เคารพสูงสุดในความจริงซึ่งลึกซึ้งอย่างยิ่ง

 
เมตตา
วันที่  19 เม.ย. 2569
หมายเลข  52257
อ่าน  27

อ.วิชัย: ขอร่วมสนทนากับท่านอาจารย์ในประเด็นจากเมื่อวานนี้ครับ ได้กล่าวถึงข้อความหนึ่งก็สืบเนื่องจากการสนทนาฟังเมื่อสักครู่นี้ ก็คือการมีโอกาสได้ฟังพระธรรมแล้วก็เป็นผู้ที่ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งครับ เมื่อวานก็ได้กล่าวคำหนึ่ง ก็คือภาวนาทิฏฐานชีวิตังครับ โดยความก็สามารถเข้าใจได้ว่า บุคคลผู้มีชีวิตที่สุจริต แล้วก็เป็นผู้มั่นคงในการที่จะอบรมเจริญ แต่ว่า ก็จะมีข้อความใน ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ที่จะเป็นประเด็นกราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ครับ ก็ขออนุญาตกล่าวข้อความครับ

คำว่า ภาวนาทิฎฐานชีวิตัง ความว่า บุคคลผู้ละกามฉันทะ เจริญเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยภาวนา ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนาถึงพร้อมด้วยอธิษฐานอย่างนี้นั้น ย่อมเป็นอยู่สงบไม่เป็นอยู่ไม่สงบ เป็นอยู่ชอบไม่เป็นอยู่ผิด เป็นอยู่หมดจดไม่เป็นอยู่เศร้าหมอง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยอาชีวะ ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนาถึงพร้อมด้วยอธิษฐานถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนี้นั้น เข้าไปสู่ที่ประชุมใด คือที่ประชุมกษัตริย์ก็ดี ที่ประชุมพราหมณ์ก็ดี ที่ประชุมคฤหบดีก็ดี ที่ประชุมสมณก็ดี ย่อมองอาจไม่เก้อเขินเข้าไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนั้น บุคคลละพยาบาทเจริญความไม่พยาบาท ... ข้อความละจนถึง ละกิเลสทั้งปวง เจริญอรหัตตมรรค เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยภาวนา บุคคลย่อมตั้งมั่นจิตด้วยสามารถอรหัตตมรรค เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐานอย่างนี้นั้นย่อมเป็นอยู่สงบไม่เป็นอยู่ไม่สงบ ไม่เป็นอยู่ไม่ชอบเป็นอยู่ไม่ผิด เป็นอยู่หมดจดไม่เป็นอยู่เศร้าหมอง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยอาชีวะ

ท่านอาจารย์ครับ ข้อความในปฏิสัมภิทามรรค ก็มีความละเอียดครับ อย่างบุคคลผู้อบรมภาวนา ก็คือเป็นผู้ละกามฉันทะ เจริญเนกขัมมะครับ ก็คือการละอกุศล ดังนั้น การที่จะเป็นผู้เริ่มต้นดูเหมือนกับข้อความท่านจะแสดงตามลำดับครับท่านอาจารย์ อย่างถ้าเป็นผู้ที่มีการอบรมเจริญภาวนาในการที่จะละอกุศล ก็มีความมั่นคงในการที่จะสละอกุศล แล้วก็เป็นผู้มีชีวิตที่สุจริตนะครับ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ถึงข้อความที่จะแสดงถึงผู้ละกามฉันทะ เจริญเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยภาวนาครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ไม่รู้อะไรเลย ละกามฉันทะได้ไหม?

อ.วิชัย: เป็นไปไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า กามฉันทะคืออะไร? แล้วจะละกามฉันทะได้หรือ?

อ.วิชัย: ละไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เพียงแค่ประโยคที่ผ่านตามลำดับ ประโยชน์อยู่ตรงไหน?

อ.วิชัย: ต้องเข้าใจในแต่ละคำครับ

ท่านอาจารย์: ในความลึกซึ้งอย่างยิ่ง เริ่มตรงที่ว่า รู้อะไรหรือไม่รู้อะไรเลย ผู้ละ ละอะไร?

อ.วิชัย: ต้องละสิ่งที่เป็นโทษ

ท่านอาจารย์: เมื่อกี้ละกามฉันทะใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วอะไรเป็นเหตุให้เกิดกามฉันทะ?

อ.วิชัย: ก็เป็นความไม่รู้ความเป็นจริงในสิ่งที่กำลังปรากฏครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่ละความไม่รู้ จะละกามฉันทะได้ไหม?

อ.วิชัย: ละไม่ได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: แค่นี้ แค่นี้!! เห็นไหม? ต้องมีความเข้าใจไม่ใช่ตามไปเลย จะละกามฉันทะเพราะอะไร แต่ไม่รู้!! จึงเป็นกามฉันทะ และถ้ายังมีความไม่รู้ต่อไป ละได้หรือทั้งหมดที่อ่าน!!

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ ก็ไม่รู้ทั้งหมดเลยครับแม้สิ่งที่น่ายินดีพอใจ ติดข้อง ก็ไม่รู้ความจริงครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กระโดดข้ามสิ่งที่มีจริงไม่ได้เลยตั้งแต่เบื้องต้นที่ลึกซึ้ง แม้แต่สภาพที่กำลังปรากฏอยู่นี้ก็ลึกซึ้ง ข้ามไปละกามฉันทะได้ไหม? ยังไม่รู้อะไรเลยว่า กำลังเป็นกามฉันทะเดี๋ยวนี้

อ.วิชัย: กำลังเป็นอยู่ครับ

ท่านอาจารย์: ใช่ เห็นไหม กำลังเป็นกามฉันทะก็ไม่รู้!! แล้วจะไปละกามฉันทะด้วยความไม่รู้ ต้องละเอียดต้องลึกซึ้งว่าไม่รู้อะไร? ต้องตรง กามฉันทะคืออะไร? เมื่อไหร่? เกิดเพราะอะไร? เดี๋ยวนี้มีไหม ละหรือเปล่า จะละได้อย่างไร เห็นไหม

อ.วิชัย: ต้องละเอียดในแต่ละคำเลยครับ แม้คำที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ก็เป็นเหตุให้รู้ว่า ไม่รู้แต่ละคำที่ท่านอาจารย์กล่าวครับ คือรู้เพียงเรื่องราวว่า กามคือความติดข้อง ๑ คือที่ตั้งแห่งความติดข้องอีกอย่าง ๑ ครับ และก็ขณะที่เกิดความติดข้อง อย่างพอใจในสิ่งที่สวยงามเป็นสีสันวรรณต่างๆ หรือเสียงที่ไพเราะก็คิดว่านี่คือกามฉันทะครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มีกามฉันทะก็ไม่รู้จักกามฉันทะ แล้วจะไปละกามฉันทะ คิดดูซิ!! ความไม่รู้ระดับไหน?

อ.วิชัย: ครับ นี่คือคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ครับที่จะแสดงความเป็นจริงในแต่ละคำครับ ที่จะเป็นเหตุให้ปัญญารู้ และปัญญาก็ทำกิจของปัญญาที่จะละครับ

ท่านอาจารย์: ชัดเจนนะว่า ความไม่รู้มหาศาล แค่ฟังอย่างนี้คำที่มีจริงทั้งหมดก็ไม่สามารถจะเข้าใจได้ นั่นคือความลึกซึ้งอย่างยิ่ง

อ.วิชัย: ดังนั้น การที่กล่าวถึงภาวนา ก็คือการอบรมสิ่งที่ยังไม่มีให้มีขึ้น แล้วก็สิ่งที่มีแล้วให้เจริญขึ้นนี่ครับ ก็หมายถึงความเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มีขณะนี้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ภาวนาอย่างไร? เดี๋ยวนี้ก็กำลังมี แต่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงใช่ไหม?

อ.วิชัย: ยังครับ ยังไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ภาวนาคืออะไร? อบรมเจริญปัญญาจนกว่าสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ปรากฏตามความเป็นจริง

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ลองพูดคำนี้ซิ แทบหมดเลยที่พูด

อ.วิชัย: ครับ คำว่า ภาวนาทิฏฐานชีวิตัง ความว่า บุคคลผู้ละกามฉันทะ เจริญเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยภาวนา

ท่านอาจารย์: เห็นไหม! ไม่ได้รู้ทีละคำเลยใช่ไหม?

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: เอาคำนี้มาพูดอีกครั้งให้ชินหูค่ะ

อ.วิชัย: ครับ คำว่า ภาวนาทิฏฐานชีวิตัง ความว่า บุคคลผู้ละกามฉันทะ เจริญเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยภาวนา

ท่านอาจารย์: ถึงพร้อมด้วยภาวนา ภาษาบาลี

อ.วิชัย: ภาวนาทิฏฐานชีวิตัง ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม! ภาวนา + ทิฎฐาน + ชีวิตัง ๓ คำใช่ไหม?

อ.วิชัย: ๓ คำครับ

ท่านอาจารย์: อ่านแล้วไม่รู้เลยว่าอะไร! ไปโน่น ละกามฉันทะ

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: ปานนั้น เห็นไหม? นี่คือต้องเคารพสูงสุดในความจริงซึ่งลึกซึ้งอย่างยิ่ง ความจริงนั้นเป็นความจริงของธรรมแต่ละคำ ไม่ใช่พูดลอยๆ ภาวนาก็เป็นธรรม ทิฏฐานก็เป็นธรรม ชีวิตังก็เป็นธรรม ใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ลองอธิบายความหมายของ ๓ คำ

อ.วิชัย: ครับ ถ้ากล่าวถึงการภาวนา ก็คือการอบรมปัญญาที่จะละคลายกิเลสอกุศล แล้วก็เป็นผู้ที่มีความมั่นคงในการอบรมเจริญปัญญาที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ ก็เป็นอธิษฐานครับ

ท่านอาจารย์: และ ชีวิต ใช่ไหม?

อ.วิชัย: ครับ แล้วก็ถ้าถึงพร้อมด้วย ๒ อย่าง ก็เป็นเหตุให้บุคคลนั้นมีชีวิตที่อยู่สงบไม่เป็นอยู่ไม่สงบครับ

ท่านอาจารย์: กว่าจะถึงการละกามฉันทะใช่ไหม?!

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็เป็นเลย เพราะฉะนั้น อีกครั้งค่ะ ภาวนา อบรมเจริญความเห็นถูก, ทิฏฐาน มั่นคง, เพราะฉะนั้น ชีวิต มีชีวิตอยู่เพื่ออบรมเจริญความเข้าใจสิ่งที่มีจนกระทั่งปรากฏ

เพราะฉะนั้น มีชีวิตอยู่เพื่อ ธรรม ปรากฏตามความเป็นจริง นั่นคือภาวนาทิฏฐานชีวิตัง

อ.วิชัย: ครับ ฟังแล้วก็เป็นสิ่งที่มีต่าที่สุดในชีวิตครับ คือจากความไม่รู้ที่มากมายมหาศาล แล้วก็เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนโดยประการต่างๆ สิ่งที่สามารถนำความเดือดร้อน คืออกุศลออกไปได้ ก็คืออาศัยพระรัตนตรัยที่เป็นเหตุให้มีการอบรมเจริญปัญญาครับ

ท่านอาจารย์ครับ การที่จะเป็นผู้ที่มีความมั่นคงคืออย่างไรครับ?

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่ได้ยินไม่ได้ฟังไม่ได้เข้าใจอะไรเลย อบรมได้ไหม?

อ.วิชัย: เป็นไปไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: อบรมทำให้มีเพิ่มขึ้นมากขึ้น ใช่ไหม? รู้เลยว่า แค่ได้ยินคำว่า ธรรม แค่ได้ยินคำว่า ภาวนาทิฏฐานชีวิตัง แค่นี้จะรู้อะไร!!

อ.วิชัย: ถ้าไม่ศึกษาโดยละเอียดรอบคอบที่จะไม่ประมาทในพระปัญญาคุณ ก็ไม่เข้าใจครับ

ท่านอาจารย์: ทีละคำ มีชีวิตอยู่เพื่ออบรมเจริญปัญญาจนประจักษ์แจ้งความจริง มีชีวิตอยู่เพื่อความจริงปรากฏใช่ไหม?

อ.วิชัย: ครับ เพื่อปัญญารู้สิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริงครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ความจริงต้องปรากฏกับปัญญาเท่านั้นที่อบรมแล้ว

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ ดูเหมือนท่านอาจารย์กล่าวสิ่งที่มีค่าที่สุด แต่ดูเหมือนปกติชีวิตประจำวันดูเหมือนกับมีความสำคัญ หรือให้ความสำคัญในเรื่องอื่นๆ เยอะครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ใช่มรรคเลย เพราะเหตุว่าพูดไปก็เท่านั้นแหละใช่ไหม เรื่องธาตุ เรื่องอายตนะ อยู่ไหนล่ะ? แล้วเดี๋ยวนี้อะไรล่ะ? แล้วจะเข้าใจอบรมจนปรากฏได้ยังไง?

เพราะฉะนั้น ชีวิตมีค่าจริงๆ มีชีวิตอยู่เพื่อปัญญาปรากฏ มีชีวิตอยู่เพื่อสภาพธรรมปรากฏตามความเป็นจริง อบรมจนกระทั่งปรากฏ ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ไม่ปรากฏเลย เพราะเหตุว่าปรากฏเป็นตุ๊กตา เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นหน้าต่าง นั่นหรือสภาพธรรม?

อ.วิชัย: ก็ไม่ใช่ครับ เป็นความยึดถือในสิ่งที่ปรากฏ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้จริงๆ รู้เลยว่า ชีวิตที่มีค่าที่สุดทุกขณะที่เกิดดับหมดไม่กลับมาอีกเลย แต่ว่าสะสมจนกระทั่งสามารถอบรมภาวนาตรงต่อความเป็นจริง จนความจริงปรากฏให้รู้ประจักษ์แจ้ง มีชีวิตอยู่เพื่อปัญญาปรากฏ หรือเพื่อความจริงของธรรมปรากฏ เพื่อประจักษ์แจ้งความจริงของธรรม

อ.วิชัย: ครับ ก็เป็นคำที่มีค่าที่สุดเลยครับท่านอาจารย์ ที่จะให้เห็นคุณของพระรัตนตรัย แล้วก็อาศัยพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่จะอบรมเจริญปัญญาเพื่อธรรมปรากฏครับ

ท่านอาจารย์: พึ่งจนกระทั่งรู้สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ตามปกติ ตามปกติอย่างนี้เลยทุกอย่างทุกขณะ!! ลึกซึ้งไหม!!

อ.วิชัย: ลึกซึ้งที่สุดเลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: มีชีวิตอยู่เพื่ออย่างนี้ เป็นชีวิตที่มีค่าที่สุดประเสริฐที่สุดในสังสารวัฏฏ์ เพราะฉะนั้น ความเข้าใจมรรค ไม่ใช่ว่าง่ายเลย ถ้าไปคิดอย่างอื่นไม่เห็นความลึกซึ้ง ไม่สามารถจะเข้าใจอริยสัจจ์ ๔ ได้แต่พูดได้แต่จำ

เพราะฉะนั้น ทุกคนรู้ว่า เพียงแต่จำ ลืมแล้วค่ะ!! ไม่ว่าอะไรทั้งหมดอาศัยกาลเวลา นานเข้าๆ มันเยอะไปหมด จำได้ไหมล่ะแค่เมื่อวานนี้ทำอะไรบ้าง เห็นไหม? ไม่ใช่ทั้งหมด แล้วนี่เป็นธรรมที่ละเอียดอย่างยิ่งที่กว่าจะเข้าใจจนกระทั่งมั่นคง อธิษฐาน มั่นคงที่จะอบรมเข้าใจความลึกซึ้ง นั่นคือมรรค เข้าใจความลึกซึ้งไม่ใช่ไปจำ

เพราะฉะนั้น ทุกคนรู้ว่า ยังไม่ใช่มรรค ถ้าไม่เข้าใจความลึกซึ้ง เพราะพอเข้าใจความลึกซึ้ง ถูกไหมล่ะ!! ปัญญาใช่ไหมล่ะ!! ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของธรรมใช่ไหมล่ะ!! ที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งที่เดี๋ยวนี้ไม่ได้มีอะไรปรากฏว่าเป็นธรรมสักอย่าง

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ เป็นคำที่น่าพิจารณาครับ ไม่ใช่มรรคไม่ใช่ปัญญา ถ้าไม่เห็นความลึกซึ้ง

ท่านอาจารย์: เพราะว่า ธรรมลึกซึ้ง แล้วจะไปเห็นธรรมได้อย่างไรถ้าไม่ลึกซึ้ง

อ.วิชัย: ครับ แม้คำแต่ละคำที่พระองค์ตรัส แม้ขั้นปริยัติที่จะรอบรู้จริงๆ ก็ยากจริงๆ ครับท่านอาจารย์ ยิ่งสภาพธรรมยิ่งยากขึ้นไปอีกครับ

ท่านอาจารย์: นั่นแหละ ปัญญาเริ่มแล้ว เริ่มละแล้ว ละอย่างนี้แล้วจะรู้ความจริงที่ปรากฏได้

อ.วิชัย: ก็กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์มากๆ ครับ

ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..

พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแท้จริง

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ