ยังไม่เห็นทุกข์ใช่ไหม?

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑- หน้า 47
๑๐. ทุติยสัปปายสูตร
ว่าด้วยทรงแสดงข้อปฏิบัติที่สบายแก่การเพิกถอนสิ่งทั้งปวง
[๓๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฏฐิแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฏฐิ เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า.
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา.
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯลฯ
อ.วิชัย: กราบท่านอาจารย์ครับ ขอร่วมสนทนาในเรื่องของการรู้ความเป็นจริงแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจในความเป็นธรรมซึ่งมีปัจจัยปรุงแต่งจึงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปครับ อย่างข้อความในทุติยสัปปายสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอน ซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะ และทิฏฐิเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เป็นทุกข์พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่ควรเห็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า
ท่านอาจารย์ครับ ตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโดยขันธ์ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพระภิกษุทั้งหลายเรื่องของรูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ภิกษุทั้งหลายก็กราบทูลว่า ไม่เที่ยง ดังนั้น การที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม อย่างถ้ากล่าวถึง จักษุ ขณะนี้จักษุไม่ปรากฏ แต่ตามความเข้าใจก็รู้ว่ามี เพราะเหตุว่า เห็นเกิดขึ้นก็ต้องอาศัยจักษุจึงเกิดขึ้นได้
ดังนั้น การที่จะอ่านข้อความในทุติยสัปปายสูตร ก็ดูเหมือนกับตามข้อความ แล้วก็ตามการตรึกนะครับ อย่างพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ตามความคิดก็ตอบได้ว่า เป็นทุกข์อย่างที่พระภิกษุทั้งหลายกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ ดังนั้น การที่จะเข้าใจความลึกซึ้งของพระสูตรนะครับ ดูเหมือนกับอ่านข้อความในตรงนี้ แล้วเห็นความลึกซึ้งของพระสูตรนี้ คืออย่างไรครับท่านอาจารย์ ไม่ใช่เพียงอ่านแล้วก็เพียงคิดไตร่ตรองก็เป็นอย่างนั้นจริงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส และพระภิกษุทั้งหลายกราบทูลนะครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เพียงแค่คำนั้นที่เข้าใจ ใช่ไหม?
คุณวิชัยคะ ตา เที่ยงไหม?
อ.วิชัย: ไม่เที่ยงครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม รู้จักตาแล้วหรือ? ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ต้องเข้าใจความจริงยิ่งกว่านั้น รู้จัก ตา แล้วหรือ? เห็นไหม ที่จะตอบว่า ตา ไม่เที่ยงทันที!!
อ.วิชัย: ถ้าคิดละเอียดก็ยังไม่รู้จักครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ตั้งต้นรู้ว่า ตา เที่ยงไหม? แล้วจึงรู้ว่า ตา คืออะไรที่ว่าไม่เที่ยง
อ.วิชัย: ตามการศึกษาก็รู้ว่า เป็นรูปอย่างหนึ่งที่สามารถกระทบกับสีสันวรรณะต่างๆ ได้ครับ
ท่านอาจารย์: ตามการศึกษาแล้วเข้าใจอย่างนั้นไหม?
อ.วิชัย: ก็เข้าใจจากเพียงการไตร่ตรองครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มั่นคงไหม?
อ.วิชัย: มั่นคงแค่ขั้นไตร่ตรองครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ปัญญารู้ตามความเป็นจริงว่า มั่นคงแค่ไตร่ตรอง เห็นไหม ปัญญารู้ตามลำดับจริงๆ มั่นคงแค่ไหม แค่ไตร่ตรอง!! หมายความว่าอะไร?
อ.วิชัย: หมายความว่า ต้องมีความรู้ที่ละเอียดกว่านี้อีกครับ
ท่านอาจารย์: แค่ไตร่ตรอง แต่ว่าสามารถที่จะถึงลักษณะที่เป็นจริงไหม?
อ.วิชัย: เมื่อมีการเจริญขึ้นก็สามารถรู้ในลักษณะของความเป็นจริงของสิ่งนั้นได้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจความหมายของไตร่ตรอง ยังไม่มีความรู้มากพอกว่านี้ใช่ไหม?
อ.วิชัย: ยังครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงรู้ว่า แค่นี้ยังไม่ถึงการเข้าใกล้ความจริง ยังห่าง แต่ก็ยังรู้ว่าอยู่ไหน เป็นอย่างไง จนกว่าจะใกล้ชิดถึงการรู้จริงประจักษ์แจ้ง
อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของความเข้าใจที่ค่อยๆ ปรุงแต่งขึ้น แล้วก็เป็นผู้ที่ค่อยๆ มั่นคงในหนทางของการเจริญปัญญาครับ เพราะว่าก่อนหน้านั้นไม่รู้จักทางครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: แล้วต้องเป็นผู้ตรงด้วย และจะรู้ได้อย่างไง? แค่นี้พอหรือ? แค่คิดพอหรือ?
อ.วิชัย: ไม่พอครับ
ท่านอาจารย์: นั่นแหละค่ะ เพราะฉะนั้น ปัญญาก็เจริญขึ้นจากการไตร่ตรอง ละเอียดขึ้นลึกซึ้งขึ้น
ยังไม่เห็นทุกข์ใช่ไหม?
อ.วิชัย: ยังไม่เห็นครับ
ท่านอาจารย์: ทำไมล่ะ ถึงได้ไกลแสนไกลจนไม่เห็นใช่ไหม?
อ.วิชัย: ครับ
ท่านอาจารย์: จนกว่าจะอยู่ใกล้ที่สุด ไฟในป่าร้อนไหม?
อ.วิชัย: โดยสภาพของไฟก็เป็นความร้อน แต่ว่า ขณะถ้าคิดถึงตอนนี้ก็ไม่ร้อนครับ
ท่านอาจารย์: ก็เหมือนทุกข์ใช่ไหม อยู่แสนไกล
อ.วิชัย: ครับ
ท่านอาจารย์: ยังไม่ทุกข์ จนกว่าจะใกล้ จนกว่าเดี๋ยวนี้ทุกข์คืออะไร?
อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ คือเหมือนกับเพียงคิดครับ เหมือนกับเป็นความน่าอัศจรรย์ของปัญญาที่เจริญขึ้นสามารถประจักษ์ความเป็นจริงอย่างนั้นได้ที่แสนไกลอย่างนั้นครับ แต่ว่ายังไม่ถึงครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ยิ่งไตร่ตรองยิ่งเห็นความน่าอัศจรรย์ในบรรดาปฏิหาริย์ทั้งหมด อนุศาสนี คำสอนที่ละเอียดลึกซึ้งเป็นปฏิหาริย์ สามารถทำให้คนที่เข้าใจเห็นถูกต้องจนละความเห็นผิดได้ ละกิเลสใดๆ ที่เกิดเพราะความเห็นผิดจนกว่าจะหมดได้
ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..
๑๐. ทุติยสัปปายสูตร ว่าด้วยทรงแสดงข้อปฏิบัติที่สบายแก่การเพิกถอนสิ่งทั้งปวง
ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ
