ใส่ใจในอารมณ์ที่ปรากฏ

ท่านอาจารย์: คำต่อไปค่ะ
อ.คำปั่น: คำต่อไป ก็คือคำว่า ใส่ใจ ครับ มนสิการะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่า ธาตุรู้เกิดขึ้นพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เป็นธาตุรู้แต่ละห นึ่ง
เพราะฉะนั้น มีธาตุรู้ที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งเราใช้คำว่า อารัมมณะ หรืออารมณ์ สำหรับผู้ฟังใหม่จะได้รู้นะ เมื่อมีสภาพรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้
สภาพรู้มีหลายประเภทเกิดร่วมกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้น แต่สภาพที่เกิดร่วมกันหนึ่งขณะ ต้องมีสภาพรู้ที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ไม่ใช่ว่ามากมายที่จะต้องเป็นปัญญา หรืออะไรก็ไม่ใช่นะ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง รู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมะที่ปรากฏ เพชรแท้ เพชรเทียม ต่างกันไหม?
อ.คำปั่น: ต่างกันครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่เห็นความต่าง จะรู้ไหมว่า แท้หรือเทียม
อ.คำปั่น: ไม่รู้ครับ
ท่านอาจารย์: แต่ยากมาก บางทีเพชรเทียมก็สวยมากด้วยใช่ไหม แต่ก็ยังรู้ว่าเทียม ไม่ใช่แท้ เห็นไหม?
เพราะฉะนั้น สภาพธรรมทั้งหมดละเอียดอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น มีสภาพรู้ที่เป็นใหญ่ที่ใช้คำว่า จิต ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ เห็นคนลูกแฝดเหมือนกัน แต่ก็ต่างกัน เพราะจิตรู้แจ้งสภาพธรรมะขณะนั้นที่ปรากฏ กว่าจะเป็นแต่ละหนึ่งขณะ หนึ่งขณะ จนประมวลรวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ยังเปลี่ยนความจริงไม่ได้ ความจริงต้องเป็นความจริง สิ่งที่เทียมต้องเทียม จะให้เป็นแท้ขณะไหนไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น นี่คือสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์
สีฟ้าอ่อนมากๆ จนเกือบจะเป็นสีขาวก็มีใช่ไหม?
อ.คำปั่น: มีครับ
ท่านอาจารย์: พูดว่ามี หมายความว่าต้องปรากฏให้รู้ได้ใช่ไหม? ไม่อย่างนั้นจะคิดเอาเองได้อย่างไร? นี่แหละ คือธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง แต่ทันทีที่ธาตุรู้เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำหน้าที่แต่ละอย่างตามลักษณะที่ต่างกัน
ธาตุรู้ที่เป็นใหญ่ในธาตุรู้ทั้งหมด คือจิต ธาตุรู้อื่นๆ ที่เกิดพร้อมกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้นเป็นเจตสิกแต่ละหนึ่งปนกันไม่ได้เลย
จิตจะเป็นสภาพจำไม่ได้ สภาพจำมีจริง เมื่อไม่ใช่จิตก็เป็นเจตสิก
เพราะฉะนััน ในบรรดานามธรรมทั้งหมด นามธรรมคือธรรมะที่เกิดขึ้นรู้ คือจิต และเจตสิก จิตเป็นใหญ่ สภาพที่จำมีไหมเดี๋ยวนี้? มีแน่นอนใช่ไหม เกิดทุกขณะ
เพราะฉะนั้น สภาพที่จำเป็นจิตหรือเปล่า?
อ.คำปั่น: จำ ไม่ใช่จิตครับ
ท่านอาจารย์: รู้อารมณ์เดียวกันพร้อมกัน เกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน แต่หน้าที่ต่างกัน
เพราะฉะนั้น ขณะที่จิตรู้แจ้ง สภาพจำไม่ได้ไปรู้แจ้งอย่างจิต เพราะจิตรู้แจ้ง สภาพจำก็จำสิ่งที่ปรากฏ ภาษาบาลีก็ใช้คำว่า สัญญาเจตสิก
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีสัญญาเจตสิกไหม?
อ.คำปั่น: มีแน่นอนครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม เกิดพร้อมจิตทุกขณะ แล้วแต่จิตรู้อะไรสภาพจำจำสิ่งที่จิตรู้ไว้ไม่ขาดเลย ตั้งแต่เกิดจนตายมีขณะไหนบ้างไหมที่ไม่มีจิต
อ.คำปั่น: ไม่มีเลยครับ
ท่านอาจารย์: มีขณะไหนที่ไม่มีเจตสิก?
อ.คำปั่น: ไม่มีเลยครับ
ท่านอาจารย์: แต่เจตสิกหลากหลายมาก เพราะฉะนั้น พระองค์ทรงแสดงว่า จิตหนึ่งขณะมีเจตสิกประเภทใดเกิดร่วมกับจิตนั้น และทรงแสดงว่า อย่างน้อยที่สุดบรรดาเจตสิก สภาพธรรมะที่เป็นธาตุรู้ที่เกิดพร้อมจิตต้องมี ๗ ประเภทที่ต้องเกิดกับจิตทุกประเภททุกขณะ
สัญญาเกิดกับจิตทุกประเภท หนึ่งเจตสิกแล้ว แล้วยังมีใส่ใจใช่ไหมที่สนใจในประเด็นคำถาม
อ.คำปั่น: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าเราจะรู้ความละเอียดของธรรมะทีเดียว เป็นไปไม่ได้เลย แต่ชีวิตประจำวันเริ่มแสดงลักษณะของธรรมะต่างกันไปตามที่ปรากฏให้รู้ได้ว่าต่างกัน
เพราะฉะนั้น บางคนสนใจบางสิ่งบางอย่างที่คนอื่นไม่ได้สนใจเลย คุณคำปั่นสนใจกีฬาไหม?
อ.คำปั่น: สนใจครับ
ท่านอาจารย์: แล้วสนใจกีฬาประเภทไหน?
อ.คำปั่น: ฟุตบอลครับ
ท่านอาจารย์: แล้วสนใจประเภทอื่นไหม?
อ.คำปั่น: ก็สนใจด้วย แต่ไม่เท่าฟุตบอลครับ
ท่านอาจารย์: สนใจกอลฟ์ด้วยหรือ?
อ.คำปั่น: ไม่ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม เพราะฉะนั้น สภาพธรรมะแม้ละเอียด แม้เกิดทุกขณะ แต่ก็ไม่มีใครรู้ เพราะฉะนั้น เราใช้ภาษาไทยเพื่อจะเริ่มรู้ว่า ในชีวิตนี่มีอะไรบ้างที่พอจะรู้ได้ ความสนใจ หนึ่งล่ะ แต่ไม่ใช่ใส่ใจ เห็นไหม ต่างกันแล้ว
คุณคำปั่นสนใจทำอาหารบ้างไหม?
อ.คำปั่น: ก็สนใจบ้าง มีทำบ้างครับ
ท่านอาจารย์: ทำอะไร ลองบอกมาสักอย่างซิ
อ.คำปั่น: ไปบ้านก็ทำส้มตำ แกงอ่อมพวกนี้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แกงอ่อมก็ทำได้ สัมตำก็ทำได้ กำลังตำส้มตำต้องใส่ใจในขณะนั้นไหมว่า ตำละเอียดหรือยัง ชิ้นนี้ตำหรือเปล่า ใส่ใจหรือเปล่า?
อ.คำปั่น: ใส่ใจแน่นอนครับ
ท่านอาจารย์: สนใจ คือชอบ มีความพอใจที่จะทำ แต่ขณะนั้นที่คนละขณะใส่ใจในสิ่งที่ปรากฏ ไม่อย่างนั้นทำได้ไหม? ตำส้มตำใส่กะปิเข้าไปได้ไหม? ใส่น้ำตาลแค่ไหน? น้ำตาลชนิดไหน? น้ำตาลทราย น้ำตาลอ้อย น้ำตาลปึก เห็นไหม ขณะนั้นใส่ใจในขณะที่ทำ ไม่อย่างนั้นจะทำได้ไหมนี่? นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ปรากฏให้รู้ได้ แต่ความละเอียดยิ่งกว่านั้นมาก แต่เราจะต้องรู้อย่างหยาบไปก่อนว่า สนใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ขณะที่กำลังทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดถ้าไม่ใส่ใจเสียหมดเลย ส้มตำเค็มปี๋! ได้ไหมไม่ใส่ใจในขณะที่ทำ?
เพราะฉะนั้น สภาพธรรมะนี่ เราอาศัยความเป็นไปในชีวิตที่จะเห็นความต่างๆ สภาพจำไม่ใช่ความสนใจเพราะจำ สภาพใส่ใจไม่ใช่สนใจเพราะกำลังสนใจในขณะนั้น ซึ่งขณะนั้นก็มีความสนใจด้วยก็ได้ ละเอียดยิบว่า แต่ละหนึ่งขณะต่างกันโดยจิต และเจตสิกที่เกิดพร้อมกันหลากหลายมาก ไม่เท่ากันก็ได้ เท่ากันก็ได้ จำนวนนะ แต่ก็ยังหลากหลายตามประเภทที่รู้สภาพธรรมะในสภาพธรรมะใด นี่เป็นความละเอียด นี่เป็นธรรมะที่พระองค์ทรงแสดงสภาพรู้ว่า มี ๒ อย่าง สภาพรู้เป็นนามธรรม ธรรมที่เกิดขึ้นสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏเท่านั้นที่เป็นอารมณ์ คือจิต นอกจากนั้นก็เป็นสภาพที่สนใจ เป็นสภาพที่จำ เป็นสภาพที่ใส่ใจ เป็นสภาพที่รู้สึก
เพราะฉะนั้น เราก็ต้องค่อยๆ พูดถึงสภาพธรรมะที่มีจริงในชีวิตประจำวันให้รู้ความละเอียดยิ่งว่า ถ้าไม่กล่าวโดยแยกให้รู้ลักษณะที่ต่างกันอย่างละเอียด ก็จะไม่รู้ว่า อะไรเป็นอะไร แม้แต่ใส่ใจกับสนใจ เพราะฉะนั้น จึงมีชื่อต่างๆ ของเจตสิกเป็น ๕๒ ประเภท ๕๒ ชื่อ
๕๒ ประเภท แต่ละประเภทยังละเอียดออกอีก ก็มีชื่อที่ละเอียดปลีกย่อยออกไปอีก เดี๋ยวนี้ค่ะ แต่ยังไม่สามารถจะรู้ได้อย่างนั้นหรอก เพียงแต่ฟังไว้ว่า ขณะเห็นมีสภาพจำด้วย ไม่อย่างนั้นจะรู้ไหมว่า ใครหน้าจอนี่!! ใช่ไหม? เป็นไปไม่ได้เลย
นิดๆ หน่อยๆ เล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นเครื่องเตือนให้รู้ว่า สภาพธรรมะหลากหลายอย่างละเอียดยิ่ง เพราะทั้งๆ ที่มีจิตเดี๋ยวนี้ มีความรู้สึกเดี๋ยวนี้ มีความจำเดี๋ยวนี้ ดับพร้อมกัน ไม่รู้อะไรสักอย่างว่า อะไรบ้าง
แต่ค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ เข้าใจความจริงทีละหนึ่ง จนในที่สุดค่อยๆ มั่นคงขึ้นว่า แต่ละหนึ่งมีจริง ต่างกันเป็นประเภทต่างๆ หลากหลายมาก แต่ทั้งหมดเป็นธรรมะ คือสิ่งที่มีจริง และเป็นอนัตตา สัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมะทั้งปวงเป็นอนัตตา
แต่สภาพธรรมะที่เกิดดับ อนิจจัง ทุกขัง ก็ยังต้องเป็นอนัตตา ไม่มีอะไรที่พ้นสภาพความเป็นอนัตตาได้
เพราะฉะนั้น ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงตรัสรู้ ประจักษ์แจ้งความจริง เปลี่ยนไม่ได้เลย ค่อยๆ ละเอียด ค่อยๆ ลึกซึ้ง ค่อยๆ รู้ว่า แล้วจะเป็นเราได้อย่างไร เป็นธรรมะทั้งหมดอย่างนี้เอง
อ.คำปั่น: เป็นธรรมะในขณะนี้จริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สำหรับคุณแอนนะ ใส่ใจเป็นเจตสิก จะไม่รู้เลยถ้าขณะนั้นไม่กำลังใส่ใจในขณะที่ปรุงอาหาร ในขณะที่เย็บผ้า ในขณะที่ทำอะไร ต้องมีการใส่ใจจึงจะไม่ผิดพลาด เพราะฉะนั้น ต้องใส่ใจในอารมณ์ที่ปรากฏ แล้วแต่ว่าใส่ใจอย่างไร เพราะเกิดกับเจตสิกอะไรที่ประกอบกันขณะนั้น จึงทำให้การใส่ใจนั้นเป็นไปในลักษณะนั้น
เพราะฉะนั้น ใส่ใจเป็นเจตสิก ใช้คำว่า มนสิการเจตสิก มน คือ จิต ใจ เหมือนกัน กระทำใส่ใจในอารมณ์ที่ปรากฏในขณะที่จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง
เพราะฉะนั้น มนสิการะ คือใส่ใจ
อ.คำปั่น: ท่านอาจารย์ได้กล่าวทั้ง ๒ คำถามใน ๒ คำ ก็คือทั้งความหวัง และมนสิการะครับ
ท่านอาจารย์: ต่างกันแล้วใช่ไหม?
อ.คำปั่น: ต่างกันแล้วครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าคุณแอนยังสงสัยก็เชิญร่วมสนทนา หรือฝากคำถามมาได้นะ ทั้งหมดค่ะ ไม่ใช่แต่เฉพาะคุณแอน ยังมีความสงสัยก็ควรที่จะได้สนทนา จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้นจนหมดสงสัยเมื่อประจักษ์แจ้ง
แต่ถ้ายังไม่ประจักษ์แจ้ง ก็หมดสงสัยไม่ได้
อ.คำปั่น: ครับ ก็ได้รับประโยชน์อย่างมากครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยความเคารพค่ะ


