จิตสุดท้ายเลือกไม่ได้ หมายความว่าอย่างไรคะ
หนูเคยฟังประวัติพระภิกษุผู้พ่อที่ใกล้มรณะภาพ เห็นนิมิตนรก แล้วภิกษุที่เป็นลูกพูดแต่สิ่งดีๆ จนพ่อไปสวรรค์ และอีกกรณีหนึ่งที่เทวดาใกล้หมดอายุเห็นนิมิตนรก ไปฟังธรรมจนพ้นจากนรก เลยอยากทราบว่าจิตสุดท้ายเลือกไม่ได้ความหมายในด้านไหนหรือคะ ตอนแรกหนูแอบนึกว่าความหมายคือต้องลงนรกอย่างเดียวเลยน่ะค่ะ
แล้วถ้าค่อยๆ สะสมคิดเรื่องบุญความดี ฟังพระธรรมบ่อยๆ จะช่วยให้มีโอกาสพ้นนรกบ้างได้ไหมคะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท
เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้า ๒๔๕
ความพิสดารว่า วันหนึ่ง พวกชาวเมืองอาฬวี เมื่อพระศาสดา
เสด็จถึงเมืองอาฬวีแล้ว ได้ทูลนิมนต์ถวายทานแล้ว.
พระศาสดาเมื่อจะทรงทำอนุโมทนาในเวลาเสร็จภัตกิจ จึงตรัสว่า
"ท่านทั้งหลายจงเจริญ มรณสติอย่างนี้ว่า" ชีวิตของเราไม่ยั่งยืน,
ความตายของเราแน่นอน, เราพึงตายแน่แท้,
ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด, ชีวิตของเราไม่เที่ยง,
ความตายเที่ยง; ก็มรณะอันชนทั้งหลายใดไม่เจริญแล้ว, ในกาลที่สุด
ชนทั้งหลายนั้น ย่อมถึงความสะดุ้ง ร้องอย่างขลาดกลัวอยู่ทำกาละ
เหมือน บุรุษเห็นอสรพิษแล้วกลัวฉะนั้น;
ส่วนมรณะอันชนทั้งหลายใดเจริญแล้ว ชนทั้งหลายนั้น
ย่อมไม่สะดุ้งในกาลที่สุด ดุจบุรุษเห็นอสรพิษแต่ไกลเทียว
แล้วก็เอาท่อนไม้เขี่ยทิ้งไปยืนอยู่ฉะนั้น;
เพราะฉะนั้นมรณสติอันท่านทั้งหลายพึงเจริญ"
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย
คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้า ๑๑๔
"นายมาลาการพึงทำพวงดอกไม้ให้มาก จากกองดอกไม้
แม้ฉันใด
มัจจสัตว์ (ผู้มีอันจะพึงตายเป็นสภาพ)
ควรทำกุศลไว้ให้มาก ฉันนั้น"
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย
สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ ๔๙๘
ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงินทอง หรือ ข้าวของ
ที่หวงแหนอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ ทาส กรรมกร คนใช้
และผู้อาศัยของเขา พึงพาเอาไปไม่ได้ทั้งหมด จะต้องละทิ้งไว้
ทั้งหมด. ก็บุคคลทำกรรมใด ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ กรรมนั่นแหละ
เป็นของๆ เขา และเขาย่อมพาเอากรรมนั้นไป
อนึ่งกรรมนั้นย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงา ติดตามตน ฉะนั้น
เพราะฉะนั้น บุคคล
ควรทำกรรมดีสั่งสมไว้สำหรับภายหน้า บุญทั้งหลาย
ย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ในปรโลก (โลกหน้า)
ทุกขณะ เป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครทำอะไรได้เลย
เพราะเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีใครเลือกได้เลย
ไม่ว่าจะเกิดกุศล ไม่ว่าจะเกิดอกุศล
ก็ล้วนเกิดเพราะเหตุปัจจัยทั้งนั้น
ตราบใดก็ตามที่จุติจิตยังไม่เกิดขึ้น ก็ตายไม่ได้
แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เ่กิดเพราะเหตุปัจจัย
ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น
เราไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่า จุติจิตจะเกิดขึ้นเมื่อใด
แต่ก็ต้องเกิดแน่ๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
เกิดมาแล้วก็จะต้องตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีเว้นเลย
สิ่งสำคัญคือก่อนที่ยังไม่ตาย ทำอะไร
เมื่อสะสมเหตุที่ดีบ่อยๆ เนืองๆ
ไม่ประมาทในการเจริญกุศลสะสมคุณความดีทุกประการ และอบรมเจริญปัญญา
คุณความดีเหล่านี้ก็มีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นต่อไปได้
นี้แหละคือที่พึ่งในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อเหตุที่ดี
ให้ผล ก็ย่อมให้ผลที่ดีเท่านั้น ครับ
... ยินดีในกุศลของคุณปทุมและทุกๆ ท่านด้วยครับ ...

