เราจะทำโน่น เราจะทำนี่ ธรรมหรือเปล่า?

อ.คำปั่น: ท่านอาจารย์ครับ ยิ่งฟังก็ยิ่งเห็นถึงความสำคัญของการได้ฟังพระธรรม มีรากฐานมาจากการได้ฟังได้ศึกษาคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็มีความเข้าใจ ความเข้าใจก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ค่อยๆ เจริญขึ้นครับ แม้แต่ที่กล่าวถึงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ก็ต้องอาศัยการฟัง ครับ
ข้อความที่ได้ฟังในคำบรรยายท่านอาจารย์ครับ ในรายการแนวทางเจริญวิปัสสนาครับ ครั้งที่ 1748 ครับ มีข้อความที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงว่า ขณะใดที่อบรมเจริญปัญญา และเจริญกุศล ขณะนั้นมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ซึ่งอาศัยจากการฟัง และเข้าใจ และเห็นประโยชน์ครับ เป็นข้อความที่ไพเราะมากเลยครับท่านอาจารย์ครับ ก็เป็นคำที่เกื้อกูลอย่างยิ่ง เพราะว่าปกติในชีวิตประจำวันอกุศลก็เกิดขึ้นมากครับเป็นไปมาก แต่ถ้ากล่าวถึงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ นี่ก็ต้องมุ่งหมายถึงมีกุศลธรรมมีธรรมฝ่ายดีเป็นเครื่องอยู่เป็นเครื่องเป็นที่อาศัยครับ ซึ่งก็มาจากการได้ฟังพระธรรม มีความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงครับท่านอาจารย์
ก็ขอโอกาสครับท่านอาจารย์ว่า ตรงนี้ครับว่ารากฐานที่สำคัญที่มั่นคง ก็คือการได้ฟังพระธรรมได้ศึกษาพระธรรม มีความเข้าใจไปตามลำดับ ถ้าไม่มีความเข้าใจเลยปัญญาก็เจริญไม่ได้ จะถึงการประจักษ์แจ้งความจริงก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ในความละเอียดในความสำคัญของการเป็นผู้ที่ฟังพระธรรมครับ
ท่านอาจารย์: ต้องไม่ประมาท ธรรมทั้งปวง ทั้งปวงแล้วยัง แค่คำเดียว?
อ.คำปั่น: แค่นี้ก็ละเอียดมากครับ ธรรมทั้งปวง ไม่ใช่อย่างเดียวครับ
ท่านอาจารย์: เราจะทำโน่น เราจะทำนี่ ธรรมหรือเปล่า?
อ.คำปั่น: เราจะทำโน่น เราจะทำนี่ ก็ไม่ได้เข้าใจในความเป็นธรรมเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพียงคำเดียว เห็นไหม!! ลึกซึ้งแค่ไหน? ตั้งแต่ต้นจนจบในสังสารวัฏฏ์
อ.คำปั่น: พระพุทธพจน์บทนี้จึงสำคัญอย่างยิ่ง จึงเป็นสิ่งที่เกื้อกูลอย่างยิ่งเลยครับ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตาครับ
ท่านอาจารย์: ทุกอย่างต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
อ.คำปั่น: ไม่เว้นแม้แต่ ธรรมเทั้งหลายทั้งปวงไม่มีเว้นเลยนะครับดียว เลยครับท่านอาจารย์ คือตรงนี้ครับ ความเข้าใจในความเป็นธรรมที่เป็นอนัตตานี่แน่นอนครับ ก็ต้องมีความเข้าใจว่า ธรรมคืออะไรก่อนเป็นอำดับแรกครับ สิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีจริงก็หลากหลายมากเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ละหนึ่งๆ ครับ ซึ่งเมื่อประมวลแล้วก็สรุปลงด้วยพระพุทธพจน์ คือ สัพเพ ธัมมา ก็คือสิ่งที่มีจริงทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีเว้นเลยนะครับ อนัตตา ก็คือเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนสัตว์บุคคล ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครครับ
ถ้าได้มีความเข้าใจในความเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา เวลาที่ได้ศึกษาข้อความในพระไตรปิฎกก็จะมีคำว่า กระทำบุญ อย่างนี้ครับ ก็จะมีคำนี้พึงทำบุญ หรือแม้กระทั่ง อย่าประมาท คือท่านอาจารย์ครับ คำเหล่านี้ครับที่ถ้าหากว่ามีความเข้าใจในความเป็นธรรมที่ไม่ใช่ตัวตนที่เป็นอนัตตาจริงๆ จะเกื้อกูลไม่ให้เข้าใจผิดอย่างไรครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: พูดใหม่อีกที ประโยคอะไร?
อ.คำปั่น: ประโยคว่า พึงกระทำบุญ ครับ
ท่านอาจารย์: บุญ คืออะไร?
อ.คำปั่น: บุญ ก็คือธรรมที่ดีงาม ธรรมที่เป็นไปเพื่อชำระจิตให้สะอาดปราศจากอกุศลครับ
ท่านอาจารย์: เป็นธรรมใช่ไหม?
อ.คำปั่น: เป็นธรรมที่ดีงามครับ
ท่านอาจารย์: เมื่อกล่าวว่าเป็นธรรม ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้นใช่ไหม?
อ.คำปั่น: ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้นครับ
ท่านอาจารย์: แล้ว พึงทำบุญ ทำ อะไรทำ?
อ.คำปั่น: จริงๆ ก็เป็นบุญ หรือว่าความดีนั้นแหละที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มี ธาตุรู้ ทำบุญได้ไหม เป็นบุญได้ไหม ทำโน่นทำนี่ได้ไหม?
อ.คำปั่น: ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีธาตุรู้หรือเปล่า?
อ.คำปั่น: มีครับ
ท่านอาจารย์: ธาตุรู้เป็นเราหรือเปล่า?
อ.คำปั่น: อืม.. ครับ
ท่านอาจารย์: ตอบแล้ว เห็นไหม แล้วเราจะทำบุญหรือ? หรือว่าธาตุรู้?
อ.คำปั่น: ต้องเป็นธาตุรู้ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วถ้าไม่รู้จักธาตุรู้ ก็ต้องเป็นเราใช่ไหม?
อ.คำปั่น: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: โลกของอัตตา กับพระธรรมที่พระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเมื่อตรัสรู้แล้ว ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
พระองค์ไม่ได้เปลี่ยนคำนี้ ใครจะไปเปลี่ยนคำของพระองค์ได้ไหม?
อ.คำปั่น: เปลี่ยนไม่ได้แน่นอนครับ เพราะว่าความจริงต้องเป็นความจริงครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น พึงทำบุญ อะไรทำ? แล้วบุญคืออะไร? และเป็นสิ่งที่สมควรไหม? กุศลต่างกับอกุศลอย่างไร?
อ.คำปั่น: ครับ อันนี้ชัดเจนมากครับ เมื่อเป็นสิ่งที่สมควรเมื่อเป็นสิ่งที่ดีงามก็เป็นสิ่งที่ควรครับ ที่ควรจะเกิดขึ้นควรที่จะเจริญขึ้นครับ
ท่านอาจารย์: ตามความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่มีใครสามารถที่จะไปทำอะไรได้เลยทั้งสิ้น
อ.คำปั่น: และอีกข้อความหนึ่งที่พบบ่อยมากในพระไตรปิฎก ก็คืออย่าประมาท ก็มีด้วยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ประมาท เป็นเราหรือเปล่าที่จะอย่า?
อ.คำปั่น: ช้าๆ ขออีกทีครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ประมาทเป็นธรรมหรือเปล่า?
อ.คำปั่น: ประมาทเป็นธรรมครับ
ท่านอาจารย์: ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ประมาทเป็นอนัตตาหรือเปล่า?
อ.คำปั่น: ขณะประมาทก็เป็นอนัตตา เพราะว่าเป็นอกุศลครับ
ท่านอาจารย์: แล้ว ไม่ประมาท เป็นอนัตตาหรือเปล่า?
อ.คำปั่น: ไม่ประมาท ก็เป็นอนัตตาด้วยครับ
ท่านอาจารย์: เป็นธรรมหรือเปล่า?
อ.คำปั่น: เป็นธรรมครับ
ท่านอาจารย์: มีใครทำให้เกิดได้ไหม?
อ.คำปั่น: ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม ตรงไหม? ทำไม่ได้!! แต่มีเหตุปัจจัยก็เกิดแน่นอน
อ.คำปั่น: ชัดเจนมากเลยครับท่านอาจารย์ ก็เป็นบุญอย่างยิ่งเลยครับที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังคำจริงที่เกื้อกูลให้ได้เข้าใจในความเป็นธรรมจริงๆ ครับ กราบท่านอาจารย์ครับ
ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..
รู้แต่ทำไม่ได้เพราะเป็นหน้าที่ของปัญญาและโสภณเจตสิก
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ

