คำไหนก็ต้องรู้ความลึกซึ้งของคำนั้น

[เล่มที่ 26] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้า 131-132
๔. อัญญติตถิยสูตร
ว่าด้วยทุกข์ในวาทะ ๔
[๗๒] ท่านพระสารีบุตรพอนั่งเรียบร้อยแล้ว พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ได้กล่าวกะท่านดังนี้ว่า ดูก่อนท่านสารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรม ย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรม ย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรม ย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย อนึ่ง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรม ย่อมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดขึ้นเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำ.
ดูก่อนท่านสารีบุตร ก็ในวาทะทั้ง ๔ นี้ พระสมณโคดมกล่าวไว้อย่างไร บอกไว้อย่างไร พวกข้าพเจ้าพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระสมณโคดมกล่าวแล้ว จะไม่กล่าวตู่พระสมณโคดมด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะพึงติเตียนได้.
[๗๓] ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูก่อนท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น บุคคลผู้กล่าวดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ ก็จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเอง ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ผู้อื่นทำให้ ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย
อ.อรรณพ: ผมมีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม แล้วก็มีสิ่งที่จะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ครับ เมื่อคืนก็มีการสนทนากันตอนกลางคืน ผมก็มีโอกาสได้รับพระธรรมจากท่านที่ได้ไปร่วมสนทนาธรรมะกับท่านอาจารย์ที่แก่งกระจานนะครับ คุณตั๊ม ภูวดิษฐ์ ท่านก็ได้แบ่งปันมาให้ว่า คุณตั๊มได้ถามท่านอาจารย์ว่า ชีวิตชั่วขณะในแต่ละขณะนี้ เป็นอย่างไรๆ คือทำไมถึงมีชีวิตในแต่ละขณะนี้ ท่านอาจารย์ก็ตอบว่า เพราะผัสสะ ซึ่งผมได้ฟังตรงนี้ผมก็เป็นความประจวบเหมาะที่ผมได้ฟังได้ศึกษาข้อความในอัญญติตถิยสูตร ในสังยุตตนิกาย นิทานวรรค ครับ ซึ่งก็สอดคล้องกันในประเด็นนี้ครับ ซึ่งสรุปในพระสูตรนี้ ก็คือท่านพระสารีบุตรท่านได้ไปในตอนเช้าๆ ได้ไปสนทนากับพวกอัญญเดียรถีย์ พวกอัญญเดียรถีย์ก็พูดกันไปว่า ทุกข์ ตนเองทำให้เกิดบ้าง ผู้อื่นทำให้เกิดบ้าง ตนเองหรือผู้อื่นทำให้เกิดบ้าง หรือเกิดขึ้นเองบ้างครับ ท่านพระสารีบุตรท่านก็แสดงพระธรรมครับ ซึ่งท่านพระอานนท์ท่านก็มาทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ดีละๆ อานนท์ ตามที่สารีบุตรพยากรณ์ ชื่อว่าพยากรณ์โดยชอบ ดูก่อนอานนท์ เรากล่าวว่าทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น ใครจะคิดว่า ทุกข์เกิดจากอะไรๆ นั้น ท่านพระสารีบุตร และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสรับรองท่านพระสารีบุตรว่า ทุกข์เกิดเพราะผัสสะครับ
ก็ที่ท่านอาจารย์ได้ตอบคุณตั๊มไปว่า ขณะแต่ละขณะที่เกิดขึ้นเพราะผัสสะ ก็ขอโอกาสกราบท่านอาจารย์ได้ช่วยกล่าวในความที่จะเป็นประโยชน์ละเอียดขึ้นครับว่า คือทุกขณะในขณะนี้ หรือก็คือทุกข์นะครับที่เป็นแต่ละขณะนี้ เกิดจากผัสสะซึ่งพระธรรมที่พระองค์ก็ทรงแสดงหลากหลายนัยยะมากนะครับ นัยยะที่กว้างขวางก็แสดงว่า ทุกข์ที่เกิดขึ้นก็เกิดเพราะความไม่รู้ก็มีนะครับ หรือจะแสดงโดยปัจจยเหตุครับ พระองค์ก็ทรงแสดงอย่างเช่น เกิดเพราะผัสสะ กราบเท้าท่านอาจารย์ได้อนุเคราะห์ขยายความเพื่อเป็นประโยชน์ว่า ทุกข์เกิดเพราะผัสสะมีอรรถะในความที่พวกผมจะได้เข้าใจขึ้นอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: ทุกคำที่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลึกซึ้งไหม?
อ.อรรณพ: ลึกซึ้งแน่นอนครับ
ท่านอาจารย์: กำลังมีเดี๋ยวนี้ไหม?
อ.อรรณพ: ต้องมีเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่มีเดี๋ยวนี้ก็จะไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น รู้หรือยัง?
อ.อรรณพ: เพราะยังไม่รู้ว่า เป็นธรรมะเดี๋ยวนี้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เริ่มรู้ ผ้สสะคืออะไร?
อ.อรรณพ: ผัสสะ คือสภาพที่กระทบสิ่งที่จิตรู้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องมีจิตใช่ไหม?
อ.อรรณพ: ต้องมีจิตครับ
ท่านอาจารย์: ค่ะ เกิดพร้อมกับผัสสะ
อ.อรรณพ: ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะว่า แต่ละหนึ่งขณะมีปัจจัยที่ทำให้เกิดหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงอย่างเดียว
ฟังแค่นี้ ไม่ใช่ตามไปเลย เห็นความลึกซึ้งของแม้หนึ่งขณะที่เกิด ต้องมีสภาพธรรมะที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เพียงอย่างเดียว เพียงแค่ชั่วหนึ่งขณะที่เห็นเกืด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า มีอะไรเป็นปัจจัยให้เกิด
เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่า ขณะนี้เดี๋ยวนี้ที่เห็นมีอะไรบ้าง จึงจะรู้ว่า สิ่งที่มีนั่นแหละเป็นปัจจัยที่ทำให้เห็นเกิดขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ใครจะรู้ เห็น กำลังเกิดขึ้นเห็น เป็นเราเห็นมานานมาก อีกนานเท่าไหร่ไม่ใช่เราเห็น? แค่นี้ค่ะ!! ลึกซึ้งไหม!!
ไม่ใช่ง่ายๆ ตามไปทันที อีกนานเท่าไหร่กว่าจะรู้ว่าเห็นเดี๋ยวนี้ เกิดขึ้นเห็นแล้วดับ ไม่กลับมาอีกเลย จะเป็นใครได้? จะเป็นอะไรได้ นอกจากเห็นเป็นเห็น แต่ก็ต้องรู้ว่า เห็นเป็นอะไร เห็นเป็นสภาพรู้ที่เกิดขึ้นเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา
ทำไมเห็นเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะมีสภาพธรรมะที่เกิดพร้อมเห็นเป็นธาตุรู้ แต่ว่าไม่ใช่เห็น
เพราะฉะนั้น ต้องเริ่มรู้ว่า หนึ่งขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้แหละ มีเห็น ซึ่งเป็นสภาพรู้สิ่งที่ปรากฏท่างตาชัดเจน แล้วแต่ว่า จะเป็นสิ่งที่มืดก็ยังเห็นว่ามืด เห็นสิ่งที่สลัวก็เห็นว่าสลัว ไม่ว่าจะเห็นอะไรที่กระทบตาเดี๋ยวนี้เพราะจิตรู้แจ้ง ไม่มีหน้าที่อื่นเลย เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง แต่จิตเกิดตามลำพังไม่ได้ ต้องมีสภาพธรรมะที่เป็นนามธรรมธาตุรู้ เกิดพร้อมกัน ทำกิจเป็นปัจจัยให้จิตเห็นเกิดขึ้น นี่ล่ะ ..ความลึกซึ้งของแม้แต่เห็น
ใครจะคิดถึงว่า เห็นเป็นธาตุรู้เป็นนามธรรม จบ ลึกซึ้งหรืออย่างนั้น? แต่ลึกซึ้งที่ว่า แม้เพียงหนึ่งขณะที่จะเกิดเห็น ก็ต้องมีสิ่งที่อาศัยทำให้เห็นนั้นเกิดขึ้นหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงอย่างเดียว
เพราะฉะนั้น ธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นลิ้มรส ทางกายกระทบสัมผัสเย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว ทางใจคิดนึก ไม่มีเราเลยสักขณะ มีแต่ธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นอาศัยกันและกันเกิดขึ้นบ้าง อาศัยสิ่งที่กระทบตาเกิดขึ้นบ้าง แสดงให้เห็นว่า หนึ่งขณะ ประมาทได้ไหมว่าเกิด แค่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับเร็วแค่ไหน!!
แม้อย่างนั้น กว่าจะเกิดขึ้น เห็น ก็ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง เพราะฉะนั้น ได้ยินคำว่า ผัสสะ ไม่ใช่จำว่า ผัสสะเป็นปัจจัยให้จิตเห็นเกิดขึ้น แต่ผัสสะเป็นธาตุรู้ซึ่งไม่ใช่จิต แต่รู้สิ่งที่จิตรู้ เพราะจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ถ้าไม่มีเจตสิก คือผัสสะ จิตเห็นเกิดไม่ได้ ต้องอาศัยกันและกันโดยปัจจัยต่างๆ ที่เราพูดเป็นภาษาไทยทุกคำ เป็นคำที่กล่าวถึงสภาพที่เป็นปัจจัยในภาษาบาลีทั้งหมด โดยที่เรายังไม่ต้องจำคำภาษาบาลี แต่สามารถเข้าใจความเป็นปัจจัย จนกระทั่งพอได้ยินคำบาลีที่พูดเหมือนคนไทยพูดกัน คนที่ใช้ภาษามคธีภาษาบาลี เขาก็รู้ได้ทันที
เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในความลึกซึ้งสุดที่จะประมาณได้ ซึ่งถ้าไม่ประจักษ์แจ้งความจริง ไม่สามารถที่จะละคลายความเป็นเรา หรือความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ล้วนเป็นอัตตาหมด แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมะทั้งปวงเป็นอนัตตา
แค่นี้ ..มั่นคงแค่ไหน ทุกอย่างไม่ใช่เรา ไม่ใช่โต๊ะ ไม่ใช่เก้าอี้ เป็นลักษณะของสภาพธรรมะแต่ละหนึ่ง เช่น เห็น ไม่ใช่ผัสสะ
เห็นเป็นธาตุรู้ ผัสสะเป็นธาตุรู้ เกิดพร้อมกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ผัสสะ สภาพรู้ ก็เป็นเจตสิกหนึ่งในเจตสิก ๕๒ ประเภท ซึ่งละเอียดลึกซึ้งตามลำดับหลายขั้นหลายตอน ไม่ใช่มีแต่เพียงระดับเดียวเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ผัสสะ สภาพธรรมะที่เป็นนามธรรมเป็นธาตุรู้ กระทบสิ่งหนึ่ง ทันทีจิตเกิดขึ้นรู้สิ่งนั้นพร้อมกัน และไม่ใช่แต่ผัสสเจตสิก ยังมีเจตสิกอื่นด้วย
เพราะฉะนั้น แต่ละธรรมะที่เกิด จิตเป็นใหญ่เป็นประธานเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ เป็นอินทริยะเป็นใหญ่กว่าเจตสิกอื่นๆ ในการรู้แจ้งอารมณ์ เป็นมนินทริยะ และผัสสะกระทบสิ่งใดจิตต้องรู้สิ่งนั้น เจตสิกทั้งหมดเกิดพร้อมกันรู้สิ่งนั้นแล้วก็ดับ
ผัสสะจะเป็นเจตสิกอื่นเป็นธรรมะอื่นไม่ได้ เป็นจิตไม่ได้ เป็นจำไม่ได้ เป็นอะไรไม่ได้ แต่ขณะใดก็ตามที่จิตรู้อารมณ์ใดขณะนั้นเป็นเพราะเจตสิกหนึ่งซึ่งกระทบอารมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จิตต้องเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้นจะรู้อารมณ์อื่นไม่ได้
เพราะฉะนั้น การที่ผัสสะกระทบ และจิตเกิดขึ้นรู้แจ้งสิ่งที่ถูกกระทบ ทำให้มีสภาพธรรมะอื่นๆ จำ แล้วก็คิด แล้วก็ไตร่ตรอง ยึดถือในความเป็นรูปร่างสัณฐานว่า เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทำให้เกิดทั้งสุจริตทั้งทุจริต ทั้งความสงบทั้งสงครามทั้งอะไรหมด เพราะฉะนั้น จึงเป็นอาหารนำมาซึ่งสิ่งทั้งปวงที่เป็นเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ เป็นอาหารปัจจัย แค่นี้ค่ะ
ถ้าไม่ฟังก็ผ่านไป ผัสสเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะ จบ แต่เห็นความล้ำลึกของธรรมะทั้งหมด แค่ไหน!! ปานใด!! แล้วไม่ได้อยู่ไกลเลย อยู่ใกล้ที่สุด กว่าจะรู้ตรงนั้นได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงกี่คำที่จะให้ค่อยๆ รู้ความจริงว่า ความจริงไม่ไกลจากสิ่งที่มีที่ตั้งแต่ศีรษะจดเท้า ข้อสำคัญแม้สิ่งนั้นก็เกิดดับ นี่คือการศึกษาธรรมะ
คำไหนก็ต้องรู้ความลึกซึ้งของคำนั้น ที่จะค่อยๆ ปลูกฝังจนกว่าความเข้าใจจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น คลายความไม่รู้ แต่ไม่สามารถจะรู้ได้ทันทีว่า มากน้อยเท่าไหร่แล้วเดี๋ยวนี้ จนกว่าถึงเวลาที่สภาพธรรมะที่สามารถที่จะรู้ความจริงยิ่งกว่าเพียงขั้นการฟัง มีปัจจัยเกิดขึ้นรู้ได้
เดี๋ยวนี้จิตเห็นเกิดมีผัสสเจตสิกเกิดร่วมด้วย ไม่รู้ทั้งสองอย่าง แต่เริ่มฟัง และเริ่มเข้าใจแล้ว เริ่มเห็นความลึกซึ้งแล้ว นั่นคือปริยัติ ทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะมั่นคง
อ.อรรณพ: ต้องกราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นที่สูงยิ่ง ที่ได้ให้ความเข้าใจอันเป็นปริยัติเพิ่มเติม เพราะว่าท่านอาจารย์กล่าวประโยคสุดท้ายครับ ผัสสะก็ต้องเกิดกับจิต จิตก็ยังไม่รู้จัก ผัสสะก็ยังไม่รู้จัก แต่การที่ได้ฟัง และเข้าใจในความเป็นธรรมะของจิต ความเป็นธรรมะของผัสสะ ที่จะค่อยๆ เข้าใจปรุงแต่งไป นี่เป็นปริยัติจริงๆ
เพราะฉะนั้น ปริยัตินี่ แม้ไม่ใช่ปัญญาถึงขั้นปฏิเวธะ แต่ปริยัติเหล่านี้เป็นประโยชน์จริงๆ ครับท่านอาจารย์
เพราะฉะนั้น ก็ได้เข้าใจถึงเหตุปัจจัยที่เป็นอาหารปัจจัยในการที่ธาตุรู้จะเกิดขึ้นเป็นชีวิตแต่ละขณะ แต่ละขณะๆ ๆ ๆ ซึ่งชีวิตแต่ละขณะเป็นธาตุรู้ ก็เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ก็เป็นทุกข์
เพราะฉะนั้น ทุกข์ ก็คือธาตุรู้ที่เกิดขณะนี้ ก็เกิดเพราะผัสสะเป็นอาหารปัจจัยเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ
ขอเชิญคลิกอ่านได้ที่ ..
ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น [อัญญติตถิยสูตร]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ

