พระองค์ไม่ได้ตรัสรู้เพื่อให้เราทำ

 
เมตตา
วันที่  4 พ.ค. 2569
หมายเลข  52313
อ่าน  39

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อเข้าใจในความลึกซึ้ง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะไปเปลี่ยนให้เป็นความตื้นความง่าย ให้ทำ ให้ใช้ ให้อะไรต่างๆ นั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน

อ.อรรณพ: แล้วก็ยิ่งเห็นความลึกซึ้งของพระสูตรที่ลึกซึ้งโดยอรรถ เพราะว่า ถ้าได้อ่านหรือได้ฟังปฐมมหานามสูตร ในเอกาทสกนิบาตนะ เพราะว่าท่านก็มีในปฐมมหานามสูตรในที่อื่นด้วยครับ แต่นี่ในเอกาทสกนิบาต

ถ้าก่อนผิวเผินครับท่านอาจารย์ ก็เคยได้ยินตรงนี้มาหลายสิบปีแม้ว่าจะได้ฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์มีความเข้าใจบ้างแล้ว แต่ความผิวเผินยังมีอยู่ เราก็ค่อยๆ เห็นในความลึกซึ้งขึ้นบ้างนะครับ ผิวเผินแต่ก่อนนะครับ เจ้าศากยะพระนามว่า มหานามะมาทูลถาม พระองค์ก็ทรงแสดงอนุสติ ๖ ก็เหมือนว่า เราก็ควรจะไปเจริญอนุสติ ๖ บ้าง แล้วก็แม้ว่าจะรู้ว่า คงเจริญไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็ยังมีความเป็นเราเป็นตัวตน

เพราะฉะนั้น เราไม่ได้เป็นมหาบุรุษ ก็ไม่ได้ไปเจริญอานาปานสติ ก็ยังดีที่ได้เข้าใจอย่างนี้ ก็ดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่พอฟังพระสูตรนี้ ปฐมมหานามสูตรนี่ ก็เหมือนกับว่า เราจะลดระดับลง มาเอาอนุสติ ๖ ซึ่งก็เป็นคุณธรรมของคฤหัสถ์ ท่านก็แสดงไว้ในอรรถกถา เครื่องอยู่ของคฤหัสถ์ แต่คฤหัสถ์อะไรล่ะ!! คฤหัสถ์ที่ท่านเป็นพระอริยบุคคลที่ท่านเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรมแล้ว คือเป็นโสดาบัน ถึงพร้อมเข้าสู่กระแสครับ

ก็เห็นเลยว่า พระสูตรลึกซึ้งด้วยอรรถ แล้ว อวิชัย ก็เอามาสนทนาอีก ผมก็ได้ไตร่ตรอง ก็ยิ่งเห็นเลยว่า ผิวเผินไม่ได้เลย แล้วก็ซึ้งใจที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสให้ใครไปทำอะไร แล้วไม่ได้ให้ใครไปใช้อะไร จะไปใช้อานาปานสติ หรือแม้กระทั่งจะไปใช้ อนุสติ ๖ ซึ่งไม่ถึงอานาปาฯสตินี่ ใช้อะไรไม่ได้เลย!! แต่เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย เป็นเรื่องของผู้ที่ท่านถึงพร้อมด้วยศรัทธาเป็นพระโสดาบัน ท่านถึงจะระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในบทพระพุทธคุณ ๙ อยู่เนืองๆ

แต่ถ้า เราไม่ได้มีศรัทธาที่มั่นคงอย่างนั้น ต่อให้เราไปท่อง ทุกคนก็ท่อง ไปเวียนเทียนก็ท่องไป ทำซุ่มทำเสียง อิติปิโส ภัควา.. ก็ว่าไป แต่ว่าไม่ได้มีสติที่จะระลึกถึงพระคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่การที่ได้ฟังพระธรรมเข้าใจแล้วก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยโดยความเป็นอนัตตาให้มีการระลึกถึงพระคุณบ้าง

ก็สืบเนื่องสอดคล้องกับคราวที่แล้ว ผมกราบเท้าถามท่านอาจารย์ในเรื่องของสรณคมน์ ที่เป็นโลกียสรณคมน์ แต่ว่า โอ้โห!! ความลึกซึ้ง ก็คือตรงนี้ก็ต้องกราบเท้าท่านอาจารย์ถามเพิ่มเติมครับว่า แม้โลกียสรณคมน์ของผู้ที่ยังไม่เข้าถึงกระแสโสดาบันนะครับ แต่จะเป็นความถูกต้องที่จะเป็นโลกียสรณคมน์ แล้วก็จะมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ แล้วก็มีการระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านอาจารย์กล่าวคำภาษาไทยธรรมดาๆ ว่า ค่อยเป็นค่อยไป กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ค่อยเป็นค่อยไป อะไรค่อยเป็นค่อยไปและเหตุปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นค่อยเป็นค่อยไปอย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่ระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าลึกซึ้ง คงไม่มีรายการนี้

อ.อรรณพ: ไม่มีๆ ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เมื่อใดที่เห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่ง เมื่อนั้นเริ่มเห็นคุณสูงสุดประมาณไม่ได้เลย

เพราะฉะนั้น ยิ่งเข้าใจ จะเป็นอย่างไร?

อ.อรรณพ: ยิ่งเข้าใจ ก็ยิ่งเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ท่านอาจารย์: ไม่ประมาทเลย ไม่ใช่อยากที่จะทำอย่างนั้น ใช้อย่างนี้ ทำอย่างนี้ โดยไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น แม้แต่คำว่า ที่พระองค์ตรัส อยู่ด้วยอะไร เห็นไหม!! รู้หรือเปล่า?

แต่คำของพระองค์ทำให้รู้ความจริงว่า ขณะนี้ปัญญามีไหม? ปัญญารู้อะไร? และรู้โดยไม่อาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไหม?

ไม่ใช่อาศัยคำของพระองค์แล้วไปทำอะไรก็ไม่มีความเข้าใจในสิ่งนั้นเลยทั้งสิ้น พระองค์ไม่ได้ตรัสรู้เพื่อให้เราทำ แต่ให้เราเริ่มเห็นคุณของพระรัตนตรัยด้วยความเคารพสูงสุด จึงจะอยู่กับคุณของพระรัตนตรัยได้

อ.อรรณพ: ซาบซึ้งเป็นที่สุดเลยครับท่านอาจารย์ เป็นเช่นนั้นเลยครับ เพราะฉะนั้น อะไรค่อยเป็นค่อยไป ก็คือความเข้าใจถูกที่จะค่อยเป็นค่อยไปขึ้นครับท่านอาจารย์ แล้วไม่ต้องกล่าวถึงพระมหาสาวกผู้เป็นมหาบุรุษครับ แม้พระสาวกผู้เป็นปกติสาวก แม้เป็นคฤหัสถ์ ท่านก็มีคุณอันประเสริฐ อย่างเจ้าศากายะ พระนามว่าพระมหานามะท่านเป็นพระอริยเจ้า เพราะฉะนั้น ที่ท่านเข้าไปกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเรื่องธรรมเครื่องอยู่ ในอรรถกถาก็ได้กล่าวไว้นะครับว่า ท่านเองท่านก็ไตร่ตรองว่า ธรรมเครื่องอยู่นี้ มิได้มีอยู่เดียว ด้วยเหตุนั้น เจ้ามหานามะ ศากายะ จึงทูลถามว่า เมื่อหม่อมฉันอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่ ไม่ประจำ เป็นธรรมที่มีเป็นเครื่องอยู่ไม่ประจำครับ เพราะฉะนั้น ท่านก็ไตร่ตรอง เพราะฉะนั้น ปัญญาของเจ้าศากายะพระนามว่ามหานามะ ท่านเป็นพระโสดาบันท่านเป็นพระอริยบุคคล ก็จะต้องรู้ ใช่ไหมครับ ท่านคงไม่ได้ไปทูลถามด้วยความเป็นตัวตนที่จะบอกให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสบอกมาว่า อะไร เอาไปทำอะไรอย่างนี้ครับ

เพราะฉะนั้น ท่านก็พร้อมที่จะได้รับพระธรรมที่เกื้อกูลตรงกับระดับปัญญาของท่าน ท่านอาจารย์ครับ แล้วอย่างในพระสูตรนี้ ประโยชน์ที่ผู้ที่จะเริ่มมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งระดับโลกียสรณคมน์ครับ คืออย่างไรครับท่านอาจารย์ในพระสูตรนี้ แม้ในพระสูตรนี้ซึ่งเป็นพระอริยสาวกที่เป็นคฤหัสถ์ที่ทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่เข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ จะอยู่ด้วยอะไร?

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ย้อนถามว่า ถ้าไม่เข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ จะอยู่ด้วยอะไร? อยู่ด้วยความไม่รู้

ท่านอาจารย์: เห็นไหม แต่ละหนึ่งขณะๆ ๆ กว่าจะปลูกฝังความเข้าใจธรรมที่ลึกซึ้ง!! เราพูดถึงทุกวัน แต่ว่า ที่สะสมมาในแสนโกฏกัปป์พูดถึงอะไรมากกว่า?

เพราะฉะนั้น ประมาทธรรมไม่ได้เลย ฟังด้วยความเคารพคือรู้ว่า แต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงความจริงของธรรม ลึกซึ้งอย่างยิ่ง แม้แต่ว่าเดี๋ยวนี้ เห็น เกิดแล้วดับ เมื่อไหร่จะอยู่ด้วยธรรมอย่างนี้ในชีวิตปรำจำวันตามปัจจัยที่มีการสะสมมาพอที่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเป็นปกติ อยู่ด้วยก็เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องไปทำอะไรให้อยู่ด้วยใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ครับ ซึ่งเมื่อคืน อ.คำปั่น ก็กล่าวถึงพระสูตรในเรื่อง อยู่ในธรรม ซึ่งประการแรก ก็คือศึกษาพระพุทธพจน์มีองค์ ๙ นี่แหละ แต่ก็ไม่ใช่เพียงนั้น แล้วท่านอาจารย์ก็เคยได้กล่าวสนทนาพระสูตรนี้ที่มูลนิธิมา ผมก็ซาบซึ้ง เพราะตรงกับอรรถในพระไตรปิฎก เเล้วก็ตรงกับความจริงเดี๋ยวนี้ด้วยว่า ไม่ใช่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงเตือนเป็นลำดับไปว่า แม้จะศึกษาพระพุทธพจน์มีองค์ ๙ แล้วนี่ ก็ยังไม่ชื่อว่า อยู่ในธรรม จนกว่าที่จะโดยสาระโดยกว่าที่จะประพฤติตาม หรือในคำของท่านก็ไปจนถึงปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนะครับ ก็คือจนกว่าจะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏในขณะนี้ นี่คือสาระ อรรถ จริงๆ ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์ครับ อัศจรรย์ว่า ไม่ว่าจะกล่าวถึงเรื่องอะไรประเด็นอะไร ก็ไม่พ้นหรือไม่หนีไปจากการรู้ความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้เลย เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเลยนะครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ค่อยๆ อยู่กับธรรม เมื่อไม่ลืม!!

อ.อรรณพ: ค่อยๆ อยู่กับธรรมถ้าไม่ลืม ท่านอาจารย์โปรดขยายด้วยครับ ไพเราะ

ท่านอาจารย์: แค่เห็นเป็นธรรม ก็ลืมแล้วใช่ไหม?!

อ.อรรณพ: แค่เห็นเป็นธรรม ก็ลืมอยู่เสมอครับ

ท่านอาจารย์: กว่าจะไม่ลืม เพราะกำลังเห็น เห็นทุกวัน!! เพราะอยู่กับเห็นหรือเปล่า? อยู่กับได้ยินหรือเปล่า? แต่ไม่รู้ความจริง อยู่ด้วยความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมี แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนสามารถที่จะถึง อยู่ด้วยความเข้าใจสิ่งที่กำลังมีตามปกติตามความเป็นจริงในชีวิตประจำวันตามเหตุตามปัจจัย

อ.อรรณพ: อยู่ด้วยความเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมี ทีละหนึ่งๆ ๆ นี่ก็คือข้อความในพระไตรปิฏก อยู่ผู้เดียว ซาบซึ้งที่ศึกษาพระสูตรที่ท่านแสดงถึงการอยู่ผู้เดียว แต่ก่อน เอ๊ะ! อะไรนะๆ เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นการอยู่ในธรรมจริงๆ ครับ คือการที่ขณะนี้ เห็นอยู่ เห็นอยู่อย่างไร รู้อยู่อย่างไรนะครับ จนกว่าที่จะมั่นคงครับซึ่งเมื่อวาน อ.วิชัย ก็นำสนทนาในเรื่องของโคจร ๓

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีโคจรแรก ก็จะไม่ถึงโคจรที่ ๓ ที่จะผูกพันสิ่งที่กำลังปรากฏที่มีลักษณะมีสภาวะ เป็นอารมณ์เฉพาะหรือเป็นโคจรที่ผูกพันด้วยดีให้กับสติปัญญา เป็นอุปนิพันธโคจร นี่คืออยู่ในธรรม

ท่านอาจารย์ครับ ยากจริงๆ เพราะอยู่นอกธรรมตลอด แม้ว่าจะมีธรรมอยู่ เห็นก็หลงลืม ได้ยินก็หลงลืม คิดนึกก็หลงลืม ท่านอาจารย์ก็ให้พรอันประเสริฐ ค่อยๆ ที่จะอยู่ในธรรม โดยที่ไม่หลงลืม กราบเท้าท่านอาจารย์ พระธรรมทั้งหมดนี้ก็รวมลงตรงจุดสำคัญตรงนี้ทั้งสิ้นเลยครับ

ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..

๑. ปฐมมหานามสูตร ว่าด้วยศากยะมหานามะทูลถามถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่

๑๐. มหานามสูตร ว่าด้วยอนุสสติของพระอริยสาวก

ธรรมเป็นเครื่องอยู่ [เถรคาถา]

อานาปานสติ ไม่มีในพระไตรปิฎก จริงหรือ?

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ