คุ้นเคยกับสิ่งที่เป็นความจริง

 
เมตตา
วันที่  29 เม.ย. 2569
หมายเลข  52296
อ่าน  38

[เล่มที่ 78] พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้า 1 - 582 - 583

[๘๐๔] ในญาณวัตถุหมวดละ ๓ นั้น จินตามยปัญญา เป็น ไฉน?

ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในศิลปะทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี บุคคลมิได้ฟังจากผู้อื่น ย่อมได้กัมมัสสกตาญาณ หรือย่อมได้สัจจานุโลมิกญาณ ว่ารูปไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าเวทนาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสัญญาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ว่าวิญญาณไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ย่อมได้อนุโลมิกญาณ ขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณอันใด ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่า จินตามยปัญญา.


อ.ชุมพร: เมื่อกี้ได้ฟังเรื่องของความละเอียด ท่านอาจารย์กล่าวว่า ไม่ใช่แค่คิด ทำให้มานึกถึงการเกิดขึ้นของปัญญา นอกจากการฟังแล้วคำว่า จินตามยปัญญานี่ค่ะ ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณาใคร่ครวญ คงจะต้องมีความละเอียดในระหว่างที่คิด และไม่คิดเช่นไรค่ะ กราบท่านอาจารย์ค่ะ

ท่านอาจารย์: ใครทำให้เกิดความคิดได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: คิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ฟังด้วยกันใครจะคิดในความละเอียดลึกซึ้งได้แค่ไหน!! แล้วแต่การสะสมใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แค่เราคิด คิดอย่างนี้จะเป็นจินตญาณของพระโพธิสัตว์ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้เลยค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็จะได้รู้ระดับของความคิด ความคิดที่ไม่รู้ความจริงเลย คิดไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ตลอดชีวิตแล้วก็จากไป ทั้งหมดไม่เหลือเลยกับการที่ไม่สามารถจะคิดถึงสิ่งที่กำลังปรากฏที่เกิดดับได้ เกิดแล้วก็ตาย เกิดแล้วก็เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง แต่ว่าไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ว่าการสะสมความเข้าใจการเห็นประโยชน์ของแต่ละคนทำให้มีชีวิตที่หลากหลายของพระโพธิสัตว์แต่ละท่าน ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนถึงพระอัครสาวก มหาสาวก สาวกธรรมดา จนถึงเรา ณ.บัดนี้ ก็ต่างคนก็ต่างคิด คิดแล้วต่างคนก็ต่างเข้าใจความลึกซึ้ง หรือความที่ยังไม่ละเอียดที่จะถึงความลึกซึ้งอย่างนี้ได้ ก็เป็นเรื่องของธรรมทั้งหมดที่ไม่ประมาทเลย ไม่ใช่เรา

เพราะฉะนั้น การที่จะฟังธรรมผ่านไปโดยไม่ฟังด้วยความเคารพสูงสุดโดยในความละเอียดในความลึหซึ้งแม้แต่คำเดียว ธรรม มีจริง ทุกอย่างกำลังมีจริงปรากฏ แล้วธรรมคืออะไร? ต้องเป็นสิ่งที่มีจริง มีจริงต้องแต่ละหนึ่งที่มีจริง เห็นไหม? แล้วแต่การที่จะไตร่ตรองในขณะที่ได้ฟังความลึกซึ้ง ก็ต้องเกิดเพราะเหตุปัจจัยทั้งนั้น

อ.ชุมพร: ค่ะ ตั้งแต่ต้นกล่าวถึงคำว่า คุ้นเคย ก็คิดพิจารณานะคะท่านอาจารย์ ก็คุ้นเคยกับชื่อ คุ้นเคยกับคำนี่เร็วมาก แต่ว่าการที่จะคิดพิจารณาจนกระทั่งเกิดความเข้าใจ การที่จะคุ้นเคยกับสิ่งที่เป็นความจริงไม่ได้อยู่แค่ความคิด ความคิดที่คิดด้วยการพิจารณาเทียบเคียงจนกระทั่งเกิดความเข้าใจนะคะ จะค่อยๆ คุ้นกับความจริงที่เป็นลักษณะนี่ค่ะ กราบท่านอาจารย์ค่ะ

ท่านอาจารย์: ถ้าคิดไม่ละเอียด จะคุ้นได้ไหม?

อ.ชุมพร: ถ้าคิดไม่ละเอียดจะคุ้นได้ไหม

ท่านอาจารย์: ว่า ธรรมไม่ใช่เราไม่ใช่ใครทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง

อ.ชุมพร: ค่ะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ยังไม่มั่นคงใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่มั่นคงไม่คุ้นเคยด้วยค่ะ

ท่านอาจารย์: จะผ่านไปง่ายๆ ไหม?

อ.ชุมพร: คงจะไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็เริ่มนิสันใหม่ สะสมความคุ้นเคยในการที่จะเป็นผู้ที่ไม่ประมาทเลย เคารพสูงสุดในคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่กว่าจะตรัสรู้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราจะประมาทฟังเผินๆ อย่างนั้นหรือ!!

อ.ชุมพร: ก็จะเห็นถึงความเผินความไม่ละเอียดกว่าจะมั่นคง ต้องอดทนอย่างมากเลย ที่จะฟังแล้วใคร่ครวญจนกระทั่งเกิดความเข้าใจค่ะ

ท่านอาจารย์: สัจจบารมี ตรงต่อสิ่งที่มีจริง ขันติบารมีความจริงเป็นอย่างนี้แน่นอน สภาพธรรมไม่มีปัจจัยเกิดไม่ได้ สภาพธรรมเกิดเพราะปัจจัยเกิดแล้วดับ มั่นคงไหม?

อ.ชุมพร: ต้องค่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย

ท่านอาจารย์: ต้องอาศัยความเพียรใช่ไหม?

อ.ชุมพร: เช่นนั้นค่ะ

ท่านอาจารย์: บารมีทั้งนั้นเพื่อที่จะรู้ความจริง

อ.ชุมพร: ค่ะ ขออีกประเด็นค่ะ หนูอ่านในเรื่องของวิสุทธิ ๗ ท่านอาจารย์อธิบายศีลวิสุทธิ จิตวิสุทธิ เป็นความเป็นไปของความบริสุทธิที่ปัญญาจะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ความต่างศีลวิสุทธิ จิตวิสุทธิ ก็เป็นเรื่องของสติปัฏฐาน จะมีความแตกต่างกันเช่นไรค่ะ

ท่านอาจารย์: หมายความว่าอย่างไร?

อ.ชุมพร: หมายความว่า หนูอ่านเรื่องของวิสุทธิ ๗ ค่ะ ท่านอาจารย์อธิบายว่า ศีลทั่วไปไม่วิสุทธิเพราะยังมีตัวตน ในลักษณะเดียวกัน จิตก็เช่นเดียวกัน หนูมีความสงสัยว่าในเมื่อศีลวิสุทธิ กับจิตวิสุทธิ เป็นความเป็นไปของสติปัฏฐาน แต่เหมือนกับจะเป็นขั้นตอน จะมีความละเอียดอย่างไรคะ

ท่านอาจารย์: ศีลวิสุทธิแล้วยัง?

อ.ชุมพร: ถ้าไม่ใช่เป็นสติปัฏฐานยังไม่วิสุทธิค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วเป็นสติปัฏฐานได้อย่างไร?

อ.ชุมพร: ก็ต้องเป็นผู้ที่มีความละเอียดในการที่จะอบรมเจริญกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาค่ะ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีปัญญา ศีลวิสุทธิได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะเหตุว่า ยังมีอวิชชายังมีกิเลสอยู่

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีปัญญารู้ว่า สติคืออะไร? ปัฏฐานคืออะไร? จะรู้จักสติปัฏฐานไหม? หรือเพียงแต่ได้ยินว่า ศีลจะวิสุทธิเมื่อเป็นสติปัฏฐาน

อ.ชุมพร: ก็ไม่สามารถจะรู้ได้

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เพียงคำ ต้องไตร่ตรองให้เข้าถึงให้เข้าใจความจริงด้วยว่า อะไรๆ

สติ เป็นสติปัฏฐานได้หรือยัง?

อ.ชุมพร: ยังไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วเมื่อไหร่จะเป็น?

อ.ชุมพร: เมื่อมีปัญญาที่ละเอียดขึ้นค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วเมื่อไหร่ปัญญาจะละเอียดขึ้น?

อ.ชุมพร: ก็ต้องเป็นเรื่องของการอบรมทีละเล็กทีละน้อยค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วอบรมเมื่อไหร่ล่ะ ทีละเล็กทีละน้อย?

อ.ชุมพร: อบรมในขณะที่ในชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยอกุศลค่ะ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้ใช่ไหม?

อ.ชุมพร: เดี๋ยวนี้ค่ะ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้ที่ได้ฟังได้เข้าใจ ค่อยๆ เห็นความลึกซึ้งขึ้น

อ.ชุมพร: ค่ะ แล้วจะต่างกับ จิตวิสุทธิ หมายถึงขั้นของสติปัฏฐานที่จะค่อยๆ สงบขึ้นอย่างนั้นหรือคะ?

ท่านอาจารย์: มีศีลอย่างเดียวหรือ?

อ.ชุมพร: หมายความว่านอกจาดชีวิตประจำวันมีศีลแล้วก็ยังมีความสงบขั้นอื่น แต่ต้องเป็นเรื่องของความที่จะละเอียดขึ้นจนกว่าสติจะรู้ว่าบริสุทธิด้วยความไม่มีเราเป็นเช่นนั้นนะคะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ศีลวิสุทธิ จิตตไม่วิสุทธิได้ไหม? ปัญญาไม่วิสุทธิได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้แน่ๆ ค่ะขอบพระคุณในความละเอียดของท่านอาจารย์ค่ะ เป็นอะไรที่จะต้องค่อยๆ อบรมเจริญด้วยการฟังด้วยการพิจารณาใคร่ครวญจนกว่าจะมีโอกาสไม่คิดเองค่ะ

ท่านอาจารย์: ด้วยความเข้าใจจึงต้องเป็นปัญญาบารมี

อ.ชุมพร: ค่ะ กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

ขอเชิญคลิกอ่านได้ที่ ..

ความต่างของสุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ภาวนามยปัญญา [สัทธาสูตร]

จินตามยปัญญา

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ชุมพร ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ