมควรแก่ความดับแห่งสัญญาและสังขารอันเป็นปปัญจธรรม

ปฏิปนฺโน โหตีติ
ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว ดังนี้

ภควา อรหตฺตนิกูเฏน เทสนํ นิฏฺฐเปสิ ฯ
พระผู้มีพระภาค ทรงจบเทศนาด้วยยอดคือพระอรหัต

สกฺโก ปน โสตาปตฺติผลํ ปตฺโต ฯ
ส่วนท้าวสักกะ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว


สรุป
>> อุเบกขาอันไม่ควรเสพ คืออะไร?
>> อุเบกขาอันไม่ควรเสพ ได้แก่ อุเบกขาอันอาศัยเรือน ๖
>> ทางตา เมื่อปุถุชนผู้เป็นคนพาล ผู้หลง ผู้ยังไม่ชนะเครื่องกั้น ผู้ยังไม่ชนะวิบาก ผู้ไม่เห็นโทษ ผู้มิได้สดับ เห็นรูปด้วยตาแล้ว อุเบกขาย่อมเกิดขึ้น
>> อุเบกขานั้นเป็นอุเบกขาที่ไม่สามารถก้าวล่วงรูปได้ ยังติด ยังพัวพันอยู่ในรูป เปรียบเหมือนแมลงวันที่ติดอยู่ในก้อนน้ำอ้อย
>> แม้ในทวารอื่นๆ คือ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ก็เช่นเดียวกัน เมื่ออารมณ์อันน่าปรารถนาปรากฏขึ้น อุเบกขาที่เกิดขึ้นโดยยังไม่ก้าวล่วงอารมณ์นั้น ยังติดอยู่ในอารมณ์นั้น จัดเป็นอุเบกขาอันอาศัยกามคุณ
>> ดังนั้น อุเบกขาเช่นนี้เรียกว่า เคหสิตอุเบกขา คือ อุเบกขาอันอาศัยเรือน เป็นอุเบกขาที่ไม่ควรเสพ
>> อุเบกขาอันควรเสพ คืออะไร?
>> อุเบกขาอันควรเสพ ได้แก่ อุเบกขาอันอาศัยเนกขัมมะ ๖
>> เมื่อบุคคลรู้ความไม่เที่ยงของรูปทั้งหลาย รู้ความแปรปรวน ความคลายกำหนัด และความดับของรูปทั้งหลาย แล้วเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า รูปทั้งหลายในอดีตก็ดี รูปทั้งหลายในปัจจุบันก็ดี ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา อุเบกขาย่อมเกิดขึ้น
>> อุเบกขาเช่นนี้สามารถก้าวล่วงรูปได้ จึงเรียกว่า เนกขัมมสิตอุเบกขา คือ อุเบกขาอันอาศัยเนกขัมมะ
>> แม้ในทวารอื่นๆ คือ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ก็เช่นเดียวกัน เมื่ออารมณ์ปรากฏขึ้นแก่ผู้ไม่กำหนัดในอารมณ์อันน่าปรารถนา ไม่โกรธในอารมณ์อันไม่น่าปรารถนา และไม่หลงเพราะการวางเฉยอย่างไม่ถูกต้อง อุเบกขาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอุเบกขาอันประกอบด้วยวิปัสสนาญาณ
>> อีกอย่างหนึ่ง แม้ตัตรมัชฌัตตุเปกขา ซึ่งมีสภาวะร่วมกับเวทนา ในที่นี้ก็จัดเป็นอุเบกขาเช่นกัน
>> เพราะฉะนั้น อุเบกขาที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจเนกขัมมะ ด้วยอำนาจวิปัสสนา ด้วยอำนาจอนุสสติ และด้วยอำนาจปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน จึงเป็นอุเบกขาที่ควรเสพ ควรเจริญ
>> อุเบกขาอันมีวิตกวิจาร คืออะไร?
>> อุเบกขาที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจเนกขัมมะ ด้วยอำนาจวิปัสสนา ด้วยอำนาจอนุสสติ และด้วยอำนาจปฐมฌาน เป็นอุเบกขาอันมีวิตก มีวิจาร
>> อุเบกขาอันไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร คืออะไร?
>> อุเบกขาที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจทุติยฌาน ตติยฌาน เป็นต้น เป็นอุเบกขาอันไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
>> ในอุเบกขา ๒ อย่างนี้ อุเบกขาอันไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เป็นอุเบกขาที่ประณีตกว่า


กราบเรียนอาจารย์คำปั่น

1. "อปิจ เวทนาสภาคา ตตฺรมชฺฌตฺตุเปกฺขาปิ เอตฺถ อุเปกฺขาว ฯ ที่ฉบับแปลไทย แปลว่า "อีกอย่างหนึ่งแม้อุเบกขาที่เป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ มีส่วนเสมอกันกับเวทนา ก็จัดเป็นอุเบกขาในที่นี้ได้เหมือนกัน." อันนี้อรรถกถา ท่านกล่าวถึง ตัตรมัชฌัตตาเจตสิก ที่เป็นโสภณเจตสิกที่เป็นกลางในอารมณ์ใช่ไหมครับ
2. ถ้าข้อที่ 1 หมายถึง ตัตรมัชฌัตตาเจตสิก กระผมจะเข้าใจถูกไหมครับว่า อรรถกถา แสดงว่า อุเบกขา ที่ควรเสพ ก็หมายถึง ตัวอุเบกขาเวทนาเอง ที่เกิดขึ้นเป็นไปกับกุศลจิตทั้งหลาย มีทาน ศีล สมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา เป็นต้น และอีกนัยหนึ่งก็หมายถึง ตัตรมัชฌัตตาเจตสิก ที่เป็นกุศลเจตสิกที่เป็นกลางไม่หวั่นไหวยินดี ยินร้ายในอารมณ์ครับ กราบเรียนช่วยเพิ่มเติมด้วยครับ

กราบอนุโมทนาครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
วันที่ 28 พ.ค. 2569

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ตามที่ได้ไตร่ตรองตามข้อความในอรรถกถา ความคิดเห็นที่ ๑ และ ๒ เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ครับ เนื่องจากว่า อุเบกขา มีหลายอย่าง ครับ

... ยินดีในกุศลวิริยะของคุณวิทวัตอย่างยิ่งครับ ...

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ