Thai-Hindi 10 Feb 2024

 
prinwut
วันที่  10 ก.พ. 2567
หมายเลข  47381
อ่าน  89

Thai-Hindi 10 Feb 2024


- (คุณอาช่าขอให้ต่อจากคราวที่แล้วเรื่องเจตสิก คุณโซฮานขอให้ต่อที่ฟังคราวที่แล้วเรื่องธรรมคืออะไร ขอให้ท่านอาจารย์กล่าวเรื่องธรรมเพิ่มขึ้น) ถ้าอย่างนั้นเราต่อเรื่องที่สนทนากับคุณอาช่า เรื่องเจตสิกใช่ไหม (ใช่)

- (ยังไม่รู้จักเจตสิก) เพราะฉะนั้นถามคุณอาช่า เราเริ่มต้นทุกครั้งไม่ใช่เพียงชื่อ เริ่มรู้จักสิ่งที่กำลังมีว่าอยู่ที่ไหน (ที่เราสนทนากัน เราสนทนาสิ่งที่มีจริง ต้องรู้ว่าสิ่งที่มีจริงมีที่ไหนเมื่อไหร่)

- เพราะฉะนั้น เราเหมือนตั้งต้นทุกครั้งที่เราสนทนากัน เพราะอะไร (เพราะความรู้น้อย สิ่งที่ฟังเราไม่รู้จักเพราะฉะนั้นเราต้องค่อยๆ เจริญความรู้ทีละนิดทีละหน่อย) เห็นไหมว่า เราไม่ต้องรีบไปไหนแต่หัดให้ทุกคนเริ่มตั้งต้นใหม่ เริ่มคิดให้ละเอียด “ดูกรภิกษุทั้งหลาย จงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว“ นี่คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ต้องไปไหน แต่เราจะเริ่มทุกครั้งที่เราสนทนากัน เริ่มต้นๆ ๆ

- เริ่มฟัง เริ่มทุกคำ คิดไตร่ตรอง ไม่ใช่ไปฟังว่าคนนั้นพูดอย่างนี้ คนนี้พูดอย่างนั้น เพราะว่า เมื่อมีความเข้าใจแล้วก็จะรู้ได้ว่า ความคิดของตัวเองไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ ถ้าจำคำของคนอื่นจะไม่สามารถจะเข้าใจอะไรได้เลยทั้งสิ้น

- เพราะฉะนั้นสนทนาธรรมคืออะไร (หมายถึงการเจริญความเข้าใจความจริง) เห็นไหม เราต้องหัดคิดให้ละเอียด สนทนาธรรมคืออะไร (สนทนาธรรมคือ การสนทนาความจริงที่มีอยู่ตอนนี้เพื่อเข้าใจความจริง)

- เพราะฉะนั้นเราจะไม่พูดเรื่องอื่นใช่ไหม เราจะไม่พูดเรื่องอื่นแต่เราจะพูดความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่ไปจำคำของใครว่าอะไรมีจริง แต่คิดเองสิคะ เราพูดเพื่อรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ต้องเริ่มไตร่ตรองว่า อะไรมีจริงเดี๋ยวนี้

- ไม่ต้องฟังใครว่า ใครพูดว่าอะไรมีจริง แต่คิดเองว่าเดี๋ยวนี้อะไรมีจริง คิดเองไม่ใช่จำมา แต่คิดเองว่า เดี๋ยวนี้อะไรจริง ต้องทีละ ๑ ใช่ไหม (ความจริงตอนนี้คือที่กำลังฟังการสนทนาอยู่) ไม่ใช่อย่างนั้น คิดดีๆ แสดงว่ายังไม่ได้เข้าใจ

- เดี๋ยวนี้ต้องมีสิ่งที่มีจริงแน่นอนใช่ไหม (คำตอบเดิมว่าเวลานี้เรากำลังเพิ่มความเข้าใจตัวเอง) เพราะฉะนั้นจะถามจนกว่าเขาจะคิดเอง ตรงคำถามว่า เดี๋ยวนี้มีอะไรหรือเปล่า จนกว่าเขาจะรู้ว่าอะไรจริง (มีคิด)

- รู้จักคิดไหมว่า คิดเป็นอะไร (ยังไม่เข้าใจ แต่ตอนที่คิดเกิดพอจะรู้ได้ว่ากำลังคิด) เพราะฉะนั้นเราสนทนาเพื่อรู้จักคิดใช่ไหม (ใช่) คิดอะไร (คิดอยู่ว่าถามคำถามอะไรดี) คิดเรื่องใช่ไหม (ใช่) ถ้าไม่คิดไม่มีเรื่องใช่ไหม (ใช่)

- (ไม่เข้าใจ ท่านอาจารย์ทวนใหม่ ถามอีกนัยหนึ่งได้ไหม) ได้ค่ะ ถ้าไม่คิดไม่มีเรื่องที่คิดใช่ไหม (ไม่มี) เพราะฉะนั้นห้ามไม่ให้คิดได้ไหม (ห้ามไม่ได้) คิดแล้ว เปลี่ยนไม่ให้คิดเรื่องนี้ให้คิดเรื่องอื่นได้ไหม (ไม่ได้) คิดเป็นเราคิดหรือคิดเป็นคิด (คิดเป็นคิดแต่ก็มีเราที่คิด) ถ้าคิดไม่เกิดจะมีเราคิดไหม (ถ้าไม่คิดก็ไม่มีเรา)

- เพราะฉะนั้น ”คิด“ เห็นอะไรหรือเปล่า (คิดไม่เห็น คิดแค่คิดส่วนตาเห็น) ไม่ได้ถามเรื่องตา นี่เป็นเหตุที่คนไม่เข้าใจธรรมเพราะไม่ได้รู้ตรงที่กำลังถามที่กำลังมีจริงๆ แต่ไปคิดเรื่องอื่น

- (คุณโซฮานถามว่า ถ้าเราไม่สามารถบังคับการคิดได้จะหยุดความคิดอย่างไร) ใครให้หยุด (โซฮานอยากจะให้หยุด) เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ”จงฟัง จงใส่ใจให้ดี…“ แล้วไปคิดเรื่อง จะหยุดคิดทำไม เห็นไหม ยังไม่รู้จักคิดก็จะหยุดคิดแล้วและจะเข้าใจธรรมได้ไหม เดี๋ยวนี้คุณโซฮานรู้จักคิดหรือยัง (รู้นิดๆ หน่อยๆ)

- คิดมีจริงไหม (มี) ไม่ให้คิดเกิดได้ไหม จะหยุดคิดได้ไหม เพราะฉะนั้น ไม่ต้องรีบร้อนแต่ต้องรู้ว่า ไม่รู้อะไรแค่ไหน มหาศาลแค่ไหน ไม่รู้สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้แต่อยากรู้สิ่งอื่นใช่ไหม ถ้าไม่รู้สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้จะรู้อย่างอื่นได้ไหม

- เพราะฉะนั้นเราพูดเรื่องสิ่งที่มีจริงทีละ ๑ เพื่อค่อยๆ รู้ค่อยๆ เข้าใจจนสามารถจะรู้สิ่งนั้นได้จริงๆ ไม่ใช่เพียงคิดถ้าเขารู้สิ่งอื่นที่อยากรู้หมดแต่ไม่รู้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ถูกต้องไหม (ไม่ถูก)


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
prinwut
วันที่ 10 ก.พ. 2567

- เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้คืออะไรที่จะรู้แต่ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้น ฟังดีๆ เดี๋ยวนี้มีอะไรที่ไม่รู้ทีละ ๑ (เห็น) รู้จักเห็นหรือยัง (ยัง) เพราะฉะนั้นต้องฟังเรื่องเห็นต่อไปใช่ไหม

- เห็นมีจริง ไม่รู้ว่าเห็นคืออะไร ทุกอย่างที่มีจริงไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นต้องเริ่มต้นอีกๆ ที่จะไม่ลืมว่า ”เห็น“ คืออะไร เพราะฉะนั้น โอกาสนี้เป็นโอกาสที่จะไม่ลืมว่า ยังไม่รู้จักเห็นทั้งๆ ที่กำลังเห็น ถ้าเราไม่พูดเรื่องเห็นอีก ไม่พูดเรื่องเห็นอีกบ่อยๆ เราสามารถจะเข้าใจเห็นได้ไหม (ถ้าเราไม่สนใจที่จะเข้าใจเห็น เราจะไม่มีวันเข้าใจ) เพราะฉะนั้นเราต้องพูดเรื่องเห็นอีกใช่ไหม

- เพราะฉะนั้น เริ่มเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น เห็นคืออะไร (คุณโซฮานตอบว่าเป็นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง) พูดอย่างนี้แล้วรู้จักเห็นไหม (เริ่มเข้าใจหน่อย) เพราะฉะนั้นต้องพูดอีกไหมเรื่องเห็น (ต้องฟังอีก)

- เห็นเกิดไหม เห็นดับไหม (เห็นเกิดและดับด้วย) ถามว่าเกิดไหมตอบว่าดับด้วย จะมีเวลาคิดไหม เพราะฉะนั้นเห็นเกิดแล้วดับเป็นอริยสัจจธรรมหรือเปล่า (เป็น) รู้แล้วหรือ (ความเข้าใจไม่ใช่ระดับนั้น เข้าใจแค่ขั้นฟังว่าทุกอย่างเกิดต้องดับ)

- เพราะฉะนั้น เริ่มตั้งแต่คำว่า ”ธรรม“ ใช่ไหมที่จะรู้ว่า เห็นไม่ใช่เราเป็นธรรม มั่นคงไหมว่า เห็นเป็นธรรม (มั่นคงว่าเห็นเป็นธรรม) ยังไม่รู้จักเห็น แล้วมั่นคงหรือว่าเห็นเป็นธรรม เดี๋ยวนี้เป็นเราเห็นหรือเป็นธรรมเห็น (เป็นเช่นนั้นจริง)

- ถ้าเราเพียงแต่พูดไม่เปลี่ยน ”ทุกอย่างเป็นธรรม“ ”ธรรมที่เกิดแล้วดับเป็นสัจจธรรม เป็นอริยสัจจธรรม“ ถ้าเราพูดอย่างนี้บ่อยๆ หมายความว่า เรารู้จักธรรมหรือยัง (ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เข้าใจ)

- เริ่มเห็นความลึกซึ้งไหม ถ้าคนที่พูดว่า ”เห็นเกิดดับ“ แต่ว่ายังไม่รู้จักเห็น เขามั่นคงไหมว่า ขณะนี้ไม่ใช่เขาเห็นแต่เป็น ”ธรรม“ ที่เห็น (ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่ถูก) ถ้าไม่คิดเลยจะเข้าใจอย่างนี้ไหม (ถ้าไม่คิดอย่างนี้จะไม่เจริญความเข้าใจ)

- เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืม ”จงใส่ใจให้ดี“ ใครๆ ก็พูดได้ อริยสัจ ๔ แต่ว่าไม่ได้กล่าวถึงความจริงที่จะประจักษ์แจ้งอริยสัจ ๔ เพราะฉะนั้นคิดดีๆ คิดดีๆ รู้จักเห็นที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้หรือยัง (มีความเข้าใจหน่อย) ที่เข้าใจมีความเข้าใจว่าอย่างไร (ว่าเห็นเป็นความจริงอย่างหนึ่ง) รู้จักแล้วหรือยัง รู้จักเห็นหรือยัง (ยัง)

- เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดเรื่องอริยสัจจธรรมใช่ไหม เพราะฉะนั้น ขณะนี้มีเห็นยังไม่รู้จักเห็นเพราะเห็นลึกซึ้งมาก มีหนทางไหมที่จะรู้จักเห็น (มี) หนทางนั้นคืออะไร ถ้าบอกว่ามีก็ต้องรู้ว่าคืออะไร หนทางอะไร อะไรเป็นหนทาง (สนทนาธรรม) เรื่องอะไรที่จะรู้จักเห็น (สนทนาเรื่องเห็น) ถ้าเราไม่สนทนาเลยเรื่องเห็นจะมีวันที่จะรู้จักเห็นไหม (ไม่มีวันถ้าไม่สนทนา)

- เดี๋ยวนี้กำลังเห็นและเราสนทนาเพื่อเข้าใจเห็น นั่นเป็นหนทางเป็นอริยมรรคที่ ๔ หรือเปล่า (ยังไม่คุ้นกับอริยสัจที่ ๔ ยังติดตรงนั้น) เพราะฉะนั้นเขาเคยได้ยินคำว่า ”อริยสัจจธรรม ๔“ ไหม (แค่รู้คร่าวๆ) ขอทราบว่า คร่าวๆ รู้ว่าอะไร (รู้ตัวแล้วว่าไม่รู้อะไรเลย ไม่สามารถตอบได้ว่าคืออะไร) ขอให้คุณอาช่าตอบหน่อยได้ไหม (ตอนนี้โซฮานเข้าใจแล้วว่า ที่เราสนทนากันอยู่เพื่อเข้าใจเห็น เห็นนี้เป็นอริยสัจ ๔)

- ต้องละเอียด เห็นมีจริงไหม (มีจริง) เป็นธรรมหรือเปล่า (เป็นธรรม) เป็นสัจธรรมหรือเปล่า (เป็นสัจธรรม) เป็นสัจธรรมอะไร (เป็นอริยสัจที่ ๑ เป็นทุกข์) ทำไมเป็นทุกข์ (เพราะเกิดแล้วดับ) เห็นเดี๋ยวนี้เป็นทุกข์ไหม (เป็นทุกข์) รู้ไหมว่า เห็นเดี๋ยวนี้เป็นทุกข์ (หลังจากฟังเกี่ยวกับอริยสัจก็เข้าใจว่าเป็นอริยสัจที่ ๑ จึงเป็นทุกข์) แต่ถามว่า เดี๋ยวนี้ที่เห็นเป็นทุกข์หรือเปล่า (ยังเห็นว่าเป็นทุกข์) เห็นแล้วหรือว่าเป็นทุกข์ (เพราะเห็นกำลังเกิดแล้วดับก็ต้องทุกข์)

- ประจักษ์เห็นเดี๋ยวนี้ว่าเกิดแล้วดับหรือยัง (ยังไม่ประจักษ์) ประจักษ์หรือยังว่า เห็นขณะนี้ไม่ใช่เรา (ไม่) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งหรือเปล่า (ทรงประจักษ์แจ้ง) พระองค์ทรงสอนหนทางที่จะให้ประจักษ์แจ้งหรือเปล่า (ทรงแสดง) หนทางที่ทรงแสดงไว้คืออะไร (หนทางคือความเข้าใจ) เข้าใจอะไร (เข้าใจสิ่งที่มีจริง) เพราะฉะนั้นเขาเข้าใจแล้วหรือยัง (ยัง พยายามอยู่) พยายามเป็นเขาหรือเปล่า (เป็น) แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร (ไม่ทราบ)

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
prinwut
วันที่ 10 ก.พ. 2567

- ทุกอย่างที่มีจริงเป็นสิ่งที่มีจริงใช้คำว่า ”ธรรม“ เห็นมีจริงไหม (มี) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งที่มีจริงมีจริงเป็นธรรม เพราะฉะนั้น เห็นเกิดดับหรือเปล่า (เกิดและดับ) เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้เห็นเป็นโซฮานหรือเห็นเป็นธรรม (เป็นธรรมเป็นสัจธรรม) ไม่ใช่โซฮานเห็นนะคะ (เป็นอย่างนั้น) เป็นอย่างนั้นแต่รู้จักเห็นหรือยัง (ยังไม่เข้าใจแต่วันนี้ฟังเรื่องเห็นมากขึ้นรู้สึกว่าเข้าใจดีขึ้น)

- เพราะฉะนั้นเห็นเป็นธรรมไม่ใช่โซฮาน คิดเป็นธรรมหรือเปล่า (คิดก็เป็นธรรม) มีธรรมทุกวันใช่ไหม (ใช่) คุณโซฮานไม่มี มีแต่ธรรมทั้งวันใช่ไหม (ไม่สามารถตอบเต็มใจเต็มปากได้จึงมีคำถามว่า แล้วโซฮานคืออะไร)

- เห็นไหม พูดทุกอย่างแค่เขาไม่ได้คิด พูดตามทุกอย่างแต่ไม่ได้คิด แต่ถ้าให้คิดเองทีละหนึ่งๆ จะมีความเข้าใจ ไม่ใช่ไปจำแล้วน้อมตามว่า มันเป็นอย่างนั้นๆ นี่ไม่เป็นประโยชน์เลยเพราะเขาสามารถจะจำทุกคำในพระไตรปิฎกได้ พูดตามได้ทุกอย่างแต่ไม่รู้จักธรรม

- (ที่คุณโซฮานถามอย่างนั้นเพราะเราสนทนากันแต่ละคนเข้าใจว่ามีแต่ปรมัตถธรรม จิต เจตสิก รูป ไม่มีสัตว์บุคคล ไม่มีสุขิน ไม่มีสุจินต์ ไม่มีโซฮาน ไม่มีอาช่า อาคิ่ล แต่ขณะเดียวกันก็สื่อกันว่า คนนี้โซฮาน คนนี้อาช่าจึงถามอย่างนั้น) แต่เขารู้ความจริงหรือยังว่า ไม่ใช่โซฮาน ไม่ใช่ดิฉัน ไม่ใช่คุณสุขิน เขารู้จริงๆ หรือยัง (ตรงนั้นเข้าใจว่า ทั้งวันมีแต่จิต เจตสิก รูป ไม่มีโซฮาน)

- ไม่มีโซฮานแต่มีอะไร (มีแต่ธรรม) แน่ใจนะ มีภูเขาไหม (ภูเขามีจริง) เห็นไหม เราไม่ต้องรีบไปไหนเลย ไม่ต้องเอาคำไปให้เขา คิดว่าเขาจะเข้าใจได้แต่ถ้าเขาไม่คิดเองไม่มีทางเลยและถ้าเราไม่สนทนาอย่างนี้เราก็ไม่รู้ว่าเขาไม่เข้าใจ เขาตามเราทั้งหมด อะไรเป็นอริยสัจจะ มีเท่าไหร่ ฯลฯ เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้เขาด้วยตัวของเขาเองรู้ความจริง หรือเข้าใจธรรมแต่เขาเชื่อและตาม ไม่ได้นะคะไม่พอ (เริ่มเข้าใจแล้วว่า เข้าใจขนาดไหน)

- เพราะฉะนั้นเห็นไหม เราจะจะต้องรู้ว่าที่เราพูดไปเขาเข้าใจหรือเปล่า และเข้าใจหรือไม่หรือเข้าใจแค่ไหน ถ้าเราบอกเขา ไม่มีทางเขาจำแต่ถ้าเราให้เขาคิดเขาค่อยๆ คิดด้วยตัวเขาเอง เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าคิดแล้วจากการเข้าใจจากการคิดเขาสามารถจะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดพูดสั้นที่สุด ถามแต่ละคำเขาต้องตอบตรงมิฉะนั้นเข้าไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมเลย

- ดิฉันเข้าใจคุณสุขินและรู้ด้วยว่า ภาษายากและการอธิบายให้เขาเป็นการ “แนะนำ” แต่ว่าหนทางจริงๆ ที่จะให้เขาเข้าใจเราต้องให้เขาคิด นี่สำคัญที่สุด เพราะเราถามให้เขาคิดหมดเลยใช่ไหม แต่พอเราถามว่า มีภูเขาไหม มี ไม่ใช่ธรรม เห็นไหมแสดงว่าความเข้าใจที่เขารับไว้เขารับ ”เรื่อง“ และคิดตามเรื่องแต่การไตร่ตรองไม่พอ ให้เขาเข้าใจจริงตามที่เราถาม เขาตอบได้แต่นี่เขาตอบผิด เพราะฉะนั้นเราก็ต้องอดทน เริ่มใหม่ๆ เพื่อให้รู้… (และก็ดีสำหรับทุกคน ดีสำหรับตัวเอง ดีสำหรับคนที่ฟัง) และค่อยๆ ซึมไปตามความเข้าใจที่มั่นคงขึ้นๆ เพราะเขาคิดและเข้าใจถูกต้อง

- เพราะฉะนั้นวันนี้โซฮานเข้าใจอะไรบ้าง ถามเขา (เริ่มเข้าใจเรื่อง อริยสัจ ๔) ลองบอกมาสัก ๑ ไม่ต้องเป็นอริยสัจก็ได้ บอกมาสัก ๑ ว่าวันนี้เข้าใจอะไร (เช่นสนทนาเรื่องเห็น เราถูกถามและเราตอบ เราคิดว่าเข้าใจแต่เราไม่เข้าใจ) อันนั้นไม่ได้ถาม ถามว่าวันนี้ที่ฟังแล้วเข้าใจอะไร ช่วยบอกหน่อย (เริ่มเข้าใจคิด)

- คิดคืออะไร (เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธรรมที่เกิด) อันนั้นเป็นเรื่องเป็นชื่อ แต่บอกว่าเข้าใจคิด เข้าใจคิดว่าอย่างไร บอกหน่อย (คุณสุขินขอให้ท่านอาจารย์ตั้งต้นใหม่) ถามว่า เท่าที่ฟังแล้ว เข้าใจอะไรบ้าง (เข้าใจว่า เห็นไม่ใช่โซฮานที่เห็น เห็นเป็นสิ่งที่มีจริง) เห็นอย่างเดียวหรือ (มีเห็น มี ได้ยิน มีถาม มีเข้าใจ ทุกอย่างเป็นธรรม)

- เพราะฉะนั้นรู้เพียงเท่านี้ก็ยังเป็นคุณโซอาน เพราะฉะนั้นที่จะให้เข้าใจจริงๆ ว่า ไม่มีคุณโซฮานก็ต้องไม่มีภูเขา ไม่มีแม่น้ำ ฯลฯ มีแต่สิ่งที่มีจริงซึ่งไม่เรียกว่า คุณโซฮาน ไม่เรียกว่า ภูเขาก็มีจริง

- สำหรับวันนี้ก็ขอยินดีด้วยในความอดทนของทุกคนทั้งของคุณสุขิน คุณอาคิ่ล อาช่า เพราะว่าจริงๆ แล้ว การฟังอย่างนี้จะทำให้เริ่มเข้าใจถูก ไม่รีบร้อนไปจำคำแต่ว่าไม่สามารถจะเริ่มเข้าใจว่า เรากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจขึ้น ยินดีในกุศลของทุกคนนะคะ สวัสดีค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
prinwut
วันที่ 10 ก.พ. 2567

กราบเท้าบูชาคุณความดีทุกประการของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ด้วยความเคารพยิ่ง

กราบยินดีในกุศลทุกประการของคุณสุขินและทุกท่านที่ร่วมรับฟังและสนทนาธรรมทั้งที่อินเดียและเนปาล

กราบขอบพระคุณ กราบอนุโมทนาอาจารย์คำปั่นในกุศลทุกประการครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
วันที่ 10 ก.พ. 2567

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
กราบยินดีในกุศลของคุณสุคิน ผู้ถ่ายทอดคำท่านอาจารย์เป็นภาษาฮินดี
ขอบพระคุณและยินดีในกุศลวิริยะของพี่ตู่ ปริญญ์วุฒิ เป็นอย่างยิ่ง ที่ถอดคำสนทนาของท่านอาจารย์ ทุกคำ เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่ง
และยินดีในกุศลของผู้ช่วยตรวจทานและยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านด้วยครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ