เหวอะไรก็ไม่ลึกเท่ากับความไม่รู้

[เล่มที่ 31] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค - หน้า 465
๒. ปปาตสูตร ว่าด้วยเหว คือ ความเกิด เป็นต้น
[๑๗๒๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาเถิด เราจักเข้าไปยังยอดเขากั้นเขตแดนเพื่อพักกลางวัน ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก เสด็จเข้าไปยังยอดเขากั้นเขตแดน ภิกษุรูปหนึ่งได้เห็นเหวใหญ่บนยอดเขากั้นเขตแดน ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหวนี้ใหญ่ เหวนี้ใหญ่แท้ๆ เหวอื่นที่ใหญ่กว่าและน่ากลัวกว่าเหวนี้ มีอยู่หรือ พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่าเหวอื่นที่ใหญ่กว่าและน่ากลัวกว่าเหวนี้ มีอยู่.
ภิกษุทั้งหลาย ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เหวอื่นที่ใหญ่กว่าและน่ากลัวกว่าเหวนี้ เป็นไฉน.
[๑๗๒๙] พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ... นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมยินดีในสังขารทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปเพื่อความเกิด ... เพื่อความแก่ ... เพื่อความตาย ... เพื่อความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจ ยินดีแล้ว ย่อมปรุงแต่งสังขารทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปเพื่อความเกิดบ้าง ... และความคับแค้นใจบ้าง ครั้นปรุงแต่งแล้ว ย่อมตกลงสู่เหวคือความเกิดบ้าง ... และความคับแค้นใจบ้าง เรากล่าวว่าสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ไม่พ้นไปจากความเกิด ความแก่ ความตาย ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัส ความคับแค้นใจ ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์
[๑๗๓๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่ยินดีในสังขารทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปเพื่อความเกิด ... และความคับแค้นใจ ไม่ยินดีแล้ว ย่อมไม่ปรุงแต่งสังขารทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปเพื่อความเกิด ... และความคับแค้นใจ ครั้นไม่ปรุงแต่งแล้ว ย่อมไม่ตกลงสู่เหวคือความเกิดบ้าง ... และความคับแค้นใจบ้าง เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมพ้นจากความเกิด ความแก่ ความตาย ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัส ความคับแค้นใจ ย่อมพ้นจากทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
จบ ปปาตสูตรที่ ๒
อ.คำปั่น: เมื่อวานก็ได้สนทนาในคลิปธรรมะเตือนใจ "ชีวิตบนปากเหว" ครับ ซึ่งท่านอาจารย์ได้กล่าวในความละเอียดในความเป็นจริงของธรรมะ ซึ่งก็มีมากมายหลายประเด็นที่เป็นข้อคิดเตือนใจสำหรับผู้ฟังผู้ศึกษาครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือเหวของความไม่รู้ เหวของความเห็นผิด นะครับ ซึ่งคำว่า เหว ก็คือสิ่งที่ขึ้นมาได้ยาก อันนี้เป็นข้อความที่อธิบายไว้ในอรรถกถาครับ เหวเป็นสิ่งที่ขึ้นมาได้ยากครับ พอตกลงไปแล้วก็ขึ้นมาได้ยากครับ
ในเบื้องต้นกระผมก็ขอโอกาสกราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์เป็นแนวทางการศึกษาพระธรรมว่า เวลาฟังก็จะได้ยินชื่อของธรรมะมาก แล้วก็ในแต่ละชื่อที่กล่าวถึงธรรมะก็จะมีความละเอียดลึกลงไปอีกในคำนั้นๆ ที่แสดงถึงความเป็นจริงของธรรมะครับ ก็อยากกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า อย่างไรครับจึงจะเป็นการศึกษาเพื่อความเข้าใจจริงๆ ที่ไม่ใช่การจำชื่อจำเรื่องในประเด็นแรกครับ
ท่านอาจารย์: ต้องรู้ว่า กำลังพูดอะไรใช่ไหม? ปากเหว รู้จักหรือเปล่า? แล้ว เหว คืออะไร? ทุกคำต้องเข้าใจ!! ไม่ใช่เพียงแต่พูด
เพราะฉะนั้น เหว คืออะไร?
อ.คำปั่น: เหว คือสิ่งที่เมื่อตกลงไปแล้ว ขึ้นมาได้ยากครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีไหม?
อ.คำปั่น: มีครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม! ถ้าสนทนาก็สามารถที่จะไตร่ตรองจนกระทั่งเข้าใจคำที่เราพูดได้ เดี๋ยวนี้มีเหวอะไร?
อ.คำปั่น: เหวของความไม่รู้ และกิเลสทั้งหลายครับ
ท่านอาจารย์: ก็จริงใช่ไหม กำลังอยู่ที่ปากเหวหรือว่าอยู่ในเหว?
อ.คำปั่น: ตอนนี้ก็ตกลงไปในเหวอยู่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ปากเหวมีอยู่ตลอดเวลาที่จะตกลงไปแน่นอนเมื่อเหวคือความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอะไรที่ปรากฏ ก็ตกลงไปสู่ความไม่รู้ ลึกลงไปๆ
อ.คำปั่น: พอฟ้งอย่างนี้ก็ไตร่ตรองตามที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวก็เห็นเลยครับว่า เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทุกคำไม่ใช่เพียงแต่คิด เหวอยู่ไหน เหวอะไร ปากเหว อยู่ดีๆ บอกว่า เดี๋ยวนี้อยู่ปากเหวใช่ไหม แต่ถ้าเข้าใจถึงความลึกซึ้ง ถูกต้องเปลี่ยนไม่ได้ เหวอะไรก็ไม่ลึกเท่ากับความไม่รู้ เพราะมีอยู่ทุกขณะที่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งปรากฏ
อ.คำปั่น: ครับ นี่คือความละอียดจริงๆ ครับ เวลาได้อ่านพระสูตรอย่างในปปาตสูตรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เหวใหญ่เหวที่น่ากลัวครับ ก็แสดงถึงผู้ที่ยังไม่ได้ประจักษ์แจ้งความจริง ยังไม่ถึงความเป็นพระอริยบุคคล ก็ยังตกลงไปในเหวเพราะว่ายังมีการเกิดยังมีการแก่ยังมีการเจ็บการตายอยู่ครับ ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปแล้วครับ ก็เพราะว่ายังมีความไม่รู้อยู่นั่นเองครับท่านอาจารย์
อันนี้เป็นข้อความที่เกื้อกูลมากที่ท่านอาจารย์กล่าวทั้งหมด ก็คือข้อความตามความเป็นจริงในพระไตรปิฎกตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเลยครับ แล้วก็ในบางนัยยะก็แสดงถึงการเกิดในภพภูมิต่างๆ อย่างนี้ครับ ก็เป็นการตกลงไปในเหวอยู่ครับ
ก็เป็นพระธรรมคำสอนที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลให้ได้เริ่มเข้าใจจริงๆ ทุกคนก็ตกลงไปในเหว หรือยืนอยู่ที่ปากเหวที่จะตกลงไปครับ ซึ่งก็ต้องได้อาศัยพระธรรมเป็นเครื่องเตือนเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลที่ดีที่จะได้ฟังได้ศึกษา แล้วก็ค่อยๆ สะสมความเข้าใจไปครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
ปปาตสูตร ... วันเสาร์ที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๔
ขอเชิญรับฟังคลิปวิดีโอได้ที่ ..
ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..
แนวทางเจริญวิปัสสนา ตอนที่ 232
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ


