ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ใช้อะไรไม่ได้สักอย่าง

[เล่มที่ 36] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้า 529
๑๐. มหานามสูตร
ว่าด้วยอนุสสติของพระอริยสาวก
ดูก่อนมหานามะ นี้อาตมภาพกล่าวว่า อริยสาวก เป็นผู้ถึงความสงบเรียบร้อย อยู่ในเมื่อหมู่สัตว์ ยังไม่สงบเรียบร้อย เป็นผู้ไม่มีความพยาบาท อยู่ในเมื่อหมู่สัตว์ ยังมีความพยาบาท เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรม ย่อมเจริญพุทธานุสสติ.
[เล่มที่ 50] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 29
ปรมัตถทีปนี
อรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถา
อีกนัยหนึ่ง ในบทว่า ยถาโคตฺตา นี้ ท่านแสดงถึงความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ ของพระเถระเหล่านั้น ด้วยการระบุถึงโคตร เพราะผู้ที่สมบูรณ์ด้วยโคตรตามที่กล่าวแล้ว จึงจะเกิดโยนิโสมนสิการ.
ด้วยศัพท์ว่า ธัมมวิหาระ ในบทว่า ยถาธมฺมวิหาริโน นี้ ท่านแสดงถึงการถึงพร้อมด้วยการฟังพระสัทธรรม เพราะเว้นจากการฟังธรรมเสียแล้ว จะไม่มีธรรมเป็นเครื่องอยู่นั้นได้เลย. แสดงถึงการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมถึงที่สุด ด้วยบทว่า ยถาธิมุตฺตา นี้ แสดงถึงความเป็นผู้มีสัมปชัญญะในที่ทั้งปวง ด้วยบทว่า สปฺปญฺญา นี้ แสดงถึงผู้ที่บำเพ็ญอัตหิตสมบัติให้บริบูรณ์ ตามนัยที่กล่าวแล้ว ดำรงอยู่ จะเป็นผู้ไม่ลำบากในการปฏิบัติ เพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น ด้วยบทว่า อตนฺทิตา นี้.
อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ แล้วก็ยินดีในปัญหาธรรมของ อ.วิชัย ที่กราบเรียนถามท่านอาจารย์อย่างยิ่ง ซึ่งยิ่งฟังท่านอาจารย์ก็ยิ่งซาบซึ้งกับสิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าว ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ใช้อะไรไม่ได้สักอย่าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตรัสทรงแสดงให้ใครไปทำอะไร แล้วใครไปใช้อะไร!! เช่น จะไปใช้อนุสติ ก็ไม่ใช่เลย แต่เป็นเรื่องที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย
เพราะฉะนั้น ผู้ที่ในใจไม่ได้มีศรัทธาที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่บริบูรณ์ด้วยศรัทธาซึ่งเป็นคุณธรรมของพระโสดาบัน ผู้นั้นจะมีเหตุปัจจัยให้เจริญพุทธานุสติ เป็นต้น อยู่เนืองๆ จนเป็นธรรมที่เป็นวิหารธรรม หรือธรรมเป็นเครื่องอยู่ นี่ก็เป็นไปไม่ได้เลยครับ
ผมก็นิดหนึ่งครับ ในอรรถกถาปฐมมหานามสูตร ก็มีอรรถกถาสั่นๆ ซึ่งชัดเจนเลยว่าเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ไม่ใช่ว่าเราจะไปใช้พุทธานุสติ เราจะไปทำพุทธานุสติ แต่เป็นสำหรับผู้เป็นพระอริยบุคคลที่เป็นคฤหัสถ์เป็นต้นไป
ข้อความมีสั้นๆ ผู้ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรมแล้ว ย่อมเจริญพุทธานุสติ ผู้ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรมแล้ว ย่อมเจริญพุทธานุสติ กราบเท้าท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เจริญ คือนึกถึงบ่อยๆ ใช่ไหม ไม่ใช่ครั้งเดียว?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ เจริญคือระลึกถึงบ่อยๆ ๆ ๆ
ท่านอาจารย์: ไม่รู้จักคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถูกต้องไหม?
อ.อรรณพ: ใช่ครับ ถ้าไม่รู้จักคุณก็คงไม่ระลึกถึงคุณ
ท่านอาจารย์: แล้วจะรู้จักคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แค่ไหน?
อ.อรรณพ: ได้เท่าที่มีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา
ท่านอาจารย์: แล้วบริบูรณ์หรือยัง?
อ.อรรณพ: นิดๆ หน่อยๆ ก็ได้แค่นั้น
ท่านอาจารย์: จนกว่าจะบริบูนณ์ตามลำดับขั้น
อ.อรรณพ: เป็นผู้บริบูรณ์ ในอรรถกถาท่านกล่าวไว้เช่นกันครับ เพราะฉะนั้น บริบูรณ์ ก็คือผู้ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรมแล้ว อย่างเจ้าศากยะพระนามว่า ท่านมหานามะ ท่านเป็นพระอริยบุคคล
ตอนนี้ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ด้วยความซาบซึ้ง แล้วก็จะขอท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงผู้ที่ยังไม่ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรม แต่เป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ในการฟังพระธรรมอบรมเจริญปัญญานะครับ ซึ่งที่ อ.วิชัย ได้ยกข้อความในเถรคาถามาก็เป็นประโยชน์มาก ท่านแสดงถึงการถึงพร้อมด้วยการฟังพระสัทธรรม เพราะฉะนั้น ยังไม่ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรม แต่การที่จะค่อยๆ แม้จะถึงพร้อมด้วยการฟังธรรมก็ยังไม่ถึงพร้อม เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นข้อต้นที่ อ.วิชัย ได้ยกมา เพราะเว้นจากการฟังธรรมเสียแล้ว จะไม่มีธรรมเป็นเครื่องอยู่นั้นได้เลยนะครับ ผู้ที่มีศรัทธา เป็นต้น ก็คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ในระดับที่มั่นคง เป็นอินทรีย์ เป็นใหญ่ เป็นศรัทธาของพระโสดาบันขึ้นไป ท่านก็ย่อมที่จะมีเหตุปัจจัยให้ระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ในศีล ในจาคะ และในคุณของเทวดา เพราะท่านมีคุณนะครับ
อันนี้ท่านอาจารย์กล่าวก็สลดใจว่า ในสังสารวัฏฏ์นี่มีอะไรเป็นเครื่องอยู่ ก็อยู่กับอกุศล อยู่กับโลภ พระไตรปิฎกก็แสดงว่า โลภเป็นเพื่อนสอง แล้วท่านอาจารย์กล่าวว่า เมื่อไหร่ ศรัทธา จะเป็นเครื่องอยู่ในใจ แทนโลภแทนกิเลสอกุศลทั้งหลายครับ ซึ่งตรงนี้ผมว่าเป็นประโยชน์มากทั้งสองส่วยที่ อ.วิชัย ได้ถามท่านอาจารย์ เพราะว่า เราไม่มีความเข้าใจในความเป็นธรรมที่เจริญมาตั้งแต่เบื้องต้น ไม่มีการถึงพร้อมด้วยการฟังพระสัทธรรมในเถรคาถา แล้วจะไปถึงพร้อมบริบูรณ์ด้วยศรัทธา วืริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ได้อย่างไรล่ะ!! แล้วจะไปมีความพร้อมอะไรที่จะเจริญ คือท่านอาจารย์บอกว่า ระลึกถึงบ่อยๆ ระลึกถึงบ่อยๆ ด้วยมีเหตุปัจจัย เพราะว่าพูดถึงกระแสธรรมแล้ว ท่านถึงจะเจริญพุทธานุสติ เป็นต้น กราบเท้าท่านอาจารย์ครับว่า ผู้ที่มีอกุศลเป็นเครื่องอยู่นะครับ แล้วก็ยังดีที่ได้มีโอกาสฟังพระธรรมอบรมเจริญปัญญานะครับ
เพราะฉะนั้น ตรงนี้ไม่ใช่ว่า เราไปใฝ่ฝันอยากมีพุทธานุสติเป็นเครื่องอยู่นะครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ เหตุปัจจัยที่จะมีพุทธานุสติเกิดขึ้นแม้เล็กน้อย แต่เป็นพุทธานุสติที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง สำหรับผู้ที่ยังไม่ถึงพร้อมด้วยกระแสธรรมครับ จะค่อยๆ อบรมเจริญขึ้นได้อย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: ก็คือ เดี๋ยวนี้ไงคะ!! ประมาทได้ไหม? ถ้าไม่มีความเข้าใจ เดี๋ยวนี้ จะถึงพร้อมได้หรือ? ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ถึงพร้อมตามลำดับ
รู้จักแค่ศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ปัญญา หรือยัง?
อ.อรรณพ: ยังครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม!! เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่จะไม่ใช่ใครจะไปปรุงแต่ง แต่ความเข้าใจธรรมนั้นเอง ทีละเล็กทีละน้อยๆ จนกว่าจะสมบูรณ์ทั้ง ๓ ทั้ง ๕ หรืออะไรก็แล้วแต่ ในขณะนั้น เป็นธรรมทั้งหมด จะด้วยประการใดๆ ก็เป็นธรรม
แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจ ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจะถึงพร้อมได้ไหม?
อ.อรรณพ: ไม่ได้เริ่มเข้าใจ แล้วจะไปบริบูรณ์ไปถึงพร้อมเป็นไปไม่ได้
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มุ่งหน้าจะถึงพร้อม หรือเริ่มเห็นความลึกซึ้งที่จะต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น
อ.อรรณพ: เริ่มเห็นความลึกซึ้งที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นครับ
ท่านอาจารย์: จนกว่าจะบริบูรณ์!! ลึกซึ้งแค่ไหน? ยากแค่ไหน กว่าจะไม่เป็นไปตามอวิชชา และโลภ
อ.อรรณพ: ยากจริงๆ ครับ ปรารภที่ท่านอาจารย์กล่าว ยิ่งเห็นความยากยิ่งครับ เพราะใจยินดีในบาปตลอดเวลา ยินดีในอกุศลมากมาย คล้อยไปในทางอกุศล
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ปัญญาเข้าใจถูกเริ่มเข้าใจถูก เริ่มไม่หวัง เริ่มอบรม เริ่มรู้ว่า ต้องเป็นไปตามความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย
เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อเข้าใจในความลึกซึ้ง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะไปเปลี่ยนให้เป็นความตื้นความง่าย ให้ทำ ให้ใช้ ให้อะไรต่างๆ นั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน
อ.อรรณพ: แล้วก็ยิ่งเห็นความลึกซึ้งของพระสูตรที่ลึกซึ้งโดยอรรถ ครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
๑. ปฐมมหานามสูตร ว่าด้วยศากยะมหานามะทูลถามถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่
๑๐. มหานามสูตร ว่าด้วยอนุสสติของพระอริยสาวก
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ
