การบรรลุเป็นพระอรหันต์ในชั้นสวรรค์
สอบถามท่านผู้รู้ครับ เคยได้ยินว่าการบรรลุเป็นพระอรหันต์สามารถบรรลุในชั้นสวรรค์ได้ (จำชื่อไม่ได้ว่าชั้นใด) จริงหรือไม่ หรือต้องบรรลุเฉพาะในโลกมนุษย์เท่านั้น มีหลักฐานยืนยันให้ได้ศึกษาเพิ่มเติมไหมครับ
ขอบคุณครับ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
มีพระสูตรหลายพระสูตร ที่เทวดาได้ฟังแล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์ เช่น มหาสมัยสูตร (เทวดาจํานวนหนึ่งแสนโกฏิได้บรรลุเป็นพระอรหันต์) มงคลสูตร (เทวดาจํานวนหนึ่งแสนโกฏิได้บรรลุเป็นพระอรหันต์) เป็นต้น
ข้อความที่ควรจะได้พิจารต่อไป ใน [เล่มที่ 20] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า 445 มีดังนี้
ผู้ตั้งอยู่ในเพศคฤหัสถ์นั้น บรรลุพระอรหัต (ถึงความเป็นพระอรหันต์) แล้วย่อมบวช หรือปรินิพพานในวันนั้นเอง แต่ภุมมเทวดายังดำรงอยู่ได้. เพราะเหตุไร. เพราะมีโอกาสที่จะแฝงตัวอยู่ได้.
ในกามภพที่เหลือ พระอริยบุคคล ๓ จำพวกมีพระโสดาบันเป็นต้น ยังดำรงอยู่ได้ใมนุษยโลก. ในกามาวจรเทวโลก พระโสดาบันและพระสกทาคามียังดำรงอยู่ได้. แต่พระอนาคามีและพระขีณาสพจะดำรงอยู่ในกามาวจรเทวโลกนี้ไม่ได้. เพราะเหตุไร. เพราะที่นั้นมิใช่เป็นที่อยู่ของชนผู้ละอายแล้ว. และที่นั้นมิใช่เป็นที่ปกปิดที่สมควรแก่วิเวกของพระขีณาสพเหล่านั้น.
พิจารณาตามข้อความในอรรถถาที่ยกมา ก็เข้าใจได้ว่า สวรรค์ย่อมเต็มไปด้วย รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกายอันอันเป็นทิพย์ ดังนั้น ในสวรรค์ ยกเว้นภุมมเทวโลกแล้ว สวรรค์ชั้นต่างๆ นั้น ย่อมไม่สมควรเป็นที่อยู่ของพระอนาคามีและพระอรหันต์ ถ้าเทวดาได้รู้แจ้งธรรมบรรลุธรรมถึงความเป็นพระอนาคามี ในสวรรค์ ๖ ชั้น ยกเว้น ภุมมเทวดาที่อาศัยอยู่ในต้นไม้ที่มีที่หลีกเร้นได้ จะต้องจุติ ไปเกิดบนพรหมโลกทันที เพราะสวรรค์ ๖ ชั้นเป็นภพภูมิที่ไม่เหมาะควรกับผู้ที่ดับความติดข้องยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รสและสิ่งที่กระทบสัมผัสทางกายได้แล้ว และถ้าเทวดาได้บรรลุธรรมถึงความเป็นพระอรหันต์ในภพภูมิที่เป็นสวรรค์ ๖ ชั้น ย่อมไม่สามารถจะอยู่ในเทวโลกได้ จึงต้องจุติและปรินิพพานที่เทวโลกเลย เพราะเหตุว่าสถานที่เต็มไปด้วย รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งที่กระทบสัมผัสอันเป็นทิพย์ในเทวโลก ย่อมไม่เหมาะกับพระอรหันต์ผู้ซึ่งละกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว แต่ถ้าเป็นเทวดาที่เป็นภุมมเทวดา ย่อมอาศัยอยู่ที่ต้นไม้ เป็นสถานที่หลีกเร้นได้ ดังนั้น เทวดาที่เป็นภุมมเทวดาเมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็ไม่จำเป็นจะต้องปรินิพพานทันที สามารถดำรงอยู่หลีกเร้นในวิมานที่ต้นไม้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ภุมมเทวดาผู้ที่ต่ำกว่าพระอรหันต์ ก็ย่อมสามารถดำรงอยู่ในภุมมเทวโลกได้
*สำหรับในโลกมนุษย์ ช่วงนี้ เป็นพันปีที่ ๓ ไม่มีพระอรหันต์ในโลกมนุษย์ หลักฐานอ้างอิง ดังนี้
[เล่มที่ 37] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ หน้า ๕๕๔
ก็คำว่า วสฺสสหสฺส นี้ ตรัสโดยมุ่งถึงพระขีณาสพผู้บรรลุปฏิสัมภิทาเท่านั้น แต่เมื่อกล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้น ๑,๐๐๐ ปี โดยมุ่งถึงพระขีณาสพผู้สุกขวิปัสสก ๑,๐๐๐ ปี โดยมุ่งถึงพระอนาคามี ๑,๐๐๐ โดยมุ่งถึงพระสกทาคามี ๑,๐๐๐ ปี โดยมุ่งถึงพระโสดาบันปฏิเวธสัทธรรมถูกดำรงอยู่ได้ ๕,๐๐๐ ปี โดยอาการดังกล่าวมานี้แม้พระปริยัติธรรมก็ดำรงอยู่ได้ ๕,๐๐๐ ปีนั้นเหมือนกัน. เพราะเมื่อปริยัติธรรมไม่มี ปฏิเวธธรรมก็มีไม่ได้ แม้เมื่อปริยัติธรรมไม่มี ปฏิเวธธรรมไม่มี ก็เมื่อปริยัติธรรมแม้อันตรธานไปแล้วเพศ (แห่งบรรพชิต) ก็จักแปรเป็นอย่างอื่นไปแล.
[เล่มที่ 9] พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ ๔๙๙
แต่คำว่า พันปี นั้น พระองค์ตรัสด้วยอำนาจพระขีณาสพผู้ถึงความแตกฉานในปฏิสัมภิทาเท่านั้น แต่เมื่อจะตั้งอยู่ยิ่งกว่าพันปีนั้นบ้าง จักตั้งอยู่สิ้นพันปี ด้วยอำนาจแห่งพระขีณาสพสุกขวิปัสสกะ จักตั้งอยู่สิ้นพันปี ด้วยอำนาจแห่งพระอนาคามี จักตั้งอยู่สิ้นพันปี ด้วยอำนาจแห่งพระสกทาคามี จักตั้งอยู่สิ้นพันปี ด้วยอำนาจพระโสดาบัน รวมความว่า พระปฏิเวธสัทธรรมจักตั้งอยู่ตลอดห้าพันปี ด้วยประการฉะนี้
พระอรหันต์ เป็นผู้ที่ห่างไกลจากกิเลสทั้งหลายทั้งปวง เป็นผู้ทำลายข้าศึก คือกิเลสได้หมดสิ้น เป็นผู้ไม่มีภพใหม่อีกต่อไป การบรรลุถึงความเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ เริ่มตั้งแต่พระโสดาบันบุคคล ถึง ความเป็นพระอรหันต์นั้น ต้องเป็นผู้ที่สั่งสมอบรมเจริญปัญญา สั่งสมการสดับตรับฟังพระธรรมจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ มาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และต้องเป็นผู้ดำเนินตามทางที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ คือ การอบรมเจริญปัญญา
มรดกที่ล้ำค่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานแก่พุทธบริษัท คือ พระธรรมคำสอน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ได้ฟังได้ศึกษาอย่างแท้จริง
ตามความเป็นจริงแล้ว ยุคสมัยนี้ พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงยังดำรงอยู่ พระธรรม ยังสมบูรณ์ถูกต้องครบถ้วน แต่ปัญญาของผู้ศึกษาเข้าไม่ถึงอรรถ เข้าไม่ถึงธรรม เพราะผู้ที่บำเพ็ญบารมีมาเพื่อเป็นพระอรหันต์ ท่านเกิดในสมัยครั้งพุทธกาลเป็นส่วนมาก ยุคปัจจุบันนี้เป็นของคนมีบุญน้อยการศึกษาอบรมเจริญปัญญาสามารถบรรลุคุณธรรมสูงสุด เพียงพระอนาคามีบุคคลเท่านั้น ประโยชน์จริงๆ ควรที่จะได้พิจารณาว่า หนทางที่จะทำให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม คือ อะไร นี้คือ ความสำคัญ ถ้าตั้งต้นไม่ถูก ไม่ได้อบรมเจริญเหตุ คือ การอบรมเจริญปัญญาแล้ว ไม่มีทางถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ และที่ไม่ควรลืมอย่างยิ่ง คือ กิจของตนเอง นั่นก็คือ ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ให้เข้าใจ และไม่ประมาทในการสะสมกุศลต่อไป ครับ
... ยินดีในกุศลของคุณ prince และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...


