คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดเป็นสัปปายะ

 
เมตตา
วันที่  21 ธ.ค. 2568
หมายเลข  51688
อ่าน  260

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้า 45

๙. ปฐมสัปปายสูตร

ว่าด้วยทรงแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนสิ่งทั้งปวง

[๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฏฐิ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฏฐิ เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุ ในจักษุ แต่จักษุ ว่าจักษุของเรา ย่อมไม่สำคัญรูป ย่อมไม่สำคัญจักษุวิญญาณ ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุสัมผัส ย่อมไม่สำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ในเวทนานั้น แต่เวทนานั้น ว่าเวทนานั้นเป็นของเรา


ข้อความใน วิภังคปกรณ์ ฌานวิภังค์ มีว่า

ในบทเหล่านั้น บทว่ามี สติ มีอธิบายว่า สติ เป็นไฉน

เพื่อจะให้แยกถึงความต่างกันของ สติและสมาธิ

สติ คือ ความตามระลึก ความหวนระลึก

สติ คือ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม

สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ อันใด นี้เรียกว่า สติ

บทว่า มี สัมปชัญญะ มีอธิบายว่า สัมปชัญญะ เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียดความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด

ปัญญา เหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่าง คือ ปัญญา แสงสว่าง คือ ปัญญาปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด นี้เรียกว่า สัมปชัญญะ


[เล่มที่ 11] พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 416

บทว่า สมฺปชานการี โหติ ความว่า กระทำกิจทั้งปวงด้วยสัมปชัญญะ หรือกระทำสัมปชัญญะนั่นเอง ด้วยว่า ภิกษุนั้นย่อมกระทำสัมปชัญญะอยู่เสมอในการก้าวไปเป็นต้น มิได้เว้นสัมปชัญญะในกาลไหนๆ .

สัมปชัญญะ ในพระบาลีนั้น มี ๔ อย่าง คือ

๑. สาตถกสัมปชัญญะ

๒. สัปปายสัมปชัญญะ

๓. โคจรสัมปชัญญะ

๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ

ใน ๔ อย่างนั้น เมื่อจิตคิดจะไปเกิดขึ้น ยังไม่ทันไปตามที่คิดก่อนใคร่ครวญถึงประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ ว่า การไปที่นั้นจะมีประโยชน์แก่เราหรือไม่หนอ แล้วใคร่ครวญประโยชน์ ชื่อ สาตถกสัมปชัญญะ.


อ.วิชัย: จากการฟัง สัมปชัญญะ ใน ๒ ข้อนะครับ ก็คือสาตถกสัมปชัญญะ ก็มีความเข้าใจว่า การที่จะรู้ถึงประโยชน์จริงๆ ต้องเป็นเรื่องของความเข้าใจในความเป็นจริง จริงๆ ครับ เพราะเป็นประโยชน์ที่สุดของการได้มีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์ และมีความเข้าใจธรรมะ

แล้วในส่วนสัมปชัญญะที่ ๒ ก็คือ ปัญญาที่รู้ทั่วในสิ่งที่เหมาะสม หรือสมควรแก่การที่จะเกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง ก็คือสัปปายสัมปชัญญะ ครับ

แต่ประเด็นที่จะเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ครับ ก็ในประเด็นที่จะเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ก็ในประเด็นในเรื่อง ปฐมสัปปายสูตร ครับ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฏฐิ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะและทิฏฐิ เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุ ในจักษุ แต่จักษุ ว่าจักษุของเรา ย่อมไม่สำคัญรูป ย่อมไม่สำคัญจักษุวิญญาณ ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุสัมผัส ย่อมไม่สำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ในเวทนานั้น แต่เวทนานั้น ว่าเวทนานั้นเป็นของเรา ...

ท่านอาจารย์ครับ ถ้ากล่าวถึง ข้อประพฤติปฏิบัติอันเป็นที่สบาย หรือสัปปายะนะ ครับ เป็นสิ่งที่เหมาะที่จะเป็นไปในการเพิกถอนความสำคัญทั้งในจักษุในรูปก็ดี ว่าเป็นด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ ครับ ดังนั้น การอ่านตรงนี้ก็ดูเหมือนกับเป็นคำจริงโดยประการทั้งปวง แต่การที่จะเข้าใจความละเอียดในพระธรรม อย่างการที่จะไม่สำคัญซึ่งจักษุนี่ครับจะเป็นอย่างไรครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ตา มีใช่ไหม?

อ.วิชัย: มีครับ

ท่านอาจารย์: เป็นของเราหรือเปล่า หรือเป็นเราหรือเปล่า?

อ.วิชัย: ตอนนี้ยังเป็นตาของเราอยู่ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ยังสำคัญอยู่ใช่ไหมว่า เป็นเรา?

อ.วิชัย: ครับ เดี๋ยวนี้เลยครับยังสำคัญอยู่ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดเป็นสัปปายะ เพราะเหตุว่า ถ้าปราศจากคำที่ทำให้เราได้ฟังแล้วเริ่มคิดละเอียดไตร่ตรองละเอียด จะมาแต่ไหน? เราก็มุ่งไปคิดถึงสัปปายะเลย แต่คำที่กล่าวถึงความจริงของสิ่งที่เป็นสัปปายะ ถ้าไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครจะรู้?

คำทุกคำเป็นสัปปายะหรือ? ลองพูดถึงสิ่งที่ไม่จริงซิ! ไม่ต้องรู้อะไร ไปนั่งเพ่ง จ้อง แล้วก็จะประจักษ์แจ้งธรรมะ อย่างนั้นจะเป็นสัปปายสัมปชัญญะได้ไหม?

อ.วิชัย: ไม่ได้แน่นอนครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทั้งหมดต้องเกิดจากความเข้าใจในสิ่งที่เป็นสัปปายะที่จะทำให้เข้าใจธรรมะได้ ก็คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่กล่าวให้พิจารณาสิ่งที่พระองค์ทรงแสดงที่เป็นสัปปายะ

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์ อย่างการมีโอกาสได้ศึกษาเรื่องของ ตา นี่ครับ ก็มีความเข้าใจว่า เป็นธรรมะอย่างหนึ่ง เป็นรูป แล้วก็เกิดจากกรรมด้วย แล้วก็เป็นรูปที่มีความใส สามารถกระทบกับสีสันวรรณะต่างๆ ได้ ก็ดูเหมือนกับเป็นความเข้าใจในเรื่องราวของตาครับ แต่ว่าการที่จะมั่นคงในการที่จะรู้ในลักษณะของตานี้คืออย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังแล้ว เข้าใจแล้วใช่ไหม?

อ.วิชัย: ขั้นการฟังครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เข้าใจจริงๆ หรือเปล่า เห็นไหม?

อ.วิชัย: ยังไม่เข้าใจจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: นี่แหละ ประโยชน์!!

อ.วิชัย: อ๋อ .. ต้องตรงด้วยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แน่นอนที่สุด ทุกคำละเอียดจนกระทั่งข้ามไม่ได้ ฟังแล้วเข้าใจแล้ว เข้าใจจริงๆ หรือเปล่า?

อ.วิชัย: แล้วการที่จะเข้าใจจริงๆ นี่คืออย่างไร? ตอนนี้ไม่รู้แน่ๆ ว่า จักษุคืออย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่า สภาพธรรมะที่ไม่ลืม เข้าใจมั่นคงในสิ่งที่ได้ฟังว่า ยังไม่ได้เข้าถึงความเข้าใจในลักษณะนั้น ถ้าไม่มีสติที่ไม่ลืมว่า ได้ฟังแล้วนะ แต่ความเข้าใจยังไม่จริงนะ เพียงแต่รู้ว่า ความจริงเป็นอย่างนั้น แต่ยังไม่ได้ประจักษ์แจ้งความจริงนั้น เห็นไหม ก็ทำให้ระลึกได้ ไม่ใช่เราจะไปคิดเองว่าเราจะไปรู้สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ได้

เพราะฉะนั้น พระธรรมจึงทรงแสดงตามลำดับให้เข้าใจสิ่งที่มีตามปกติในชีวิตประจำวันซึ่งไม่เคยรู้เลย ถูกปกปิดไว้มหาศาลด้วยความไม่รู้ด้วยความยึดมั่นว่าเป็นเรา จนกว่าจะค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ ตรง รู้จริงหรือยัง? หนทางที่จะรู้จริง พระองค์ได้ทรงแสดงไว้แล้ว เพราะฉะนั้น หนทางนั้นเป็นหนทางเดียว นี่แหละ คือความมั่นคงในการที่จะประจักษ์แจ้งธรรมะได้ด้วยปัญญาที่ต้องเข้าถึงความจริงตามลำดับด้วยความตรง

ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..

๙. ปฐมสัปปายสูตร ว่าด้วยทรงแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนสิ่งทั้งปวง

ตัณหาสูตร [เหตุให้เกิดสติปัฏฐาน]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยความเคารพค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
chatchai.k
วันที่ 21 ธ.ค. 2568

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
มังกรทอง
วันที่ 22 ธ.ค. 2568

สนทนาธรรมเกิดขึ้น กุศลมี ฟังธรรมะในดิถี ถูกต้อง อาจารย์สุจินต์ศรี เป็นหลัก จิตเจตสิกรูปสอดคล้อง มั่นแฟ้นคำจริง

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ