กว่าจะหมดความไม่รู้ ... สนทนาธรรมออนไลน์ 19/1/69

 
nattawan
วันที่  19 ม.ค. 2569
หมายเลข  51865
อ่าน  78

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

อวิชชา คือ ความไม่รู้ กิจหน้าที่คือปกปิดไม่ให้รู้ความจริงของธรรมะ อีกชื่อคือ โมหะ สภาพธรรมะที่หลงไม่รู้ความจริง ทุกขณะที่อกุศลเกิดขึ้นจะไม่ประจากอวิชชาเลย เพราะฉะนั้นอวิชชาจะมากสักแค่ไหน พระพุทธเจ้าตรัสว่ามหาอวิชชา เมื่อมีความไม่รู้ความจริงอย่างนี้ จึงมีการฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ซึ่งเป็นหนทางที่จะขัดเกลาความไม่รู้

อกุศลธรรมทั้งหลายเป็นมลทิน แต่มลทินที่ยิ่งกว่ามลทินคืออวิชชา มลทินเป็นสิ่งสกปรก ทำให้เศร้าหมองไม่ผ่องใส อกุศลทั้งหมดเป็นมลทินทำให้จิตแปดเปื้อน ไม่ผ่องใส ไม่บริสุทธิ์ และอวิชชาเป็นมลทินอย่างยิ่งเป็นมูลเหตุให้อกุศลทั้งหลายเกิดเพิ่มพูนมากขึ้น

ในชีวิตประจำวันมีอวิชชาบ้างไหม ... ขณะไหนบ้าง? ขณะใดที่ไม่มีความเข้าใจถูก ขณะนั้นก็เป็นไปกับความไม่รู้ เพราะฉะนั้นมีอวิชชาเสมอๆ ในชีวิตประจำวัน ในชีวิตประจำวันมากไปด้วยอวิชชา

ในบรรดาความมืดทั้งหลาย อวิชชามืดที่สุด เพราะไม่สามารถรู้ความจริงได้

ปิดไฟก็มืด ถ้าไม่ตาบอดก็รู้ว่ามืดเพราะไม่มีแสง แต่ก็ยังสว่างแต่ว่าน้อยมาก สภาพธรรมะทั้งหลายโดยเฉพาะนามธรรมมืด เพราะไม่ใช่สิ่งที่กระทบตา แต่ธาตุรู้ที่มืดสามารถรู้ความสว่างได้ เข้าใจถูกในสิ่งที่ปรากฏคือ ปัญญา สว่างเพราะรู้ความจริง แต่นามธรรมที่มืดที่สุด คือ อวิชชาเพราะไม่รู้ความจริง

ทุกอย่างในชีวิตเพียงปรากฏให้เห็นได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส ให้คิดนึก ให้จำ แล้วหมดไป แต่ขณะนี้ทุกอย่างเกิดดับอย่างเร็วแสนเร็ว

การฟังธรรมก็คือการเริ่มเห็นความจริงว่า กว่าจะหมดความไม่รู้ และการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่หวัง แต่ต้องด้วยการเข้าใจที่เพิ่มขึ้น ทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งเป็นการละความไม่รู้ ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าความไม่รู้นั้นจะหมด

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ