เรามีเมื่อไหร่ ขณะนั้นก็ลืมว่าเป็นธรรมะ

 
เมตตา
วันที่  7 มี.ค. 2569
หมายเลข  52089
อ่าน  72

อ.ณภัทร: สภาพธรรมะที่กำลังมีอยู่ในขณะนี้ เมื่อได้ฟังธรรมะก็เริ่มที่จะรู้ตามความเป็นจริงว่า มีความละเอียดมีความลึกซึ้งยากที่จะรู้ได้ ก็จะกราบเท้าท่านอาจารย์ว่า ก่อนที่จะเข้าใจ ก็คือปัญญาที่เกิดจากการฟัง ฟังเรื่องเห็น เป็นต้น ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า เห็นไม่เที่ยง เห็นเป็นทุกข์ เห็นไม่ใช่เราเป็นอนัตตา เป็นต้นครับ เมื่อได้ฟังแบบนี้ก็มีการพิจารณาไตร่ตรอง มีการใคร่ครวญในสิ่งที่ได้ฟัง แล้วพอเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง ก็ค่อยๆ เห็น กับสภาพธรรมะที่กำลังมีในขณะนี้กับสิ่งที่ได้ฟังนี่ครับ ก็มีการใคร่ครวญตามที่ได้ฟัง

เพราะฉะนั้น กราบเท้าท่านอาจารย์ว่า การใคร่ครวญแล้วเข้าใจนี่ครับ กับปัญญาจริงๆ จะมีความแตกต่างกันอย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: เข้าใจหมายความว่าอะไร?

อ.ณภัทร: เข้าใจ หมายความว่ารู้ครับ

ท่านอาจารย์: รู้ถูกหรือรู้ผิด?

อ.ณภัทร: รู้ถูกครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เข้าใจถูกมีแน่นอนเมื่อฟังแล้วไตร่ตรอง จึงรู้ว่า ผิดคืออะไร ถูกคืออะไร

อ.ณภัทร: ครับ เมื่อวานได้ฟังว่า เห็น เป็นธาตุรู้อย่างหนึ่งไม่ใช่เรา ท่านอาจารย์ครับ ก็ใคร่ครวญในเห็นที่กำลังมีในขณะนี้ว่าไม่ใช่เราอย่างไร

เพราะฉะนั้น การใคร่ครวญที่จะนำไปสู่ความเข้าใจครับ ก็คือปัญญาที่ใคร่ครวญหรือเปล่าครับ หรือว่าปัญญานี่คือรู้ชัดอย่างนั้นครับ

ท่านอาจารย์: เราคงไม่ต้องกล่าวถึงแต่ละขณะจิตใช่ไหม เพราะเกิดดับเร็วมาก แต่สามารถจะค่อยๆ เข้าใจได้ เห็นมีจริง เชื่อไหมล่ะ?

อ.ณภัทร: เชื่อครับ

ท่านอาจารย์: เห็นเกิดขึ้น เชื่อไหม?

อ.ณภัทร: เชื่อครับ

ท่านอาจารย์: เห็นเกิดขึ้นแล้วดับไปเชื่อไหม?

อ.ณภัทร: เชื่อโดยอาการสภาพธรรมะที่ปรากฏไม่ใช่เห็นแล้ว

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เริ่มฟังเริ่มคิดเริ่มไตร่ตรอง เริ่มเข้าใจถูกต้องทีละน้อยว่า เห็นมีจริงกำลังเห็น ถ้าเห็นไม่เกิดไม่มีเห็น และใครก็ไม่ได้ทำให้เห็นเกิดขึ้น แต่มีปัจจัยทำให้เห็นเกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วเห็นที่ดับไปนั้นไม่เกิดอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ ก็ไม่ลืมว่า เห็นกำลังมีจริงเมื่อเกิดขึ้นโดยไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้นเลย เมื่อเกิดแล้วเห็นแล้วก็ดับไป ไม่มีใครสามารถยับยั้งได้ เพราะฉะนั้น เห็นมีจริงชั่วขณะที่เกิดแล้วก็ดับ แล้วไม่กลับไปอีกเลย เข้าใจมั่นคงอย่างนี้ไหมว่า ไม่มีใครแล้ว ไม่ใช่เราเห็นแน่นอน เห็นไม่เหลือแล้ว เห็นหมดแล้ว เห็นดับแล้วไม่กลับมาอีก

เพราะฉะนั้น เห็นมีจริงเมื่อมีปัจจัยให้เกิด ถ้ายังไม่เกิดก็ยังไม่มีเห็น

เพราะฉะนั้น ค่อยๆ รู้ความจริงตลอดชีวิตไม่ใช่เฉพาะเห็นเท่านั้นที่เกิด ทุกอย่างต้องเกิดจึงมี ชั่วขณะแสนสั้นแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย เป็นพื้นฐานที่จะค่อยๆ ใส่ใจ ไม่ใช่เพียงคำพูดว่าเห็น แล้วอย่างอื่นล่ะ ได้ยินล่ะ คิดล่ะ โกรธล่ะ ติดข้องล่ะ ทุกอย่างหมด จนกว่าจะเข้าใจในความไม่ใช่เราในขั้นของการไตร่ตรอง

อ.ณภัทร: ครับ ดังนั้น การไตร่ตรองนี่ครับก็จะนำไปสู่ความรู้ที่ถูกต้องจริงๆ  

ท่านอาจารย์: ไตร่ตรองถูกต้องเมื่อไหร่ ก็คือเข้าใจความเป็นจริงเมื่อนั้น

อ.ณภัทร: ครับ แต่บางครั้งครับท่านอาจารย์ ก็มีความลังเลสงสัยว่า สิ่งที่เข้าใจนี่ คิดไปเองหรือเปล่าครับ

ท่านอาจารย์: ลังเลมีจริงไหม?

อ.ณภัทร: ลังเลมีจริงครับ

ท่านอาจารย์: เราลังเลหรือเปล่า?

อ.ณภัทร: แน่นอนครับ ต้องเป็นเราลังเลแน่ๆ  

ท่านอาจารย์: ก็ผิดแล้วซิ! ก็ลืมแล้ว ธรรมะทั้งปวงเป็นอนัตตา

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: เรามีเมื่อไหร่ ขณะนั้นก็ลืมว่าเป็นธรรมะ

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: ลืมเพราะไม่เข้าใจ จนกว่าจะไม่ลืม

อ.ณภัทร: ครับ แล้วตัวปัญญาจริงๆ ล่ะครับ

ท่านอาจารย์: ปัญญา คือความเข้าใจถูกต้อง จะใช้คำว่า ปัญญา ก็ได้ เข้าใจความจริงก็ได้ เป็นภาวะที่รู้ถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่ใช่ชื่อปัญญา

อ.ณภัทร: ใช่ครับ ไม่ใช่ชื่อปัญญา แต่จะเรียกว่า แน่ใจจริงๆ ว่าเป็นปัญญาจริงๆ เพราะอะไรครับ?

ท่านอาจารย์:  เพราะฉะนั้น ถามตัวเองว่า เข้าใจจริงๆ หรือเปล่า หรือเพียงแต่พูด หรือเพียงแต่จำ?

อ.ณภัทร: คือ บางทีเข้าใจ แต่ก็คิดว่า เข้าใจถูกหรือเปล่าว่าเป็นการคิดไปเองหรือเปล่า?

ท่านอาจารย์: นั่นไม่ใช่เข้าใจเลยๆ นั่นสงสัย!!

อ.ณภัทร: ครับ อย่างฟังว่า เห็น มีปัจจัยจึงเกิด ถ้าไม่มีปัจจัยเกิดไม่ได้เป็นต้นครับ

ท่านอาจารย์: แต่ยังไม่รู้จักเห็นจริงๆ เพียงแต่คิดเรื่องเห็น

อ.ณภัทร: ตรงนี้ครับ คิดเรื่องเห็น แต่เหมือนเข้าใจเห็น

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อริยสัจจะรอบที่ ๑ พูดถึงสิ่งที่มีใช่ไหม? ให้รู้ความจริงใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: แต่ยังไม่ประจักษ์แจ้งความจริงนั้นใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ยังไม่ปรัจักษ์แจ้งครับ กราบท่านอาจารย์ต่อเลยครับ

ท่านอาจารย์: อ้าว!! ก็เป็นปริยัติไง!!

อ.ณภัทร: เป็นปริยัติครับ ดังนั้นฟังเพื่อเข้าใจอย่างที่ท่านอาจารย์ก็ถามอยู่บ่อยๆ ถามอยู่เสมอๆ  

ท่านอาจารย์: จนรู้ว่า ยังไม่ได้ประจักษ์แจ้ง จนเข้าใจถูกว่า แม้เข้าใจอย่างนี้ก็ยังไม่ใช่ประจักษ์แจ้ง

อ.ณภัทร: ครับ ยังไม่ใช่ประจักษ์แจ้งแน่นอน คือฟังก็เข้าใจว่า ปัญญาต้องตามลำดับครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ขณะที่เข้าใจ ไม่ใช่เราเข้าใจ ค่อยๆ เพิ่มความเข้าใจขึ้นทีละน้อยจนครบถ้วนว่า ไม่ใช่เรา

อ.ณภัทร: การที่จะรู้ว่า ไม่ใช่เราที่เข้าใจ ต้องเป็นปัญญาที่รู้ในลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนั้น

ท่านอาจารย์: รู้ขั้นไหน เดี๋ยวนี้รู้ขั้นไหน?!

อ.ณภัทร: ขั้นที่ได้ฟังว่า ความจริงเป็นอย่างนี้ครับ

ท่านอาจารย์: ประจักษ์หรือยัง?

อ.ณภัทร: ยังไม่ประจักษ์ครับ

ท่านอาจารย์: ประจักษ์ได้ไหม?

อ.ณภัทร: ได้ครับ

ท่านอาจารย์: ก็แสดงว่า ความเข้าใจต้องเป็นไปตามลำดับ

อ.ณภัทร: ครับ ตรงนั้นก็เข้าใจครับเพียงแต่ว่า ..

ท่านอาจารย์: นั่นไง ก็ตรงเข้าใจไง!! เข้าใจตรงนั้นก็คือเข้าใจ ลำดับของความเข้าใจขั้นต้น ยังไม่ได้ประจักษ์แจ้ง 

ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ ก็ไม่มีทางที่จะประจักษ์แจ้ง จึงเข้าใจถูกต้องเพียงเข้าใจอย่างนี้ยังไม่ถึงการประจักษ์แจ้ง นั่นคือความเข้าใจถูกต้องจึงเป็นปริยัติ

อ.ณภัทร: ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
chatchai.k
วันที่ 8 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ