ผู้ที่ได้ตำแหน่งเอตทัคคะต้องบำเพ็ญบารมีมากกว่าคนธรรมดา หมายความว่าอย่างไรคะ
คำว่าบำเพ็ญบารมีในที่นี้ หมายถึงเจริญสติมากกว่าคนทั่วไป หรือว่าท่านต้องทำความดีมากกว่าคนทั่วไป ถึงจะบรรลุได้หรือคะ ทำไมแค่เข้าใจพระธรรมแบบคนปกติถึงยังไม่พอสำหรับผู้ที่ได้ตำแหน่งเอตทัคคะ หนูเข้าใจว่าปัญญามากพอก็สามารถบรรลุได้ แต่กลับไม่ใช่ในผู้ที่ได้ตำแหน่งเอตทัคคะ ที่ต้อง"บำเพ็ญบารมีมากกว่าคนธรรมดา" ข้อความนี้หมายความว่าอย่างไรหรือคะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
บำเพ็ญบารมี คือ สะสมคุณความดีทุกประการที่ขาดไม่ได้เลยคือปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูกซึ่งจะเป็นไปเพื่อการขัดเกลาละคลายกิเลส เพื่อถึงฝั่งของการดับกิเลส ถ้าไม่ได้สะสมความดีและอบรมเจริญปัญญาเลย แล้วจะถึงการดับกิเลสถึงความเป็นพระอริยบุคคลได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นพระอริยบุคคลระดับใดก่อนถึงความเป็นพระอริยบุคคลก็ต้องสะสมอบรมเจริญบารมีด้วยกันทั้งนั้นจนกว่าจะถึงความสมบูรณ์พร้อมในที่สุดซึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ ปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูก บารมี มี ๑๐ ประการ มีทานบารมี ศีลบารมี เป็นต้น พระอริยบุคคล ผู้มีเอตทัคคะ คือ ตำแหน่งที่เลิศ นอกจากจะเป็นผู้บำเพ็ญบารมีแล้ว ยังมีอัธยาศัยน้อมไปในตำแหน่งนั้นๆ ด้วย ซึ่งต้องมีกำลังมากกว่าผู้ไม่ได้มีอัธยาศัยน้อมไปในตำแหน่งนั้นๆ ดังตัวอย่างข้อความใน พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๒ - หน้า ๘๓ อรรถกถานันทเถรคาถา ดังนี้
... ได้ยินว่า พระเถระนี้เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในพระนครหงสาวดี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ บรรลุนิติภาวะแล้ว ฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่ง ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศฝ่ายคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ปรารถนาตำแหน่งนั้น แม้ด้วยตนเอง บำเพ็ญมหาทานอันมากไปด้วยบูชาและสักการะ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ ตั้งปณิธานว่า ในอนาคตกาล ขอข้าพระองค์ พึงเป็นเช่นสาวกเห็นปานนี้ ของพระพุทธเจ้าผู้เช่นกันด้วยพระองค์ ดังนี้แล้ว ต่อแต่นั้น ก็ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ...
ข้อที่ควรจะได้พิจารณาเพื่อประโยชน์จริงๆ คือ ตลอดระยะเวลา ๔๕ พรรษา ในการประกาศพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลกได้เข้าใจความจริง หลุดพ้นจากทุกข์ หมดจดจากกิเลสโดยประการทั้งปวง ตามพระองค์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าจากการแสดงพระธรรมของพระองค์ในแต่ละครั้งๆ นั้น มีผู้ที่ได้ประโยชน์จากพระธรรม รู้แจ้งอริยสัจจธรรมบรรลุถึงความเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ เป็นจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน และพระอริยบุคคลทั้งหลายเหล่านั้นกว่าที่ท่านจะถึงวันดังกล่าวนั้นได้ ท่านก็ต้องเป็นผู้ได้สะสมการสดับตรับฟังพระธรรม สะสมปัญญา สะสมบารมีมาเป็นเวลาอันยาวนานด้วยกันทั้งนั้น จึงเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับผู้ที่มีโอกาสได้ฟังได้ศึกษาพระธรรม โดยเป็นผู้เห็นประโยชน์ของพระธรรมว่าไม่ควรที่จะท้อถอย ยิ่งยากก็ยิ่งจะต้องศึกษา เพราะปัญญาไม่สามารถจะเจริญขึ้นได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ต้องค่อยๆ ฟังค่อยๆ ศึกษาไปตามลำดับ เพียงแค่วันนี้ พรุ่งนี้ หรือชาตินี้ ยังไม่พอ ต้องสะสมความเข้าใจต่อไปอีกเป็นเวลาอันยาวนาน ซึ่งมีข้ออุปมาเหมือนการจับด้ามมีด เมื่อจับบ่อยๆ นานๆ รอยสึกย่อมปรากฏได้ ปัญญาก็เช่นกัน ต้องอาศัยกาลเวลาอันยาวนานในการสะสม ในการอบรม จึงจะเจริญขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ในแต่ละภพในแต่ละชาติ มีชีวิตอยู่ก็เพื่อได้ฟังพระธรรม ได้สะสมอบรมเจริญปัญญา เพื่อความเข้าใจถูก เห็นถูกยิ่งขึ้น เพราะเหตุว่าการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นเรื่องที่ไกลมาก ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นได้ก็ต้องมีวันนี้ คือ ไม่ขาดการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สะสมปัญญาต่อไป ครับ
... ยินดีในกุศลของคุณปทุมและทุกๆ ท่านด้วยครับ ...

