ปฏิจจสมุปบาท … ปัญหาธรรมของอาจารย์ มศพ. 30/12/68

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ทำดีและศึกษาพระธรรม เป็นความสวัสดีจริงๆ
การที่จะรู้จักพระพุทธเจ้า ... ยาก ... แม้แต่สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ถ้าไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังก็ไม่รู้เลยว่าพระองค์ทรงตรัสรู้สิ่งนี้และทรงแสดงความเป็นจริงอย่างนี้ ผู้ที่ไม่รู้แม้มีแต่ก็ไม่รู้จัก แต่พอได้ฟังก็เริ่มเข้าใจขึ้นความเข้าใจขึ้นคือปัญญา จึงค่อยๆ รู้ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การมีโอกาสได้ศึกษาพระธรรมในเรื่องต่างๆ ก็เพียงรู้ในความหมาย ... การที่จะเข้าใจในความเป็นธรรมะจริงๆ คือการมีปัญญาที่จะรู้ความจริง
แสดงให้เห็นว่าเราข้ามอะไรไม่ได้เลย ... เราอาจจะคิดว่าเรารู้บ้าง แต่ว่าไม่พอเลย จึงต้องมีคำสอนโดยนัยประการต่างๆ เช่น โดยนัยของปฏิจจสมุปบาทเกิดโดยอาศัยเหตุปัจจัย ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นทรงแสดงว่าอะไรเป็นปัจจัยของการเกิดขึ้นจนตาย
เดี๋ยวนี้เกิดแล้วไม่รู้ว่าดับแล้ว เพราะฉะนั้นความไม่รู้มีทำให้มีกุศลอกุศลต่างๆ เพราะไม่รู้ว่าความจริงคือไม่มีอะไรเหลือเลย ไม่มีเราไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด ต้องมั่นคงในอนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นสิ่งนั้นสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยนั้นแล้วก็ดับ
เห็นเกิดขึ้นเพราะปัจจัยนั้น เพราะตา มีสิ่งที่กระทบตา แล้วก็ดับไม่กลับมาอีกเลย แต่ว่าพฤติกรรมของชาตินี้ทั้งหมด เห็นเป็นผลของกรรม ได้ยินเป็นผลของกรรม เป็นต้น แต่กิเลสมีใช่ไหม? จิตเป็นใหญ่เป็นประธานให้รู้แจ้ง ... ทุกอย่างอยู่ในอำนาจของจิตเพราะถ้าจิตไม่เกิดไม่รู้แจ้ง ซึ่งอย่างอื่นก็เกิดขณะเดียวกันแต่ไม่รู้แจ้ง แต่เพระจิตรู้แจ้ง ทำให้เกิดความติดข้องความพอใจ เพชรแท้เพชรเทียม ทุจริตต่างๆ เกิดขึ้นแล้วเพราะจิตรู้แจ้ง

เพราะฉะนั้นโลกเป็นไปด้วยอำนาจของจิต ตามอำนาจของจิต ไม่ว่าจิตรู้แจ้งสิ่งใด นำมาซึ่งสารพัดไม่รู้และพฤติกรรมต่างๆ ชอบบ้างไม่ชอบบ้างในแต่ละหนึ่งซึ่งหลากหลาย นี่แหละธรรมะ กว่าจะรู้ว่าเพราะความไม่รู้นำมาซึ่งอะไรบ้าง ต้นตออยู่ไหน ปฏิจจสมุปบาท อวิชชาความไม่รู้จึงเป็นเหตุให้มีการกระทำต่างๆ
ชาตินี้ทำไว้เยอะและชาติหน้ามีไหม ... ปฏิจจสมุปบาทใช่ไหม?? ทั้งชาติเห็นได้ยินตลอดเป็นผลของกรรม แต่ตัวกรรมที่จะทำให้เกิดผลข้างหน้าต้องได้แก่ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ เป็นเหตุที่จะทำให้เกิดภพชาติข้างหน้า ... ปฏิสนธิจิต แต่ว่ารวมชาติก่อนๆ ทั้งหมดที่มีโอกาสให้ผล ไม่มีใครรู้เลยว่าแน่นอนที่สุดว่าชาติหน้าจะเป็นอะไร ทันทีที่จุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตเกิด ... เหตุคือเจตนากรรมในอดีตทั้งหมด นำมาซึ่งปฏิสนธิจิต เจตสิก รูป สหชาตปัจจัย ตายแล้วก็ลืมหมดแต่กรรมที่ได้ทำไว้เป็นปัจจัยที่จะทำเกิดปฏิสนธิชาติหน้า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขาร ... อดีต สังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ ... ปัจจุบัน ปฏิสนธินำมาซึ่งนามรูป เจตสิก รูป เกิดพร้อมจิต
ทั้งหมดเป็นเราเมื่อไม่รู้ความจริงเพราะฉะนั้นต้องประจักษ์แจ้งธรรมะที่เป็นธรรมะ จึงจะละความเป็นเราได้
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ


