ถูกหรือผิด มีเรา?

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้า 305
๑๒. อัตตานุทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยการละอัตตานุทิฏฐิ
[๒๕๖] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ฯลฯ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้. พระผู้มีพระเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้เห็นจักษุแล โดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้ รู้เห็นรูปโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้ รู้เห็นจักษุวิญญาณโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้ รู้เห็นจักษุสัมผัสโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้ รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้ บุคคลรู้เห็นหู รู้เห็นจมูก รู้เห็นลิ้น รู้เห็นกาย รู้เห็นใจโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้ รู้เห็นธรรมารมณ์โดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้ รู้เห็นมโนวิญญาณโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้ รู้เห็นมโนสัมผัสโดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้ รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นอนัตตา จึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้ ดูก่อนภิกษุ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละอัตตานุทิฏฐิได้.
จบ อัตตานุทิฏฐิสูตรที่ ๑๒
ท่านอาจารย์: พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงประเภทของสภาพรู้ว่า มีอะไรบ้าง มีแล้วในชีวิตประจำวันทุกชาติไม่เคยรู้
เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่าที่มีนั่นคืออะไร เพราะฉะนั้น ได้ยินชื่อหลากหลายมาก แต่ต้องศึกษาโดยละเอียดจนมั่นคงว่า เป็นธรรมะนั้นๆ จึงจะค่อยๆ คลายความไม่รู้เลยแม้ในขั้นฟัง จนเป็นฟังแล้วสามารถไตร่ตรองเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังถูกต้อง ไม่ใช่เพียงชื่อ
อ.ณภัทร: ครับ ละเอียดอย่างยิ่ง แม้ได้ฟังความเป็นเราก็เป็นเรารู้อยู่ครับ เป็นอะไรที่แสนจะละเอียด แล้วยากจริงๆ ที่จะไม่ใช่เรารู้ครับ
ท่านอาจารย์: ถึงมีการสนทนาวันนี้ และวันอื่นๆ สนทนาธรรมะสิ่งที่มีที่กำลังมีให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: นี่แค่ไม่กี่คำในพระไตรปิฎกใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ความลึกซึ้งแค่ไหนๆ
อ.ณภัทร: ครับ สภาพธรรมะอื่น เช่น โกรธ ครับ ก็เป็นเราโกรธ หรือว่าดีใจก็เป็นเราดีใจครับ เป็นต้นครับ ก็มีเราเกิดร่วมด้วยอยู่กับสภาพธรรมะทั้งวัน
ท่านอาจารย์: ถูก หรือผิด?
อ.ณภัทร: ผิดครับ
ท่านอาจารย์: ถูกหรือผิด มีเราเป็นเรา?
อ.ณภัทร: ผิดครับที่มีเรา
ท่านอาจารย์: ถามว่าอะไร?
อ.ณภัทร: ถามว่า ถูกหรือผิดที่มีเรา
ท่านอาจารย์: ตอบหรือยัง?
อ.ณภัทร: ตอบว่า ผิดครับ
ท่านอาจารย์: ต้องอย่างนั้นสิ! จะได้ต่อไปให้ละเอียดขึ้น เราไม่ข้ามไปเรื่องอื่น ถ้าเราข้ามไปเรื่องอื่น ตรงนี้จะไม่รู้เลย ผิดใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ผิดครับ
ท่านอาจารย์: ผิดมีจริงๆ ไหม?
อ.ณภัทร: ผิดมีจริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เป็นธรรมะหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: เป็นธรรมะครับ
ท่านอาจารย์: เป็นธรรมะอะไร?
อ.ณภัทร: เป็นความเห็นผิดครับ
ท่านอาจารย์: ศึกษาธรรมะมีตัวธรรมะที่มี แต่ไม่เคยรู้ ก็จะเริ่มรู้ว่า อะไรที่หลากหลาย จึงต้องใช้คำแสดงความหลากหลายอย่างยิ่งทุกคำ
เพราะฉะนั้น ผิดมีจริงเป็นธรรมะอะไร?
อ.ณภัทร: เป็นความเห็นผิดครับ
ท่านอาจารย์: เป็นเราหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: เป็นความเห็นผิดไม่ใช่เราครับ
ท่านอาจารย์: เป็นธาตุรู้หรือเปล่า?
อ.ณภัทร: เป็นธาตุรู้ครับ
ท่านอาจารย์: เป็นจิตหรือเปล่า?
อ.ณภัทร: ไม่ใช่จิตครับ
ท่านอาจารย์: นี่เริ่มรู้ว่า สิ่งที่รู้ไม่ใช่จิต มี
เพราะฉะนั้น จึงมี ๒ คำ สำหรับสภาพรู้ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏที่เป็นอารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้ และสภาพธรรมะที่เกิดพร้อมกับจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต แต่ไม่ได้รู้แจ้งซึ่งเป็นกิจหน้าที่ของจิต แต่เห็นผิดเลย เข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
เพราะฉะนั้น ความเห็นผิดจากความเป็นจริงทั้งหมดมีจริง เป็นธรรมะไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิก
วันนี้มีไหม?
อ.ณภัทร: มีครับ
ท่านอาจารย์: วันนี้มีความเห็นผิดไหม?
อ.ณภัทร: มีครับ
ท่านอาจารย์: เยอะไหม?
อ.ณภัทร: มากด้วยครับ
ท่านอาจารย์: เห็นผิดว่า อะไรบ้าง?
อ.ณภัทร: เห็นผิดว่า มีคน มีสัตว์ มีตัวตน
ท่านอาจารย์: นั่นชื่ออีกอย่างว่า อัตตานุทิฏฐิ เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด คน โต๊ะ เก้าอี้ เหมือนกันหมดสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งนั้น อัตตา แล้วมีความเห็นผิดอื่นๆ อีกไหม?
อ.ณภัทร: ก็มีว่า ร่างกายของเรา ผมของเรา แขนของเรา ขาของเรา
ท่านอาจารย์: เห็นผิดว่า เป็นเราใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วคนอื่นมีไหม?
อ.ณภัทร: คนอื่นก็มีครับ เราก็เห็นว่ามีคนอื่น เขาก็มีแขนอยู่
ท่านอาจารย์: สิ่งอื่นมีไหม?
อ.ณภัทร: สิ่งอื่นมีครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เป็นความเห็นว่า มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดใช่ไหม? อัตตา ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งหมด แต่สิ่งอื่นไม่ใช่เรา แต่สิ่งนี้เรา อย่างเดียวกันแต่ขณะนั้นเป็นคนอื่น แต่ตรงนี้เรา
เพราะฉะนั้น แม้ความเห็นผิดว่าเป็นอัตตา ก็มี ๒ อย่าง เห็นผิดว่าเป็นอัตตาทั้งนั้น แต่ไม่ใช่เรา เราอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้น เห็นผิดว่าเราตรงนี้เป็นสักกายทิฏฐิ ทั้งหมดที่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด คืออัตตานุทิฏฐิ แม้คนอื่นก็เห็นตรงนี้ว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอัตตา แต่เฉพาะผู้ที่เห็นผิดว่า นี่เรา นั่นแหละเป็นสักกายทิฏฐิ
เพราะฉะนั้น พอได้ยินคำว่า ทิฏฐิ ความเห็นผิดจากความเป็นจริงโดยประการต่างๆ นัยยะทั้งปวง แต่ประการแรกที่ทุกคนเหมือนกัน ก็คือว่าเห็นผิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอัตตาจึงเป็นอัตตานุทิฏฐิ ตามเห็นไปหมดไม่ว่าอะไรว่า เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้
ผง เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วใช่ไหม ไม่ใช่อย่างอื่น ก็เป็นอัตตาทั้งนั้น แต่ตรงนี้ที่ถือว่า เรา ไม่ใช่เขา ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งหนึ่ง แต่ว่าสิ่งหนึ่งนั้น นี่เป็นเรา เป็นสักกายทิฏฐิ
ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..
๑๒. อัตตานุทิฏฐิสูตร ว่าด้วยการละอัตตานุทิฏฐิ
ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..
อัตตานุทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ ไตรลักษณะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ

