ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ MYDEERHOME จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๒๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

วันพุธที่ ๒๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้รับเชิญจากคุณ กรกฤษณ์ หงสประภาส สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๗๔๓ และ คุณ นุชชฎา หงสประภาส สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๗๔๒ เพื่อไปสนทนาธรรม เนื่องในโอกาสวันเกิดครบ ๖ รอบ ของคุณ กรกฤษณ์ หงสประภาส ที่ MYDEERHOME เลขที่ ๙๗ ตำบลสิงหนาท อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างเวลา ๑๐.๐๐ น. - ๑๕.๐๐ น.


MYDEERHOME ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนสบายๆ ในวันหยุด ใกล้กรุงเทพฯ แห่งนี้ ดำเนินกิจการโดย คุณ กรกฤษณ์ หงสประภาส สามีของคุณ นุชชฎา หงสประภาส หลานสาวของท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์



MYDEERHOME แห่งนี้เหมาะสำหรับการพักผ่อนสบายๆ ในวันหยุดกับครอบครัว นอกจากจะมีสัตว์หลายชนิด เช่น กวางดาวอินเดีย นกกระจอกเทศ ไก่สายพันธุ์ต่างๆ เป็นต้นแล้ว ยังมีลานเครื่องเล่นสำหรับเด็กๆ และสระว่ายน้ำ ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางไปหาที่พักผ่อนยังสถานที่ไกลๆ ทั้งยังสามารถวางแผนการท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ที่น่าสนใจในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและบริเวณใกล้เคียงที่มีอยู่อย่างมากมายอีกด้วย



อันดับต่อไป ขออนุญาตนำข้อความบางตอนจากการสนทนาธรรมในครั้งนี้ มาประกอบกับภาพแห่งความประทับใจที่ได้บันทึกไว้ เป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง ในสังสารวัฏ ดังต่อไปนี้



คุณกรกฤษณ์ หงสประภาส : ชาวพุทธมีความรู้สึกไม่สบายใจต่อการกระทำหลายอย่างของพระภิกษุในปัจจุบันนี้ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะ วัด กลายเป็นที่รื่นรมย์ กลายเป็นที่จัดงานอึกทึกเสียงดัง ตลอดจนการบวชก็กระทำโดยการเล่นดนตรีกินเหล้าแห่นาคเข้าโบสถ์ สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในพระธรรมวินัย


ท่านอาจารย์ : ลืมนึกกันเสมอ ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ปรินิพพานและอยู่ตอนนี้ พระองค์อยู่ที่วัดอย่างนี้หรือ? เห็นไหม? เพราะฉะนั้น วัดที่เป็นที่อยู่ของพระภิกษุ เป็นที่รื่นรมย์ ด้วยความเข้าใจความจริง มีชีวิตที่ต่างกับผู้ที่ไม่รู้ความจริงแล้วก็ติดข้องไปหมด แต่ความติดข้อง ติดข้องเพราะไม่รู้ความจริงว่า เราติดข้องในสิ่งที่เกิดดับแล้วไม่กลับมาอีกสักอย่าง



เพราะฉะนั้น วัดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับกับวัดยุคนี้ ตรงกันข้าม!! เพราะฉะนั้น ความหมายของวัดในอดีตเป็นที่อยู่ของพระภิกษุและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่วัดอย่างนี้ แน่นอน!!..



... การอยู่อย่างไม่รู้อะไรเลย กับ การอยู่ด้วย "ความเข้าใจความจริง" ต่างกันแสนไกล!! เพราะฉะนั้น ได้ยินคำว่าไม่รู้ในภาษาไทย ในภาษาบาลี มคธี ที่ดำรงพระศาสนา "อวิชชา" เคยได้ยินไหม? ปฏิจจสมุปาท ท่องได้เลย อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขาร รู้หรือเปล่าว่า อวิชชาคืออะไร เดี๋ยวนี้มีไหม? รู้ได้ไหม ว่ามีหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ฟัง ไม่คิดถึงเลย คิดว่ารู้หมด แต่รู้อะไร? รู้เรื่องราวตามการคิดนึก แต่ "ไม่ได้รู้ความจริงของธรรม" เพราะสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีจริง ต้องเป็นธรรมแน่นอน มีจริงๆ



เพราะฉะนั้น คนในครั้งนั้น มีทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีทั้งภิกษุ คนที่อยู่แสนไกลไม่เคยพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เข้าใจธรรมได้ไหม? เมื่อพระองค์ส่งพระภิกษุไปแสดงธรรม เมื่อภิกษุเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์



เพราะฉะนั้น พระภิกษุคือใคร? ถ้าไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ฟังคำของพระองค์ พูดอะไรที่ตรงกันข้าม ไม่ใช่คำของพระองค์เลย ทำสิ่งที่พระองค์ไม่ได้ทรงอนุญาตให้ทำ นั่นเป็นภิกษุหรือเปล่า?


เพราะฉะนั้น เราต้องรู้ความจริง ดีกว่าเข้าใจผิด แต่ว่าไม่มีประโยชน์เลยถ้าจะไปเห็นโทษ รังเกียจ นอกจากเห็นใจ ในความไม่รู้ จึงได้ประพฤติอย่างนั้นได้ และทุกคนก่อนที่จะได้เข้าใจ (ธรรม) ก็เป็นอย่างนั้นแหละ คือ ไม่รู้!! มีความไม่รู้!!



เพราะฉะนั้น แทนที่จะทันกิเลส เห็นโทษ (ก็) มีความเป็นมิตร คนที่โหดร้ายที่สุด ฆ่าคนตายเท่าไหร่ ยังต้องการมิตรใช่ไหม กำลังจะถูกประหาร หิวเหลือเกิน มีคนให้ ทำได้ไหม? ไม่ได้เป็นโทษกับใครเลยทั้งสิ้น และตัวเอง



เพราะฉะนั้น "เมตตา" จึงเป็นบารมี เพราะความเข้าใจถูกต้องว่าทุกคนเหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย อะไรล่ะเหมือน มีตาเหมือนกัน มีหูเหมือนกัน มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีใจเหมือนกัน สะสมมาหลากหลาย แต่ละหนึ่งขณะของแต่ละหนึ่งคน ไม่มีใครเลยทั้งสิ้น และเมื่อมีความไม่รู้ความจริง ก็เต็มไปด้วยความโลภ ความติดข้อง ความต้องการ โดยไม่มีใครจะรู้ว่า กำลังติดข้องต้องการ



ฟังแล้วอยากรู้อะไรบ้าง? เห็นไหม ทำไมถึงต้องเป็นนกตัวนี้ล่ะ ไม่รู้ไปหมด!! นอกจากจะได้ความรู้ ไม่ใช่เพียงคำ แต่ความไม่รู้มีจริงๆ ถ้ารู้ว่าไม่รู้อะไรบ้าง ไม่รู้ว่า "เห็น" เดี๋ยวนี้ เกิดเห็นแล้วดับ!! ถูกต้องไหม ใครรู้? หนทางรู้ มีไหม? ถ้าหนทางรู้ไม่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะประจักษ์ความจริงได้อย่างไร และพระมหากรุณาที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีให้คนอื่นได้รู้ด้วย จึงทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา ด้วยพระมหากรุณา ไม่ว่าใครจะอยู่แสนไกล ถ้าเขาได้ฟังคำที่จะเป็นประโยชน์ ที่จะสะสมไป ในสังสารวัฏ อีกยาวไกลมาก เพราะเหตุว่า เดี๋ยวนี้ไม่รู้ ติดข้องก็ไม่รู้ว่าติดข้อง จะออกพ้นไปจากเดี๋ยวนี้ที่เห็นแล้วติดข้องได้อย่างไร



เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรม ต้องฟังด้วยความเคารพสูงสุด ในสิ่งซึ่งจะรู้ไม่ได้ ถ้าพระองค์ไม่ทรงบำเพ็ญพระบารมีตรัสรู้ และทรงแสดงความจริง ให้คนอื่นได้ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจ จนกระทั่ง รู้ตามพระองค์ได้

ภายหลังเสร็จจากการสนทนาธรรมในเวลาบ่ายสามโมงแล้ว ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และครอบครัว ได้เดินทางไปเยี่ยมท่านอาจารย์ดวงเดือน บารมีธรรม รองประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ที่บ้านพักในโครงการเวลเนสซิตี้ บางไทร จากนั้นจึงเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร








ขอเชิญติดตามเรื่องที่เกี่ยวข้อง ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง :
-MYDEERHOME ที่พักผ่อนสบายๆ ใกล้กรุง โดย คุณกรกฤษณ์ หงสประภาส สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ ลำดับที่ ๗๔๓


