เข้าใจนิพพาน

เข้าใจนิพพานตั้งแต่ในขั้นการฟังว่านิพพานเป็นสภาพธรรมที่ไม่ใช่จิต ... เจตสิก ... รูป ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เกิดดับ และนิพพานเป็นสภาพที่ดับกิเลส เมื่อปัญญาประจักษ์ลักษณะของนิพพานจึงจะไม่หลงผิดในนิพพาน
สภาพธรรมอะไรรู้นิพพาน ... ต้องเป็นโลกุตตรปัญญา
เดี๋ยวนี้นิพพานไม่ปรากฏ มืดอย่างนี้แล้วจะเอาอะไรไปรู้นิพพาน?! ต้องเป็นปัญญาระดับโลกุตระ เพราะฉะนั้นฟังแล้วเข้าใจเลยทำไมเป็นอริยสัจจะ เพราะเหตุว่ามีจริงๆ และเป็นธรรมที่ดับกิเลสด้วย ไม่มีอะไรจะดับกิเลสได้เลยนอกจากสภาพของนิพพานซึ่งปัญญาประจักษ์แจ้งเท่านั้น จึงสามารถที่จะถึงความจริงของนิพพานได้
แต่สามารถเข้าใจได้ในขั้นต้น นิพพานไม่ใช่จิต ใครจะบอกว่าสว่างมากสงบมาก เราก็รู้เลยว่าผิด เพราะฉะนั้นรู้ว่าอะไรผิดจะได้ไม่ไปผิด แล้วก็รู้ได้ว่าปัญญาเพียงขั้นฟังไม่สามารถที่จะประจักษ์แจ้งลักษณะของนิพพานซึ่งมีจริงได้ เพราะเป็นเรื่องละด้วยปัญญาตามลำดับขั้น ไม่ใช่ข้ามขั้น ตามความเป็นจริงด้วย
ตราบใดที่ยังอยากอยู่แล้วจะถึงนิพพานได้ไหม?! สิ่งเดียวที่อยากเข้าใกล้ไม่ได้เลย โลภะไม่ติดข้อง ติดข้องไม่ได้เลยคือโลกุตรธรรม อย่างอื่นไม่ว่าอะไรทั้งนั้นติดข้องได้หมดและกำลังติดข้องด้วย และติดข้องอย่างนี้จะไปเข้าใจนิพพาน สิ่งที่มียังไม่เข้าใจเลย
นิพพานมีจริงแน่นอนเพราะพระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจธรรมสี่ และกล่าวว่าทั้งสี่ลึกซึ้ง หนทางก็ลึกซึ้ง ขณะนี้ที่ค่อยๆ เข้าใจตามลำดับทีละเล็กทีละน้อยนี่คือหนทาง แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจขั้นต้นทีละเล็กทีละน้อยจะเป็นปัญญาที่สามารถรู้แจ้งลักษณะของนิพพานได้หรือ?! ในเมื่อนิพพานเป็นสภาพธรรมที่ดับกิเลส จะถึงหรือประจักษ์แจ้งได้ด้วยปัญญาที่รู้จักโลกจนกระทั่งมีความหน่าย ละคลาย ไม่ติดข้อง จึงเห็นว่าดับเสียไม่เกิดเลยนี่ดี
เพราะฉะนั้นถ้าตราบใดที่ยังยินดีในสิ่งที่เกิดจะถึงนิพพานไม่ได้ เริ่มเข้าใจโดยที่ว่ายังไม่ได้ประจักษ์แจ้งแต่ก็รู้ว่า นิพพานมีจริงแน่นอน ใครจะห้ามไม่ให้จิต เจตสิก รูปเกิด ... จิต เจตสิกรูปใดที่ไม่เกิดเพราะดับด้วยปัญญาเพราะรู้นิพพาน เป็นการถึงที่สุดของกิเลสนั้นที่จะเกิดอีกไม่ได้เลยจึงเป็นกิเลสนิพพาน (สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ)
เพราะฉะนั้นถ้าเราจะไม่สนทนากันให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ทีละเล็กทีละน้อย จนค่อยๆ เข้าใจมั่นคงว่าไม่ใช่เรา ... มีโอกาสที่จะไปสนทนาเรื่องนิพพานกันไหม? แค่นิพพานไม่ใช่จิต ... เจตสิก ... รูป นิพพานไม่เกิด ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นตามกำลัง เป็นการประมาณจนกว่าจะสามารถประจักษ์แจ้งได้
แม้แต่วิปัสสนาญานที่หนึ่งไม่ใช่อย่างนี้ แล้วนิพพานจะลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นเท่าไหร่?!
หนทางที่จะละกิเลส ความไม่รู้และความติดข้อง ซึ่งเป็นอริยสัจธรรม ถึงเมื่อไหร่รู้ว่าต้องเป็นหนทางนี้หนทางเดียว คือหนทางละความเป็นอัตตา ... ความเป็นตัวตน โดยเข้าใจสภาพธรรมที่เป็นเราไม่ได้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ... ต้องประจักษ์แจ้งตามคำที่ได้ฟังว่านั่นเป็นสัจจะ เป็นคำจริงที่กล่าวถึงความเป็นจริงและรู้ได้ด้วย แต่ต้องมีความเข้าใจจากคำที่ผู้ที่ตรัสรู้แล้วประจักษ์แจ้งแล้ว โดยรู้หนทางนั้นที่ทำให้พระองค์สามารถตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ สำหรับคนอื่นที่จะรู้ได้แม้ว่าปัญญาไม่ถึงพระสามารถสัมพุทธะจ้าวก็ต้องหนทางเดียวกัน ... นี่คือทางไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง ... ดับกิเลสตามลำดับขั้นของปัญญา
สัจญาณซึ่งเป็นปัญญาที่เข้าใจความจริงที่เป็นไปในสัจจะทั้งสี่ แม้กระทั่งหนทางอบรมเจริญสติปัฏฐานก็ต้องเข้าใจให้ชัดเจนไม่เป็นไปในทางที่ผิด ... นี่คือปริยัติรอบรู้ในอริยสัจขั้นเข้าใจถูกต้อง ถ้าเข้าใจผิดก็หลงทาง
แต่การอบรมเจริญปัญญาก็สามารถจะค่อยๆ เข้าใจความจริงเพิ่มขึ้น ... เข้าใจคืออะไร? คือปัญญา เพราะฉะนั้นอบรมเจริญปัญญาถ้าไม่รู้ว่าคือความเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่กำลังมีก็ไม่ใช่ เข้าใจผิดไป ต้องละเอียดจริงๆ และต้องรู้ในขณะนั้นด้วย ทุกอย่างมีสภาพธรรมปรากฏ ... สงสัยเกิดได้ไหม? ได้เพราะปัญญาไม่พอก็ยังสงสัย ถ้าปัญญาพอรู้แล้วจะไม่สงสัยในสิ่งนั้น แต่กว่าจะหมดความสงสัยในทุกอย่างได้ก็ต้องมรรคจิตเกิดขึ้นมีนิพพานเป็นอารมณ์เมื่อไหร่ก็เพราะว่า รู้มาแล้วมากมายที่จะเห็นโทษค่อยๆ คลายเมื่อไหร่ ไม่ใช่ว่าคิดเองแต่โดยการประจักษ์แจ้งตามลำดับ


